Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 142: วิธีเติมพลังลูกแก้ว
โซนาตาพยักหน้าให้สัญญาณกับซีวีชุดสีดำ เธอหลับตาลงสูดหายใจลึกและเริ่มรวบรวมจิตมาไว้ตามจุดเส้นชีพจรวิญญาณ ซีวีไม่อยากจะเชื่อสายตา เด็กสาวชุดดำตรงหน้าจากที่เคยเป็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเธอค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย ส่วนสูงค่อย ๆ เพิ่มขึ้น รูปร่างเริ่มเปลี่ยนไปเป็นทรวดทรงของหญิงสาวที่ไม่ใช่วัยรุ่นอีกต่อไป เมื่อการเปลี่ยนแปลงจบลงคนตรงหน้าของเธอก็ไม่สามารถที่จะเรียกได้ว่าเด็กสาวอีกต่อไป
เธอกลายเป็นสาวสวยที่อยู่ในช่วงที่งดงามที่สุด ขาเรียวยาวสูง หน้าอกที่มีแค่เท่าเด็กสาวขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ใบหน้าสีขาวนวลแปล่งประกายเข้ากับผมสีทองที่งดงามเป็นลอน ราวกับเธอกำลังเห็นมิเดลเลียอีกคนที่อาจจะดูงดงามยิ่งกว่า
ถ้าไม่เพราะอะไรบางอย่างที่เกินมา…
ซีวีในร่างสาวเต็มวัยมีหูขนาดใหญ่ที่มีขนสีขาวปกคลุมไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็เหมือนกับหูของสัตว์ชัด ๆ ไม่เพียงแค่นั้น ซีวีเพิ่งจะสังเกตว่าสิ่งที่ดูคล้ายกับเครื่องประดับที่พันรอบเอวก็ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดแต่แรก แต่เป็นหางปุกปุยของสัตว์ที่ถูกนำมาพันเอาไว้เพื่อไม่ให้เกะกะ
“เดี๋ยวสิ ยัยนี่ไม่ใช่ฉันแล้วนี่นา” ซีวีโวยโซนาตาที่กำลังปลื้มกับผลงานของตัวเองอย่างออกนอกหน้า
“เงียบไปเลยยัยเตี้ย ดูซะก่อนว่านี่มันสุดยอดแค่ไหน พลังที่เปี่ยมล้นออกมา รูปร่างสูงใหญ่ที่เหมาะกับการต่อสู้ หูสัตว์แถมยังมีหางนี่ก็ดูน่ารักดี แล้วยังหน้าอกตู้ม ๆ ที่ไม่เหมือนตัวจริงนั่นอีก...”
“เลิกพูดเรื่อง อื้มมม… รูปร่างคนอื่นได้แล้ว” ซีวีเอามือกอดอกแต่ก็แอบเหล่ตัวเองกับอีกฝ่ายมองกลับไปกลับมา “นายน่ะจินตนาการมั่วซั่วเกินไปแล้วนะ ไหนบอกว่านี่คือจินตนาการว่าฉันจะทำอะไรได้บ้าง แต่รูปร่าง หู หาง ของแบบนี้ฝึกฝนให้เป็นได้ด้วยเรอะ”
“อย่ามาดูถูกกันนะเฟ้ย อย่างฉันน่ะไม่เดาอะไรส่งเดชหรอก”
“…”
“สิ่งนี้เกิดจากการคำนวณและความเป็นไปได้ต่างหาก”
“มั่วแล้วล่ะ ฉันจะไปโตไปเป็นแบบนี้ได้ไง หูกับหางนั่น เกินไปละด้วย แล้วอก...” ซีวีเกือบจะเหน็บตัวเอง ดีว่ายั้งปากไว้ทัน
“ต้นตระกูลเธอน่ะมีร่างจริงแบบนี้”
“ขี้โม้”
“ไม่เชื่อไปค้นเอาก็ได้ เซเวียรามีอีกชื่อว่า เทพหมาป่าแห่งดวงอาทิตย์”
ซีวีเคยได้ยินฉายานั้น แต่เธอคิดว่ามันก็เป็นแค่ฉายา ขนาดปีกสีเงินแห่งโดนาเมสเป็นฉายาของจีดัส ตัวจริงเขายังบินไม่ได้เลยสักนิด
…เอ๊ะ ไม่สิ มังกรเพลิงแห่งเชสนาเป็นฉายารีสเลย์ แล้วเขาก็เป็นมังกรเพลิงจริง ๆ ด้วยนี่นา…
“เออน่ะ เรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ช่างเถอะ เธอจะต้องเอาชนะร่างนี้ให้ได้” โซนาตาสรุปอย่างเอาแต่ใจเหมือนทุกครั้ง “จริงสิ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ตั้งชื่อให้ด้วยดีกว่า”
“ไหนว่ายัยนี่เป็นตัวข้ายังไง แล้วจะตั้งชื่อใหม่ทำไมเนี่ย”
“จะได้เรียกแยกได้ง่าย ๆ ไงล่ะ เอาเป็น… เอเวอรี ก็แล้วกัน”
ซีวีไม่ชอบชื่อนี้เลยสักนิด ส่วนสาวในชุดดำกลับดูจะพอใจกับชื่อที่โซนาตาตั้งให้หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือเธอเออออกับทุกอย่างที่โซนาตาทำจนออกนอกหน้า
…ไม่เห็นจะเหมือนข้าตรงไหนเลย…
โซนาตาให้สัญญาณเริ่มการต่อสู้อีกครั้ง ซีวีตั้งท่าเตรียมรับมือ แต่เธอยังไม่รู้ว่าเอเวอรีสามารถทำอะไรได้บ้าง ตรงกันข้ามกับอีกฝ่ายที่รู้ดีถึงข้อจำกัดของเธอ ซีวีจึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายตั้งรับรอดูท่าทีไปก่อน
“ตุบบบบบ”
เสี้ยววินาทีที่เริ่มการต่อสู้ เอเวอรีก็ได้แต้มแรกไปอย่างไม่ยากเย็น เธอพุ่งเข้าใส่พร้อมกับเข่าที่กระแทกเข้าท้องของซีวีอย่างจัง
ตุบบบบ พลั๊กกก ปึกกกก
เอเวอรีโจมตีด้วยความเร็วในระดับที่ซีวีไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน การโจมตีธรรมดา ๆ ของเธอมีทั้งความเร็วและพลังทำลายราวกับท่าไม้ตายที่ถูกงัดออกมาใช้ต่อเนื่อง ยังไม่นับว่าร่างที่สูงใหญ่กว่าของเธอทำให้ได้เปรียบในเรื่องระยะ
“เวอร์ชันนี้น่าจะเก่งขึ้นอย่างน้อยร้อยสี่สิบเปอร์เซ็นต์” โซนาตาเก็บข้อมูลแบบไม่ให้รอดจากสายตา “จริงสิ ลองเพิ่มความเป็นไปได้อีกสักหน่อยน่าจะดี”
เอเวอรีสะดุดค้างไปครู่หนึ่งก่อนที่แววตาของเธอจะเปลี่ยนไป ค่าพลังใหม่ที่โซนาตาปรับเพิ่มกับเธอทำให้พัฒนาไปอีกระดับ การปรับครั้งนี้ไม่ได้เพิ่มแค่ความสามารถขั้นพื้นฐานแต่มันเปลี่ยนร่างกายทั้งหมดของเธอให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งธาตุ
“เฮ้ยยยยย” ซีวีร้องลั่น แค่ร่างเมื่อครู่เธอยังรับมือไม่ได้เลย นี่โซนาตาเล่นตลกอะไรของเขากัน
เธอยิงลำแสงเปิดทางพร้อมกับสร้างภาพมายาลวงตาไปด้วย ซีวีเข้าประชิดร่างแสงของเอเวอรีได้โดยที่อีกฝ่ายไม่สามารถมองเห็น จากนั้นเหวี่ยงดาบแสงในมือสุดแรงโดยเล็งไปที่จุดบอดด้านหลังศีรษะของเป้าหมาย
ดาบแสงไม่ได้ทำให้เอเวอรีบาดเจ็บ
ทันทีที่ดาบแสงสัมผัสกับร่างของอีกฝ่าย มันก็สลายไปโดยที่ไม่สามารถสร้างบาดแผลใด ๆ ให้กับอีกฝ่ายได้เลยสักนิด ไม่เพียงแค่นั้น ซีวีแน่ใจว่าลำแสงส่วนหนึ่งได้ถูกดูดเข้าไปในร่างสีขาวสว่างนั่นด้วย
“ร่างนั่นคือร่างกึ่งพลังงาน ทางที่ดีอย่าใช้การโจมตีทางกายภาพหรือเวทมนตร์ธาตุแสงจะดีกว่านะ” โซนาตาอธิบายให้ซีวีที่กำลังงงทำอะไรไม่ถูก
คำอธิบายของโซนาตาไม่ได้ช่วยอะไรเธอเลย ตรงกันข้ามมันยิ่งทำให้เธอไม่เข้าใจว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ ห้ามใช้เวทมนต์แสง ห้ามโจมตีกายภาพ นั่นมันคือทุกอย่างที่เธอทำได้แล้วนี่ ไม่ต่างอะไรกับบอกให้เธอยอมแพ้แต่โดยดีเลย
ซีวีถูกซัดลงไปกองกับพื้นครั้งที่เท่าไหร่เธอเองก็จำไม่ได้ เธอเฝ้าถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่านี่เป็นคู่ต่อสู้ที่เธอสามารถเอาชนะได้จริง หรือว่านี่เป็นแค่มุกตลกที่ขำไม่ออกของโซนาตากันแน่ ยิ่งสู้เธอก็ยิ่งสงสัยว่าเอเวอรีคนนี้คือตัวเธอจริง ๆ หรือว่าเป็นแค่จินตนาการของเขาที่เธอไม่มีวันไปถึง
โซนาตาเห็นสายตาซีวีที่มองค้อนมาทางเขาหลายครั้งก็พอเดาได้ว่าเธอ คงจะคิดว่าเขากำลังโกงอยู่
“เอเวอรีคนนี้คือเธอ แต่เป็นแค่หนึ่งความเป็นไปได้ อนาคตของเธอจะเป็นแบบนี้หรือไม่ เธอต้องตัดสินใจเอาเอง”
ซีวีนึกถึงครั้งแรกที่เธอฝึกวิชากับโซนาตา เขาพูดถึงทางเลือกของเธอและทางเลือกในตอนนั้นก็ทำให้เธอเป็นซีวีในวันนี้ แต่เธอไม่ต้องการที่จะให้ใครขีดเส้นชีวิตตัวเองตลอดไป เธอก็คือเธอ ซีวีที่เธอเป็นไม่ใช่อสูรสงครามที่ไร้เทียมทาน แต่คือเด็กสาวผู้หนึ่งที่แสวงหาพลังที่จะปกป้องสิ่งสำคัญของตัวเองได้
ซีวีฝืนลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เธอบอกกับตัวเองว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย เธอจะทุ่มเททุกอย่างให้กับการโจมตีครั้งนี้
“ตะวันแห่งเฮลิออส”
ซีวีร่ายคาถาที่เธอไม่รู้จัก มันเหมือนกับว่าสิ่งนี้หล่อหลอมอยู่ในสายเลือดของเธอ เป็นสิ่งที่แม้แต่จินตนาการของโซนาตาก็ไม่เคยมี ลูกไฟดวงเล็ก ๆ ค่อยก่อตัวขึ้นระหว่างฝ่ามือทั้งสองของเธอที่หันเข้าหากัน มันขยายขนาดขึ้นพร้อมกับแสงที่เจิดจ้า
“โอ้… นี่มัน”
ถ้าคนที่ไม่รู้อาจจะคิดว่ามันเป็นแค่คาถาลูกไฟที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่โตเลย แต่โซนาตาเข้าใจถึงความอันตรายของคาถานั้นในทันที มันไม่ใช่คาถาสายเพลิงหรือแสงสว่างอย่างที่เห็น
“ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน” โซนาตารู้สึกขนลุก เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากระตุ้นให้ซีวีก้าวไปถึงขอบเขตใหม่ที่ทะลุขีดจำกัดไปแล้ว
“ดวงอาทิตย์เทียม…” เขาดีดนิ้วเปาะด้วยความสะใจ
สุดยอดเวทมนตร์ที่มีขนาดไม่ใหญ่โตพุ่งเข้าใส่เอเวอรีที่กำลังตกตะลึง พลังที่รุนแรงนั้นสร้างความสั่นสะเทือนให้กับร่างแสงของเธอ จนเธอต้องเผลอหลบตามสัญชาตญาณ
“แค่นั้นทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”
เอเวอรีพุ่งเข้าใส่ซีวีอีกครั้งหวังปิดฉาก เธอไม่คิดว่าซีวีจะทำอะไรได้อีก แต่ซีวีหันฝ่ามือไปทางเอเวอรีเหมือนกับจะสั่งให้เธอหยุด และเธอก็ไม่สามารถขยับตัวได้จริง ๆ
“ดูเหมือนว่าข้าจะไม่ได้ควบคุมได้แต่แสงที่ตัวเองสร้างสินะ ร่างเธอน่ะเป็นธาตุแสงทั้งตัวแบบนี้หนีไม่ได้หรอก”
ซีวีใช้อีกมือตวัดอากาศเรียกคาถาตะวังแห่งเฮลิออสที่เธอยิงไปก่อนหน้านี้ให้วกกลับมา โดยเป้าหมายของเธอก็คือเอเวอรีที่ขยับตัวไม่ได้ดังใจนั่นเอง
“บอกแล้วยังไงว่าคาถานั่นน่ะ…”
“เสียใจด้วยนะนี่ไม่ใช่เวทธาตุแสง”
“ม่ายยยย” เสียงเอเวอรีกรีดร้องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เธอจะถูกกลืนหายเข้าไปในความร้อนสูงของตะวันแห่งเฮลิออส เป็นการปิดฉากการจำลองการต่อสู้ในความฝันและการฝึกกับโซนาตาอย่างสมบูรณ์แบบ
และนั่นกลายเป็นโอกาสฝึกฝนครั้งสุดท้ายของเธอด้วย เพราะหลังจากนั้นสงครามก็คืบเข้ามาใกล้อีกขั้น
ฝีมือที่รุดหน้าของซีวีไม่ใช่ข่าวดีเพียงเรื่องเดียวที่มี ในขณะที่ทุกคนกำลังกังวลเรื่องของแรปโซดีและเรื่องของท้องฟ้าที่ยังคงมืดมิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ข่าวดีที่ทำให้ทุกคนต้องยิ้มออกก็มาถึง
ณ ประชุมกองทัพพันธมิตร
เหล่ากษัตริย์ ผู้นำของชนเผ่า และผู้มีอิทธิพลระดับโลกได้มารวมตัวกันที่เซาธ์บริซาเนียแล้ว
หลังจากที่รอให้ทุกคนพร้อม จีดัสก็ขออนุญาตเป็นผู้เปิดการประชุมในครั้งนี้
“ถึงทุกท่านส่วนใหญ่คงทราบแล้ว แต่ผมขออธิบายสถานการณ์ในปัจจุบันให้ฟังอีกครั้งนะครับ” จีดัสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างจากคราวก่อน ๆ น้ำเสียงของเขาดูมีความหวังขึ้นมาบ้าง
“ก่อนอื่นเลย ศัตรูของเราในตอนนี้ไม่ใช่แค่เซเลนอสอีกแล้วครับ แต่เป็นชายปริศนาที่เรียกตนเองว่าแรปโซดี ตอนนี้แรปโซดีคนนี้ได้ยึดเอากองทัพปีศาจทั้งหมดมาเป็นของตน รวมทั้งยังกุมอำนาจเหนือราชาปีศาจทั้งสี่ไว้ด้วย”
“แรปโซดี” หัวหน้าชนเผ่าหนึ่งทวนชื่อ เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน “เจ้านี่เป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงมีอำนาจได้ถึงขนาดนั้น”
คำถามเดียวกันนี้ถูกถามขึ้นมาจากผู้นำอีกหลายคน เป็นเรื่องน่าละอายที่จีดัสเองก็ตอบไม่ได้ เขาไม่สามารถอธิบายได้ว่าโซนาตาสงสัยว่าแรปโซดีอาจจะเป็นศัตรูที่เขาต้องเจอในอนาคต เขาน่าจะใช้วิธีการบางอย่างมาโผล่ในยุคนี้ มันเป็นอย่างเดียวที่อธิบายได้ว่าทำไมเขาถึงรู้จักโซนาตา ในขณะที่โซนาตาไม่เคยได้ยินชื่อเขาด้วยซ้ำ
“ศัตรูปริศนาที่ปราบเซเลนอสและพวกราชาปีศาจซะราบ” บีชมาลูบเคราของเขาไปมา ภายใต้ท่าทางที่ดูสงบ แท้จริงภายในนั้นกำลังเดือดพล่านด้วยความแค้น แต่ต้องฝืนระงับเอาไว้
“ฟังดู ไม่เห็นจะมีข่าวดีอะไรเลยนี่นา” รีสเลย์ยกมือถามเพราะเห็นสีหน้าจีดัสดูไม่เดือดร้อนอย่างที่ควรเป็น
“ข่าวดีก็คือ เราเพิ่งพบว่ามีโอกาสสูงที่แรปโซดีไม่ได้สนใจเทพปีศาจ จากการสังเกตกองทัพของทางนั้น พวกเราพบว่าไม่มีกองกำลังส่วนใดเลยที่ถูกส่งไปเพื่อตรึงกำลังไว้ที่ร่างของเทพปีศาจแม้แต่ตนเดียว”
“ซึ่งแตกต่างจากเซเลนอส ผู้ชายคนนั้นวางหมากโดยเกี่ยวข้องกับเทพปีศาจมาโดยตลอด เสี้ยมให้ผู้คนฆ่ากันเอง แย่งชิงพลังวิญญาณ แย่งชิงกองทัพปีศาจ ล่อหลอกพวกราชาปีศาจมาทำงานให้ และวางแผนเพื่อนำพลังของเทพปีศาจมาเป็นของตน” มิเดลเลียช่วยย้ำให้ทุกคนเห็นชัดขึ้น
“แน่ใจแล้วเหรอ เราไม่ได้มีหลักฐานเลยนะว่ามันจะไม่ใช้พลังของเทพปีศาจในภายหลัง”
“ก็จริงครับ แต่ถ้าเจ้านั่นไม่ลงมือตั้งแต่ตอนนี้พวกเราก็จะผนึกทั้งหมดได้สำเร็จก่อน”
คำพูดของอาร์คุสทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นในที่ประชุม จริงอยู่ว่าลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ทั้งหกอยู่ในมือของฝ่ายพันธมิตรตั้งแต่ครั้งที่เซเลนอสแกล้งมายอมจำนนต่อพามิลเลส แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าลูกแก้วทั้งหมดเสื่อมพลังจนหมดแล้ว ไม่มีลูกไหนในหกลูกที่เหลือพลังจะร่ายมหาเวทเพื่อกักเทพปีศาจ
พอถึงตรงนี้ จีดัสก็สั่งให้คนของเขานำสิ่งประดิษฐ์ที่เขาและโซนาตาทุ่มเทสร้างขึ้นจนสำเร็จมาเข้ามาในที่ประชุม มันคือผลงานที่เขาเคยอยากสร้างมานาน แต่ด้วยเวลาและข้อมูลเกี่ยวกับลูกแก้วที่มีอย่างจำกัด หากปราศจากคนช่วยอย่างโซนาตา มันก็ไม่มีทางสำเร็จได้เลย
“มันอาจจะไม่สมบูรณ์ดี แต่นี่คืออุปกรณ์ถ่ายพลังลงสู่ลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ครับ”
จีดัสอธิบายต่อ มหาเวทที่ใช้ผนึกเทพปีศาจเป็นเวทลึกลับที่สามารถร่ายผ่านทางลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น และลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ทุกลูกก็ถูกออกแบบให้ตอบสนองต่อสายเลือดของเอลเลนนอส พวกมันนั้นแต่เดิมมีแหล่งพลังงานเป็นของตัวเองด้วยจึงสามารถฟื้นคืนพลังได้ แต่ต้องอาศัยระยะเวลา
เซเลนอสเข้าใจตรงจุดนี้ดี เขาจึงยอมมอบลูกแก้วทั้งหมดให้กับพามิลเลสหลังจากที่ตนใช้พลังเวทของลูกแก้วจนหมดแล้ว
“นั่นก็คือเรื่องที่พวกเรากำลังปวดหัวกันอยู่ยังไงล่ะ ลูกแก้วใช้ได้แค่เฉพาะสายเลือดเทพที่เข้มข้น และพลังของมัน เจ้าเซเลนอสดันใช้จนเกลี้ยง ขืนต้องรอ ก็ไม่รู้กี่สิบปี ลูกแก้วถึงฟื้นพลัง รอไปนะ พวกเราคงตายกันหมดก่อน” ผู้นำรายหนึ่งพูดแทรก
“ถ้าต้องรอนานหลายปีหรือหลายสิบปี พวกเราคงไม่รอดไปถึงตอนนั้นครับ” จีดัสยิ้มกริ่ม
“ด้วยเครื่องมือนี้และจอมเวทอีกหลายร้อยคนที่คอยทำหน้าที่เติมพลังให้มัน ลูกแก้วทั้งหมดที่เสียพลังไปจะกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง” โซนาตาปรากฏตัวพร้อมกับชี้แจงต่อให้จบ
“พูดเป็นเล่นไป” ใครคนหนึ่งหลุดปากออกมา ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะคิดเช่นนั้น ลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์คือของวิเศษที่หลงเหลือมาจากยุคสงครามเทพ ไม่เคยมีใครศึกษาจนรู้พลังที่แท้จริงของมันด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการพยายามทำให้ลูกแก้วที่เสื่อมพลังลงกลับมาใช้ได้เลย
“ถ้ากองทัพปีศาจไม่ได้ขัดขวาง และลูกแก้วพร้อมเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเทพปีศาจกี่ตัว…”
“ใช่ครับ จะแปดหรือมีกี่ตัวก็ไม่ใช่ปัญหา เราจะผนึกมันได้ อย่างน้อยก็อีกราว ๆ ร้อยห้าสิบปีจนกว่าผนึกจะเสื่อมลง”
“อย่าแกล้งทำเป็นลืมสิ ถึงมีลูกแก้ว เทพปีศาจมันก็ไม่อยู่เฉย ๆ ให้ผนึกหรอกนะ” รีสเลย์ไม่อยากขัดจังหวะที่ทุกคนกำลังยินดี แต่เขาอยากเตือนไม่ให้ทุกคนหลงดีใจจนเกินไป
“แน่นอนว่ามันคงไม่ได้ง่ายดาย แต่ถ้าเทียบกับแต่เดิมที่เราไม่มีแม้แต่ลูกแก้ว นี่ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว นายไม่รู้หรอกว่าก่อนหน้านี้ฉันถึงขนาดคิดเผื่อเอาไว้ว่าจะดัดแปลงลูกแก้วให้ใช้ชีวิตของผู้ใช้แทนพลังเวทมนตร์ส่วนที่ขาดไปด้วยซ้ำ”
อดอว์ตเต ซีวี รีสเลย์ได้ฟังที่จีดัสเฉลยก็หน้าถอดสีไปตามกัน เพราะถ้าใช้พลังของพวกเขาโดยตรง หมายถึงพวกเขาต้องผนึกเทพปีศาจโดยแลกกับชีวิตของตัวเอง
โซนาตาได้ฟังก็นิ่งไปครู่หนึ่งเช่นกัน เขาไม่รู้ประวัติศาสตร์ช่วงนี้อย่างละเอียด แต่ก็ได้ยินจากเซกันว่าผู้ถูกเลือกทั้งแปดรวมถึงซีวีด้วย ได้สละชีวิตในสงครามคราวนี้ บางทีลูกแก้วทั้งหกอาจจะเป็นสาเหตุที่แท้จริงก็ได้
…นั่นแปลว่า เขากำลังจะช่วยชีวิตสายเลือดเทพทุกคนผ่านการช่วยจีดัสสร้างเครื่องมือนี้…
แต่ติดอยู่ว่า การมีตัวตนของเขาในช่วงเวลานี้อาจเป็นเหตุให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันอย่างแรปโซดีโผล่เข้ามาในหน้าประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน