Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 156: ความมืดกับความมืด
คนที่ถูกสังหารควรจะคืนชีพกลับมาทุกคน แต่ความเป็นจริงก็คือมีเพียงราวสองในสามของผู้เสียชีวิตที่ชุบชีวิตได้ผล
เวทมนตร์ของมิเดลเลีย แท้ที่จริงไม่มีอะไรผิดพลาด
เซกันพบว่ามีเฉพาะคนที่ถูกริแลนท์ฆ่าเท่านั้นที่ไม่ได้คืนชีพ เขาเองก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าแผลที่เขาได้รับจากริแลนท์ยังไม่หายไป ทั้งที่รอยบาดเล็ก ๆ แค่นี้ต่อให้ไม่มีพลังฟื้นตัวสูงอย่างเขา เลือดก็ควรจะหยุดได้แล้ว
“แผลที่เกิดขึ้นจากข้า ไม่สามารถรักษาได้ รวมทั้งคนที่ตายก็ชุบชีวิตไม่ได้ด้วย” ริแลนท์ตอบข้อสงสัยของเซกัน
“เซกัน!! กรีดแผลของตัวเองออกซะ” จีดัสคิดวิธีรับมือได้เร็วจนน่าตกใจ
จีดัสเองก็มีเวทมนตร์ที่คล้ายกัน เขามีเวทมนตร์ที่สามารถเคลือบธนูเพื่อทำให้บาดแผลที่เกิดจากมันรักษาด้วยวิธีทั่วไปยากขึ้น พลังของริแลนท์เป็นลักษณะเดียวกันแต่อยู่ในระดับที่รุนแรงกว่านั้นเป็นร้อย ๆ เท่า แผลที่ริแลนท์สร้างจะไม่มีวันรักษาได้อีกเลย ต่อให้บาดเจ็บเล็กน้อยแค่ไหนศัตรูก็อาจจะต้องตายเพราะเลือดที่ไหลไม่หยุด
“พลังของเจ้านั่นจะค้างอยู่ที่แผล นายต้องคว้านแผลออกเพื่อให้พลังฟื้นตัวทำงานได้”
เซกันรีบทำตามทันทีเขาเฉือนเนื้อตัวเองตรงที่เป็นแผลทิ้ง และพริบตาเดียวเท่านั้นการฟื้นฟูสุดยอดก็ทำงาน เนื้อส่วนที่หายไปกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” ริแลนท์เหลือบมองจีดัสอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์
คำแนะนำของจีดัสถูกนำไปใช้ต่อโดยนักสู้อีกหลายคน พวกเขายอมทำร้ายตัวเองด้วยการคว้านแผลออก และปล่อยให้หน้าที่รักษาเป็นของนักบวชต่อไป
แต่ใช่ว่าแผลที่เกิดจากฝีมือริแลนท์จะมีแค่รอยบาดเล็ก ๆ คนส่วนใหญ่ที่ถูกคมดาบของเขามักจะตายในทันที คาถาคืนชีพมันไม่สามารถทำงานกับร่างกายที่ได้รับแผลฉกรรจ์หรือขาดเป็นชิ้น ๆ ด้วยฝีมือของริแลนท์ได้โดยตรง
เงื่อนไขของระดับความสำเร็จของคาถาคืนชีพอยู่ที่สภาพความเสียหายของร่าง ระยะเวลาเสียชีวิต จำนวนครั้งที่คน ๆ นั้นได้รับการชุบชีวิตในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน และระดับความเชี่ยวชาญของผู้ร่ายเวท การที่ต้องทำลายศพเพื่อขจัดพิษร้ายหรือพลังที่เคลือบอยู่ที่บาดแผลและซ่อมแซมศพขึ้นใหม่นั้นกินเวลา ทำให้ศพมีสภาพที่เปลี่ยนไป ยิ่งส่งผลในแง่ลบต่อประสิทธิผลการคืนชีพขึ้นมาด้วยเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดที่กล่าวถึงไปแล้ว
แต่อย่างไร ทุกคนก็พร้อมจะเสี่ยง นักบวชหลายรายพยายามซ่อมแซมศพด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ พวกเขาตัดส่วนที่ปนเปื้อนออกใช้เวทมนตร์เฉพาะเพื่อฟื้นสภาพร่างคนตายจากนั้นก็ปล่อยให้มิเดลเลียที่เชี่ยวชาญการชุบชีวิตมากที่สุดในที่นั้นปิดงานที่เหลือ
ห้าพาลาดินศักดิ์สิทธิ์คือกลุ่มแรกที่ถูกคืนชีพหลังจากการซ่อมแซมร่างเรียบร้อย แต่ว่าแต่ละคนก็ไม่อยู่ในสภาพที่พอจะสู้ต่อได้ ทุกคนได้รับผลกระทบทางอ้อมจากร่างที่ไม่ได้ฟื้นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์
“ข้ายังไหว” เจราฟเมื่อตั้งสติได้ก็บอกกับมิเดลเลีย
“ยืนยังไม่ค่อยจะไหวเลยไปพักเถอะลุง” นักสู้รายหนึ่งเข้ามาช่วยพยุงเขาไว้
“สู้อาจจะไม่ไหว แต่ข้ายังร่ายเวทรักษาได้” เขาดึงดันจะอยู่ต่อแม้ว่าเพื่อนพาลาดินอีกสี่คนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม
ทหารจากภายนอกถูกส่งเข้ามาหนุนอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ขุนพลที่ไม่ได้เข้าร่วมประลองในงานนี้ก็ตามเข้ามาสมทบไม่ขาดสาย แต่ละรายล้วนแล้วแต่เก่งกาจจนหาตัวจับยาก
แต่เมื่ออยู่เบื้องหน้าของริแลนท์ กริมเซฟและโครินาเล เหล่ายอดฝีมือกลับกลายเป็นแค่เด็กอมมือ พวกเขาถูกเล่นงานโดยที่ไม่สามารถโต้กลับ ทุกการโจมตีไร้ผลและแม้แค่การจะป้องกันหรือหลบหลีกก็ยังไม่เป็นไปดังหวัง
เป็นความสิ้นหวังที่แตกต่างจากการเผชิญหน้ากับเทพปีศาจ แต่ทุกคนก็ยอมรับทีละน้อยว่านี่คือตัวตนที่ร้ายกาจเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือ ของแบบนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะมีตัวตนอยู่จริง
“เซกัน นายรับมือเจ้าริแลนท์ไหวไหม” รีสเลย์ถาม เพราะเขาหมายหัวกริมเซฟอยู่ และโอกาสที่น้อยอยู่แล้วคงหมดสิ้นถ้าข้าง ๆ กริมเซฟยังมีสัตว์ประหลาดแบบริแลนท์อยู่ด้วย
“จะพยายามครับ” เซกันว่าจบก็พุ่งเข้าปะทะกับริแลนท์ เขาหลบดาบชายผิวเผือกได้อย่างฉิวเฉียด จากนั้นก็เข้าปะทะโดยตรง
ซีวีเลือกโครินาเลเป็นคู่ต่อสู้ เธอเปิดฉากด้วยเลเซอร์จากมือทั้งสอง โครินาเลกระโดดหลบทันอย่างที่คาด แต่มันก็ทำให้เธอลอยอยู่กลางอากาศ ซีวีใช้จังหวะนั้นพุ่งเข้าใส่ทันที
มือหนึ่งคือเวทดวงตะวันเทียม อีกมือคือเวทดาบแสง ซีวีมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมกว่าโครินาเลไม่มีทางตอบโต้หรือหลบหลีกได้อย่างแน่นอน
…สเปลอิมูนนิตีต้านความเสียหายทางอ้อมจากเวทมนตร์ไม่ได้ ความร้อนสองอย่างนี้ต้องทำเธอบาดเจ็บหนักได้แน่… ซีวีคิดแบบนั้น
ซีวีไม่รู้ว่าไซเลนเซอร์ส่วนใหญ่สามารถใช้พลังจิตรูปแบบพื้นฐานได้ การใช้พลังจิตที่เรียกว่าเทเลคิเนซิสเพื่อย้ายที่ตนเองในขณะที่ลอยอยู่กลางอากาศไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นเลยสำหรับโครินาเล เธอหลบดาบแสงพร้อมกับอ้อมไปด้านหลังของซีวี จากนั้นก็จับแขนบิดและกดเธอลงกับพื้นด้วยพลังแบบเดียวกัน
แต่ซีวีก็เร็วปานปรอท สมกับที่เธอฝึกฝนกับโซนาตามาก่อน นี่ไม่ใช่รูปแบบการจู่โจมที่ใหม่ซะทีเดียวสำหรับเธอ ก่อนที่จะถูกจับกดกระแทกพื้น เธอหมุนตัวเพื่อคลายจากท่าจับจากนั้นก็สะบัดแขนหลุดออกมาได้ โครินาเลพบว่าเวทดวงอาทิตย์เทียมในมือซ้ายซีวีหายไปแล้ว เมื่อสังเกตจากเงาโครินาเลก็พบว่ามันอยู่ในตำแหน่งด้านหลังหัวของเธอพอดี
ทุกคนคิดว่ามันจะสำเร็จ ซีวีกำลังจะกลายเป็นคนแรกที่สามารถโจมตีพวกองครักษ์ได้ แต่เปล่าเลย โครินาเลรวดเร็วเกินไป เธอฉีกหลบออกไปอย่างง่ายดาย การโจมตีแบบนี้มันไม่มีทางที่จะลุล่วงโดยที่ยังไม่ได้ตัดกำลังเธอก่อน
รีสเลย์ถูกกริมเซฟชกจนตัวงอ เกราะอก ไหล่ แขนและขา ไม่ว่าจะส่วนไหนก็แตกร้าว โดยเฉพาะส่วนอกที่แทบจะแหลกละเอียด รีสเลย์แน่ใจว่ากริมเซฟยังไม่ได้ใช้ออรามังกรด้วยซ้ำแต่พลังโจมตีของเขาก็แซงหน้าบัลเซรุสไปแล้ว
“อึดดีนี่หว่า หมัดเมื่อกี้น่ะกะจะต่อยให้ทะลุเลยนะ”
“อ้าว เมื่อกี้ต่อยแล้วเหรอ ทำไมแค่รู้สึกคัน ๆ เอง” รีสเลย์ตั้งใจยั่วโมโห แต่ถึงจะทำปากเก่งไปสภาพของเขาก็ฟ้องชัดเจนว่าเขากำลังย่ำแย่
เคสเทรลเข้าไปช่วยรีสเลย์รับมือกับกริมเซฟ จีดัสช่วยเซกันยิงโจมตีจากระยะไกล โซนาตาก็ช่วยซีวีเล่นงานโครินาเล นักรบที่ยังเหลือรอดต่างมีแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ยังกล้าสู้ต่อ ที่เหลือต่างก็ถอยเว้นระยะห่างออกมาเพราะยอมรับความจริงว่าพวกตนแทบทำอะไรศัตรูไม่ได้เลย
“ข้าเบื่อแล้ว จะฆ่าพวกนี้ให้หมดเลยก็แล้วกัน” ริแลนท์บอกกับองครักษ์อีกสองคน
“คำสั่งของท่านแรปโซดีสั่งให้เรามาทดสอบพลังนะ ไม่ได้บอกว่าต้องฆ่าให้หมดซะหน่อย” กริมเซฟคัดค้าน เขายังไม่ได้เห็นรีสเลย์กลายร่างเป็นมังกรด้วยซ้ำ
“ฉันยังไงก็ได้ จะฆ่าเลยหรือจะเก็บไว้ฆ่าทีหลังก็ค่าเท่ากัน” โครินาเลพูดขึ้นลอย ๆ อีกสองคนไม่ได้สนใจเธอนัก
“ถ้าข้าจะฆ่าพวกนี้ เจ้าจะขวางเหรอ” ริแลนท์พูดอย่างหงุดหงิดใส่กริมเซฟ
“ก็อาจจะ จะลองดูไหมล่ะ”
“อย่าทะเลาะกันเองได้ไหม มันน่ารำคาญนะ” โครินาเลเสียงดังใส่อย่างเหลืออด
ทั้งสามต่างจ้องหน้ากันเหมือนจะเอาเรื่อง รังสีการฆ่าฟันแผ่ไปทั่วจนเกือบจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บางทีเรื่องอาจจะจบลงด้วยการฆ่ากันเองอย่างไร้เหตุผลของสามองครักษ์ ถ้านักรบบางคนไม่เข้าไปแทรก
“ถูกศัตรูล้อมแบบนี้ยังกล้ามากัดกันอีกเรอะ แล้วพวกแกจะต้องเสียใจ”
นักรบคนนั้นเป็นคนเริ่มก่อน จากนั้นอีกหลายคนก็กรูตามเข้าไป มีทั้งคนที่ร่ายเวทระดับสูงอัดใส่ดาบ นักฆ่าที่ใช้กรงเล็บพิษผสานกับเวทมนตร์ คนที่กลายร่างเป็นครึ่งคนครึ่งปีศาจ และอีกมากต่างรุมกันเข้าไป
ไม่ใช่ไม่รู้ถึงความแตกต่างของพลัง แต่นักรบเหล่านี้ไม่สามารถยอมรับสายตาที่มองมาอย่างเหยียดหยามได้ พวกเขาคิดว่าอย่างน้อยก็ต้องทำให้อีกฝ่ายได้เห็นว่าจะมาดูถูกพลังของมนุษย์ไม่ได้
“กล้าดีนี่หว่า” กริมเซฟแสยะยิ้ม
เกราะสีดำของเขาปริแตก ร่างของเขาขยายขนาดขึ้น กรามและเขี้ยวยืดยาวออกมา เกล็ดปรากฏขึ้นแทนที่ผิวของมนุษย์ เป็นภาพที่หลายคนคุ้นตาจากการเห็นรีสเลย์กลายร่างก่อนหน้านี้ ต่างที่คราวนี้เป็นมังกรสีดำทมิฬที่มีขนาดใหญ่ยักษ์กว่ามังกรเพลิงรีสเลย์ถึงสามเท่า
การแปลงร่างของกริมเซฟเร็วจนทุกคนตั้งตัวไม่ทัน มันเร็วเสียจนทำให้การแปลงร่างของรีสเลย์ช้าลงไปถนัดตา เสี้ยวพริบตาเดียวจากชายร่างใหญ่ก็กลายเป็นมังกรยักษ์ไปเสียแล้ว
“นี่คือของขวัญสำหรับความกล้าหาญ” ประโยคนี้มาจากมังกรสีดำ เป็นอีกสิ่งที่ต่างจากรีสเลย์ ในร่างนี้เขาก็ยังพูดได้อย่างคล่องแคล่ว
“ลมหายใจแห่งความมืด… เบรธออฟดาร์คเนส” ลมหายใจสีดำพวยพุ่งออกมาจากปากของกริมเซฟในร่างมังกร
“ไฟนอลแคแทคลิซึม” เซกันก็ใช้ท่าไม้ตายสวนออกไปเช่นกัน คลื่นดาบของเขาก่อตัวและเปลี่ยนเป็นรูปปีศาจขนาดใหญ่
ความมืดกับความมืดปะทะกันกลางอากาศ ด้านหนึ่งเหมือนควันสีดำที่ผุดขึ้นมาจากขุมนรกทุกอย่างที่สัมผัสกับมันจะถูกกลืนหายไปและไม่มีโอกาสได้กลับออกมาอีก ส่วนอีกด้านคือรูปร่างของปีศาจตัวใหญ่ที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกัน พลังของทั้งสองฝ่ายผลัดกันผลักไปมาอยู่กลางอากาศ
“ไฟนอลแคแทคลิซึม” โซนาตาหยิบดาบที่ตกอยู่มาใช้ท่าไม้ตายเดียวกับเซกัน คลื่นดาบของเขาผสานเข้ากับของเซกันและขยายขนาดของร่างปีศาจจนใหญ่โตกว่าเดิมเป็นสองเท่า
“จะให้ช่วยไหม” ริแลนท์ถามด้วยหน้านิ่ง
“ถ้าขอร้องล่ะก็ จะช่วยก็ได้นะ” โครินาเลว่าพร้อมกับหัวเราะคิกคัก
มังกรกริมเซฟไม่สนใจการกวนประสาทของพวกเดียวกัน เขาชักรู้สึกว่าพลังของพวกที่เขามองว่าเป็นมดปลวกอันตรายกว่าที่คิดไว้ จากที่ทีเล่นทีจริงในตอนแรก เขาตัดสินใจปลดปล่อยพลังออกมามากขึ้น
แล้วประเทศเซาธ์บริซาเนียก็เกือบถูกลบออกไปจากแผนที่ในวันนั้นเอง…