Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 148: สายเลือดเทพปะทะสายเลือดเทพ
พลังของซีวีพลุ่งพล่านจนเอ่อล้น ยิ่งในวันที่แสงอาทิตย์เจิดจ้าแบบวันนี้ พลังของเธอก็ยิ่งเต็มเปี่ยม เธอกระโจนใส่อดอว์ตเตด้วยความเร็วระดับที่ไม่มีใครตามทัน จากนั้นก็ถลุงหมัดใส่ท้องอดอว์ตเตจนอีกฝ่ายต้องกระอักเลือด
…เร็วมาก…
อดอว์ตเตยิงสวนไปอีกหลายนัด เธอเลิกใช้ลูกเล่นใด ๆ กระสุนถูกปรับให้เหลือเพียงใช้ความเร็วสูงสุด แต่กระนั้นมันก็ยังช้ากว่าความเร็วสูงสุดของซีวี หมัดความเร็วแสงจึงกระแทกเข้าที่แก้มของเธออย่างจัง
อดอว์ตเตยิงวิถีเฉียงอัดลงพื้นเพื่อหยุดไม่ให้ตัวเองปลิวไปไกลเกินกว่านั้น แต่ว่ายังไม่ทันที่เท้าจะได้ลงพื้นซีวีก็กระโดดเข้ามาแล้ว
“วงแหวนโคโรนา”
“แย่แล้ว!!”
อดอว์ตเตยกปืนขึ้นประสาน เธอรู้ว่ามันไม่มีทางต้านเวทเพลิงของซีวีได้ เวทมนตร์นี้โซนาตาเคยประเมินไว้ว่าน่าจะมีความร้อนเกินกว่าอุณหภูมิของพื้นผิวดวงอาทิตย์ เธอคิดว่าทั้งปืนทั้งร่างกายของเธอกำลังจะระเหิดหายไป
แต่ซีวีไม่ได้ใช้ท่าไม้ตายนั้น สิ่งที่พุ่งเข้าใส่อดอว์ตเตคือการโจมตีแบบเดิม หมัดลุ่น ๆ ที่อัดธาตุแสงเข้าไปอย่างเต็มที่ลอดผ่านช่องว่างของแขนและเสยเข้าที่ปลายคางของเธอ
ร่างของอดอว์ตเตลอยขึ้นสูง กรามของเธอแหลกละเอียด สมองถูกสั่นจนทุกอย่างพล่าเลือน
“ได้สติกลับมาได้แล้ว” ซีวีร้องตะโกนใส่ร่างของเพื่อนรักที่กำลังร่วงลงมา
เปรี้ยงงง
จังหวะเดียวกับที่ร่วงกระแทกพื้น เสียงปืนของอดอว์ตเตดังขึ้นมากลบเสียงอื่น มันต่างจากเสียงปืนปกติซีวีจึงสามารถแยกแยะออกได้ อดอว์ตเตยิงตัวเองด้วยพลังพิเศษของเธอ
อดอว์ตเตกลับมายืนด้วยขาทั้งสองอย่างรวดเร็ว อาการบาดเจ็บของเธอ เบาบางลงกว่าที่ควรเพราะร่างที่กำลังเปลี่ยนไป
ตาดำของอดอว์ตเตหายไปและถูกกลืนด้วยแสงที่สว่างจ้า ผมสั้นสีส้มของเธอเรืองแสงขึ้นและปลิวไปมาราวกับกำลังยืนอยู่ในพายุ เท้าของเธอลอยขึ้นเหนือพื้น ร่างของเธอดูสูงยาวขึ้นเล็กน้อย
“ร่างเทพ” อดอว์ตเตเป็นฝ่ายพูดออกมาเอง มันเป็นสิ่งที่ซีวีกำลังสงสัยอยู่
“ทำไมกัน นี่มันเหมือนร่างเทพของท่านกาดิออสเลย”
“นั่นสินะ เดิมทีข้าก็ทำไม่ได้หรอก นี่เป็นของขวัญที่ท่านแรปโซดีมอบให้ยังไงล่ะ”
ซีวีรู้สึกไม่ดีเลย เธอแน่ใจว่าอดอว์ตเตตอนนี้แข็งแกร่งต่างกันกับเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคน เธอไม่รู้เลยว่ายังจะเอาชนะได้ไหมถ้าไม่พึ่งวิชาที่อาจจะต้องทำให้อีกฝ่ายถึงฆาต
“เป็นอะไรไป กังวลใจขึ้นมาเหรอ อย่าเพิ่งมาฝ่อสิ เมื่อกี้ยังทำได้ขนาดนั้นเลย” อดอว์ตเตหัวเราะร่า
อดอว์ตเตเป็นฝ่ายเริ่ม เธอกระหน่ำยิงด้วยปืนคู่ในมือ แม้ว่าตัวเธอเองจะเร็วขึ้นแค่ไหน แต่กระสุนแสงก็แทบไม่ต่างจากเดิม ซีวีอาศัยความเคยชินเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็สามารถหลบได้ทั้งหมด
จากนั้นวัตถุทรงกลมคล้ายดวงไฟหลายสิบดวงก็ปรากฏขึ้นโดยรอบ วัตถุปริศนานี้คือตัวช่วยของอดอว์ตเตนั่นเอง มันจะคอยยิงกระสุนจิตออกมาโดยอัตโนมัติ และทั้งหมดกำลังเล็งไปที่ซีวี
โดยอาศัยเวทลอยตัวช่วย ซีวีเบี่ยงซ้ายทีขวาที กระสุนเกือบจะถูกเธอหลายต่อหลายครั้งแต่เธอก็ยังรอดแถมยังรุกคืบไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
“ดวงตะวันแห่งเฮลิออส”
คราวนี้ไม่ใช่การขู่ ซีวีร่ายเวทอันตรายออกมาจริง ๆ และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ดวงอาทิตย์เทียมสองดวงหมุนไปรอบ ๆ ราวกับเป็นดาวเคราะห์ที่โคจรโดยมีเธอเป็นศูนย์กลาง ดวงอาทิตย์เทียมเหล่านี้กำลังสกัดกั้นไม่ให้กระสุนของอดอว์ตเตผ่านไปถึงตัวซีวีได้
อดอว์ตเตพยายามถอยหนี กระสุนจากรอบทิศทำงานอย่างเต็มที่ เพียงเวลาผ่านไปไม่ถึงนาทีเธอก็สาดกระสุนจิตออกไปมากกว่าพันนัดแล้ว แต่ไม่มีลูกใดเลยที่เข้าเป้า ถ้าซีวีไม่หลบได้มันก็จะถูกดวงอาทิตย์เทียมสกัดไว้จนหมด
“ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเก่งขนาดนี้แล้ว”
“เพราะได้เพื่อนและอาจารย์ดีน่ะ” ซีวีน้ำตาคลอ เธอหมายถึงทุก ๆ คนรวมทั้งอดอว์ตเตเองด้วย
“งั้นเหรอ” อดอว์ตเตส่งยิ้มให้ มันเป็นรอยยิ้มที่ซีวีคุ้นเคยแต่ก็มีกลิ่นอายของความเศร้าเจือปน
“เราหยุดไม่ได้เหรอ” ซีวีว่าพร้อมกับหลบกระสุนไปด้วย
“มาพูดอะไรป่านนี้ ไม่ข้าก็เจ้าใครสักคนต้องตาย” อดอว์ตเตหลบเลเซอร์จึงได้รับผลแค่ว่ามันถากแขนเธอไป
“แต่ข้าไม่อยากตาย และก็ไม่อยากให้เจ้าตายด้วย”
“ดื้อ!”
“เจ้านั่นแหละ!”
ทั้งสองฝ่ายชะงักและหยุดมือพร้อมกัน มีบางอย่างสะกิดใจทั้งคู่ แล้วซีวีก็เป็นฝ่ายพูดก่อน “เราเคยพูดประโยคเมื่อกี้กันหรือเปล่านะ”
“เออ นั่นน่ะสิ”
อดอว์ตเตและซีวีทำท่านึกอยู่ครู่ใหญ่แต่ก็ไม่ได้คำตอบ พวกเธอคิดว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่คนเรียกกันว่าเดจาวูก็ได้ มันคือประสบการณ์ที่รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพบเห็น แต่ว่าแท้จริงกลับไม่เคย
เดจาวูอาจจะสามารถอธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นเพียงการทำงานที่ผิดพลาดของสมอง แต่ว่าสำหรับกรณีนี้ทั้งสองอาจจะกำลังพบกับประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในอีกความเป็นจริงหนึ่งก็ได้
“เรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะ มาต่อกันดีกว่า หัวของเจ้าต้องเป็นของข้า” อดอว์ตเตตะโกน
ที่ด้านหนึ่งของสงคราม บัลเซรุสได้ทำให้นักรบเลื่องชื่อจำนวนมากมายต้องล้มตายลงอย่างไร้ค่า ดาร์คออราของเขาเพิ่มพลังให้กับทั้งพวกลูกสมุนของแรปโซดีและเหล่าอันเดดของเออร์มุน มันเป็นการจับคู่ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับฝ่ายกองกำลังพันธมิตร
ปีกสีดำโบกสะบัด เขาทั้งคู่เรืองแสง ดาบหลายเล่มสามารถฟันร่างของเขาได้สำเร็จ แต่ไม่มีเล่มใดเลยที่เรียกเลือดจากบัลเซรุสได้ ไม่มีอะไรฟันผ่านผิวที่แกร่งทัดเทียมกับเกล็ดของมังกรได้เลย
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” บัลเซรุสหัวเราะลั่น เขาจับนักรบหนุ่มรายหนึ่งได้และฉีกร่างอีกฝ่ายด้วยมือเปล่า เมื่อเทียบขนาดกับมนุษย์ทั่วไปแล้ว เขาก็ไม่ต่างจากยักษ์ดี ๆ นี่เอง
ร่างที่ฉีกขาดถูกเขวี้ยงลงกับพื้น และไม่กี่อึดใจต่อมาเขาก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นมาใหม่ มันคือคาถาคืนชีพให้กับคนตายของเออร์มุนนั่นเอง
ซอมบี้ของเออร์มุน เคลื่อนไหวช้าและไร้สติปัญญา แต่มันก็ทนทานจนน่ากลัว ไม่ว่าจะถูกทำให้ล้มลงไปกี่ครั้งหากหัวของมันยังไม่ถูกทำลายมันก็พร้อมจะลุกขึ้นมาใหม่
กว่าที่มิเดลเลียจะมาถึงบริเวณนั้น ผู้คนมากมายก็กลายสภาพเป็นซอมบี้ไปหมดแล้ว
“มัลติอิมมูนไลท์” เออร์มุนร่ายเวทใส่บรรดาซอมบี้ของตน เวทมนตร์นี้นอกจากจะทำให้พวกจุดอ่อนของอันเดดที่แพ้เวทมนตร์ธาตุแสงหายไป มันยังทำให้พวกมันสามารถต้านทานต่อแสงอาทิตย์ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ
“เธอจะสู้กับคนไหน” เคสเทรลเดินมาเทียบข้าง ๆ เขาให้มิเดลเลียเลือก
“ไม่เลือกสักคนเลยได้ไหมคะ ไม่ว่าคนไหนก็ไม่อยากสู้ด้วยเลย” มิเดลเลียตอบแบบทีเล่นทีจริง
“ได้สิ งั้นแค่ค่อยสนับสนุนก็พอ” เคสเทรลถือเรื่องล้อเล่นเป็นจริงเป็นจัง เขาพุ่งเข้าใส่บัลเซรุสที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อน
พลั่กกก
หมัดของเคสเทรลถึงตัวราชาปีศาจก่อน มันแรงพอที่จะทำให้ร่างใหญ่โตของบัลเซรุสถึงกับต้องถอยไปสามก้าว เคสเทรลอัดพลังเทิร์นทูดัสต์ลงไปในกำปั้นด้วย แต่มันแทบไม่มีผลอะไรเพราะอีกฝ่ายก็มีพลังต้านทานในระดับราชาปีศาจ
ตุ้บบบ
คราวนี้เป็นเสียงสันมือของบัลเซรุสฟาดลงที่กระดูกไหปลาร้าด้านซ้ายของเคสเทรล มันแรงมากจนคนที่อยู่ใกล้ ๆ รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่พื้น การโจมตีนี้ถ้าเป็นคนทั่วไปคงไม่ได้จบลงแค่กระดูกร้าวแต่ตัวจะขาดครึ่งก็ไม่แปลกเลย
มิเดลเลียไม่ได้เป็นแค่ฝ่ายสนับสนุนเหมือนที่ตกลงกับเคสเทรลไว้ เธอเล็งเล่นงานพวกอันเดดของเออร์มุนเป็นอันดับแรก เริ่มจากเวทมนตร์ลบล้างความต้านทานธาตุแสง จากนั้นก็ตามมาด้วยเวทแสงสว่างระดับสูงที่กินอาณาบริเวณกว้างจนน่าเหลือเชื่อ เธอใช้เวลาไม่กี่อึดใจทำลายฝูงซอมบี้ของเออร์มุนได้จนราบคาบ
เออร์มุนก็ไม่ได้รอให้เธอเล่นงานฝ่ายเดียว เขาสร้างหอกกระดูกที่ประกอบขึ้นจากศพของผู้คนนับสิบ หอกยักษ์จากกระดูกชิ้นใหญ่ ขนาดเท่ากับเสาค้ำ พุ่งออกไปโดยมีเป้าหมายคือใบหน้าของมิเดลเลีย
เป็นการโจมตีฉับพลันจนมิเดลเลียก็แทบจะตั้งตัวไม่ทันแต่เคสเทรลที่จับตามองเออร์มุนอยู่ด้วยรู้ตัวในทันที เขาผละออกมาจากบัลเซรุส และพุ่งไปเตะหอกกระดูกเบี่ยงวิถีของมันออกไปได้
อีกด้านหนึ่งของสงคราม รีสเลย์และจีดัสก็กำลังเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้สุดร้ายกาจ คนหนึ่งมีฉายาราชาแห่งดาบ ราชาไร้พ่าย พ่วงด้วยราชสีร์แห่งมาดารัส ถ้าจะบอกว่าเขาคือบุรุษผู้น่าเกรงขามที่สุดในทวีปซีโรเปียก็คงจะไม่เกินจริง
“ท่านกาดิออส”
“รีสเลย์ ลีออน” อีกฝ่ายเรียกชื่อตนกลับ
“อยากสลับคู่ไหม” จีดัสมองไปทางเซเลนอสที่กำลังเดินเข้ามาใกล้
“ก็ไม่ได้ต่างกันเลยไม่ใช่เหรอ” รีสเลย์หัวเราะแบบประชดประชัน
“นึกว่าจะมีโอกาสได้รุมซะอีก” จีดัสบ่นด้วยความเสียดาย
“พูดแบบนี้พวกเราไม่อยู่ในสายตาเลยหรือไงครับ” ขุนศึกจากประเทศอูนิสบังเอิญอยู่ตรงนั้นด้วย เขาคิดว่าคำพูดของจีดัสค่อนข้างจะแรงไปสักหน่อย
“นั่นสิครับ ตรงนี้ไม่มีแค่สายเลือดเทพอย่างพวกท่านนะ ขุนพลฝีมือดีจากทั้งโลกก็มาอยู่ที่นี่ด้วย” จอมเวทอันดับหนึ่งของปาลอมเมก็ดูไม่ค่อยพอใจ
“อย่าเพิ่งตีความคำพูดของข้าผิดไป พวกท่านทุกคนเป็นกำลังรบสำคัญทั้งนั้น ที่พวกเรามาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะมีพวกท่านทุกคนช่วยส่งเสริมนี่แหละ ที่สำคัญคือทุกท่านก็มีหน้าที่ที่ต้องรีบจัดการไม่ใช่เหรอ”
ทุกคนจนด้วยคำพูด มันเป็นอย่างที่ว่า พวกเขาไม่ได้มีเวลาจะมาโต้เถียงต่อ แต่ละคนแยกย้ายออกไปทำหน้าที่ของตน การลดจำนวนศัตรูที่สามารถจัดการได้ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน