Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 158: แผนยึดโลกด้วยพาโลเกีย
…แบบนี้นี่เอง คัดลอกได้ และเพิ่มเติมได้ด้วย แต่ก็ทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้สินะ แต่แค่นั้นก็พอแล้ว คัดลอกของเก่าก่อนแก้ไขเขียนทับไป…
แล้วโซนาตาก็ลงมือ เริ่มจากเออร์มุน เขาย้ายความทรงจำเก่าสู่ร่างเป้าหมาย กระบวนการนี้จบลงในเสี้ยวพริบตา จากนั้นโซนาตาก็ลองกับเซเลนอสด้วย
โซนาตาลืมตาขึ้น แทนที่ได้เห็นทุกคนยินดีที่เขาสามารถนำทั้งสองคนกลับมาเป็นตัวของตัวเองได้ สิ่งที่ได้เห็นคือทุกคนที่กำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว พวกเขาถูกล้อมด้วยเดวัลจำนวนมาก และที่ยืนอยู่เบื้องหน้าคือสาวร่างบางผู้เป็นศัตรูตัวฉกาจ โครินาเล
“ถึงกับกล้าบุกเข้าไปในเครือข่ายพลังของฉันเลยเหรอ” โครินาเลมองพวกโซนาตาด้วยสายตาเหยียดหยาม “คิดจะทำอะไรกันแน่”
“ปลุกทั้งสองคนขึ้นมาซะ” โซนาตากระซิบกระซาบบอกมิเดลเลีย
“เซเลนอสด้วยเหรอ” ซีวีถามย้ำ
“ทั้งคู่นั่นแหละ” โซนาตาตอบ เขาไม่มีอะไรการันตีว่าเซเลนอสจะเป็นฝ่ายเดียวกันหรือศัตรู แต่ถ้าไม่เสี่ยง โอกาสรอดออกไปก็คงยิ่งริบหรี่
มิเดลเลียมีหน้าที่ปลุกทั้งสอง โซนาตาและซีวีรับมือโครินาเล ส่วนที่เหลือก็ล้อมมิเดลเลียเอาไว้เพื่อคุ้มกันเธอจากทั้งสี่ทิศ
มิเดลเลียใช้ตัวยาที่เตรียมมาร่วมกับร่ายเวทเพื่อถอนการสะกดให้ทั้งสองร่าง เธอทำอย่างคล่องแคล่วและรวดเร็วที่สุดจนแทบจะเป็นสถิติใหม่ของโลกแต่ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นกลับรู้สึกว่ามันน่าจะเร็วได้มากกว่านั้น
พลังพิเศษของโครินาเลไม่เกี่ยวกับความแข็งแกร่งของเธอ แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้โซนาตานำมันมาใช้ประโยชน์ไม่ได้เช่นกัน เขาหันไปเลียนแบบพลังของซีวีบ้าง เคสเทรลบ้าง หรือแม้แต่เวทมนตร์ชั้นสูงของมิเดลเลียแทนซึ่งมันก็ทำให้ข้อสงสัยอีกอย่างหนึ่งของโซนาตาชัดเจนขึ้น…
“จริงด้วยแฮะ ยัยนี่อ่อนสุดในสามองครักษ์ของเจ้านั่น”
“จะปากดี เอาไว้ชนะช้าให้ได้ก่อน…”
ผัวะะะ
หมัดของโซนาตาเข้าประทับครึ่งปากครึ่งจมูกของโครินาเล เป็นการโจมตีแรกที่พวกเขาทำได้สำเร็จ เลือกกำเดาของอีกฝ่ายไหลเป็นทาง ส่วนร่างของเธอก็เซถอยหลังออกไปหลายก้าว
“แก…”
โครินาเลโกรธจนผมของเธอชี้ขึ้น มวลอากาศรอบตัวเธอระเบิดออกและผลักให้ทุกอย่างต้องถอยออกไป ความเกรี้ยวกราดนี้ทำให้เดวัลรอบข้างถึงกับหวาดกลัวและวิ่งเตลิดราวกับผึ้งแตกรัง สายตาอาฆาตของเธอจับจ้องไปที่โซนาตาและซีวีเหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อ
“อย่ามองมาทางนี้สิ คนต่อยเธอมันหมอนี่นะ” ซีวีชี้ไปทางโซนาตา
“เธอก็มีส่วนช่วยไม่ใช่เรอะ” โซนาตาหันมาส่งยิ้มขำ ๆ
โครินาเลเร็วและแรงขึ้นอีก สองคู่หูชายหญิงได้แต่ตั้งรับอย่างเดียว แต่ทั้งคู่ก็เกือบกันไว้ไม่อยู่ หมัดของเธอแรงจนทะลุผ่านการ์ดของโซนาตา ลูกเตะของเธอเร็วจนซีวีเกือบมองไม่เห็น ทั้งคู่เกือบถูกจับล็อคและหักข้อต่ออยู่หลายครั้งแต่ต่างฝ่ายต่างก็ช่วยกันปัดป้องจนแขนแทบจะพันกันอยู่สามคน เป็นการต่อสู้ที่มองแล้วดูไม่ออกว่าฝ่ายใดกำลังรุมหรือถูกรุมอยู่กันแน่
“ไม่ต้องสู้แล้ว” จีดัสตะโกนมาพร้อมกับลูกธนูที่พุ่งเฉียดหน้าโครินาเลไป
ร่างสองร่างกำลังลุกขึ้น พวกเขาดูสับสนมึนงงแต่ก็รู้ตัวได้ทันทีว่ามันไม่มีเวลาให้คิดมากเพราะจิตสังหารที่รุนแรงของโครินาเลมันบอกว่าเธอตั้งใจจะฆ่าทุกคนทิ้ง
“รู้ว่ามีคำถามมากมาย แต่ตอนนี้ได้เวลาเผ่นกันแล้ว” รีสเลย์หยิบโซลดีวาวเรอร์จากกระเป๋าที่เซกันพกมาด้วยส่งให้เออร์มุน อีกฝ่ายยังสับสนแต่ก็รับมาอย่างว่าง่าย
จีดัสเองก็หยิบชาโดว์เอจขึ้นมาเช่นกัน เขามองดาบโค้งในมือสลับกับใบหน้าของเซเลนอส
“ส่งมาสิ ต้องให้ผมช่วยไม่ใช่เหรอ”
“อย่าให้ฉันต้องเสียใจทีหลังที่ต้องมายิงนายทิ้ง” แล้วจีดัสก็ส่งดาบให้เซเลนอส
ฝูงเดวัลและสัตว์ที่เคยแตกฮือไปเพราะจิตสังหารของโครินาเลกำลังกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
มิเดลเลียตั้งใจจะเรียกอสูรอัญเชิญออกมาเพื่อหวังใช้มันเป็นพาหนะหลบหนี แต่ก่อนอื่นพวกเธอต้องหาวิธีแยกโซนาตาและซีวีออกมาจากศัตรูให้ได้
“หนีไม่ได้แน่ถ้าไม่จัดการกับยัยนั่นก่อน” เคสเทรลเริ่มโมโห เขากำลังพยายามสลายพวกเถาวัลย์ที่เข้ามารัดพัน
“งั้นก็เปลี่ยนแผนเถอะ” รีสเลย์ทำท่าจะพุ่งไปช่วยสู้กับโครินาเล
“เฮ้ย อย่า!!” จีดัสกระชากผ้าคลุมเอาไว้ทำให้รีสเลย์เกือบล้มหงายหลัง
“จะดึงทำไมเนี่ย”
โซนาตาและซีวีเริ่มชินกับความเร็วของโครินาเลทีละนิด จากที่ถูกสวนกลับจนต้องใช้เวทรักษาตัวไปแล้วหลายสิบครั้ง ทั้งคู่เริ่มหลบการโจมตีได้ดีขึ้น และบางครั้งยังสวนกลับออกไปได้ด้วย แน่นอนว่ามันยิ่งยั่วโมโหโครินาเลให้โกรธจัดยิ่งขึ้น
“นายบอกว่ายัยนี่เก่งน้อยกว่าคนอื่นไม่ใช่เหรอ รีบจัดการเธอสิ”
“ฉันบอกว่าอ่อนกว่า ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจัดการได้”
“ไม่ว่าจะวางแผนอะไรอยู่ มันไร้ประโยชน์ โลกนี้กลายเป็นของท่านแรปโซดีแล้ว”
“เป็นของแรปโซดีแล้ว” ซีวีเห็นโครินาเลหยุดมือจึงถาม
“บอกไปก็ไร้ประโยชน์ ยังไงพวกแกทุกคนก็ไม่รอดจากที่นี่ไปได้”
จากนั้นโครินาเลก็ดิ้ดนิ้วเป็นการส่งสัญญาณ ทุกคนรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที สัญชาตญาณบอกว่าอะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้น โดยไม่ได้นัดหมาย แต่ละคนต่างก็หันไปมองโรงงานที่กระจัดกระจายอยู่รอบบริเวณ
ผู้คนจำนวนมากทยอยกันเดินเรียงแถวออกมาจากสิ่งก่อสร้าง โซนาตามั่นใจว่าก่อนหน้านี้โรงงานทั้งหลายไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียว จากวัตถุดิบที่เหมือนวุ้นเหลวโปร่งแสง พวกเขาเพิ่งถูกเปลี่ยนเป็นรูปร่างมนุษย์เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้เอง
“สร้างมนุษย์ออกมางั้นเหรอ หืมมม ไม่ใช่สิ” เซเลนอสมองไปรอบ ๆ
“จำนวนมากขนาดนี้ ในพริบตาเนี่ยนะ ไม่ใช่ว่าพวกนี้ซุ่มอยู่ตั้งแต่แรกแล้วนะ” รีสเลย์โวยวาย
“เพิ่งสร้างออกมานี่แหละ แต่มันไม่ได้สร้างออกมาจากความว่างเปล่าหรอก พวกนี้ใช้วัตถุดิบซึ่งก็น่าจะเป็นผู้คนในอาณาจักรนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ว่าจะสร้างออกมาได้อย่างไร้ขีดกำจัด”
“แต่ทำไมถึงเป็นมนุษย์ละคะ ถ้าจะใช้เล่นงานเราเป็นพวกทหารปีศาจจะไม่ดีกว่าเหรอ” มิเดลเลียตั้งข้อสังเกต
“ไม่ใช่มนุษย์หรอกครับ” เซเลนอสพูดยังไม่ทันขาดคำ กลุ่มแรกที่กรูกันมาถึงก็เริ่มกลายร่าง
ไม่ใช่โซลดัทที่ทำหน้าที่ของทหารราบ บลาสซาที่สามารถยิงเหล็กโจมตีจากระยะไกล เซปทอร์ที่มีอาวุธคือปีกและกรดพิษ หรือรุ่นพัฒนาแล้วของพวกมัน มนุษย์ที่กลายร่างได้เหล่านี้เป็นสายพันธุ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน
โซนาตาใช้พลังของโครินาเลเพื่อตรวจสอบข้อมูลของรุ่นใหม่ เขาพบว่ามันคือพาโลเกีย ทหารปีศาจที่สามารถแฝงตัวอยู่ในร่างมนุษย์ได้อย่างกลมกลืน และความน่ากลัวที่สุดของสายพันธุ์นี้คือมันสามารถแพร่เชื้อได้ หากของเหลวในร่างพาโลเกียเข้าไปในร่างกายมนุษย์ เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นมนุษย์ผู้นั้นก็จะกลายเป็นพาโลเกียไปด้วย
“นี่มันหนังซอมบี้ชัด ๆ” โซนาตารีบตะโกนเตือนทุกคนทันที “อย่าให้พวกมันกัดได้ ระวังเลือดของมันด้วย เจ้าพวกนี้จะทำให้มนุษย์ที่ติดเชื้อกลายเป็นแบบพวกมัน”
“ไม่ตลกนะเฟ้ย” เคสเทรลสบถคำหยาบอีกหลายคำก่อนที่เขาจะสัมผัสพื้นและเปลี่ยนเฉพาะพื้นด้านหน้าของเขาให้กลายเป็นเหวขนาดย่อม
รีสเลย์พ่นลมหายใจเพลิงทำเป็นแนวกำแพงไฟด้านหนึ่ง มิเดลเลียก็ร่ายเวทไฟขึ้นอีกด้าน ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของทุกคน การฝ่าฝูงพาโลเกียจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็น
“หนีรอดจากตรงนี้ได้ก็เท่านั้น” โครินาเลหัวเราะลั่น “ยังไม่เข้าใจงั้นเหรอว่า พวกนี้ถูกส่งไปทั่วโลกแล้ว”
“ว่าไงนะ” ซีวีร้องลั่น
“พวกมันคงส่งรุ่นที่ติดเชื้อได้แฝงไปทุกที่แล้ว ทั้งกองทัพพันธมิตร ทั้งทวีปอื่น ๆ”
“ข้าถึงได้บอกยังไงว่า สงครามมันจบไปแล้ว โลกนี้กำลังจะกลายเป็นของท่านแรปโซดี”
โซนาตาแน่ใจว่าโครินาเลไม่ได้พูดเกินจริง ในขณะที่พวกเขากำลังสู้อยู่ตรงนี้ ด้านนอกของออสตาร์ก็คงกำลังลุกเป็นไฟ ยิ่งพาโลเกียเพิ่มจำนวนมากโครินาเลก็จะยิ่งมีวัตถุดิบมากขึ้น เธอจะสร้างโรงงานมีชีวิตขึ้นในพื้นที่อื่น สุดท้ายโลกทั้งโลกก็จะถูกดูดกลืนไป จะไม่มีแม้แต่พืช สัตว์ หรือมนุษย์คนใดเหลือรอด ทุกอย่างจะกลายเป็นแรปโซดี
“แต่ก็ยังมีจุดอ่อนสุดท้าย” โซนาตาพึมพำ
“จุดอ่อน” โครินาเลขมวดคิ้ว เธอสงสัยว่าโซนาตากำลังจะแกล้งยั่วโมโหเธอเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้
“ทุกอย่างมีศูนย์กลางอยู่ที่แรปโซดี นั่นก็คือถ้าแรปโซดีหายไปพวกแกทุกคนก็จะแพ้ทันที”
“นึกว่าจะพูดอะไร” เธอหัวเราะลั่น “เพราะทำอะไรท่านแรปโซดีกับพวกเราสามองครักษ์ไม่ได้ พวกแกถึงกำลังปวดหัวกันอยู่ไม่ใช่เหรอ จุดอ่อนอะไรกัน นั่นคือจุดแข็งที่สุดต่างหาก เพราะพวกเราไม่มีทางแพ้มนุษย์ยังไงล่ะ”
โซนาตาไม่ได้ตอบ เขาแค่หันไปพยักหน้าให้กับซีวี เจ้าตัวรู้ความหมายราวกับรู้ใจ เธอผละออกไปและหันไปช่วยทางกลุ่มของมิเดลเลียที่กำลังลดจำนวนของศัตรูลง
“สองคนยังสู้ไม่ได้ ตั้งใจจะทิ้งการต่อสู้ไปงั้นเรอะ”
“ไม่ต้องห่วง” โซนาตาขยับคอและบิดข้อต่อดังกร๊อบแกร๊บ
ทั้งสองเข้าปะทะกับอย่างดุเดือด โครินาเลยังได้เปรียบด้านความเร็ว ยิ่งเมื่อไม่มีซีวีช่วยแล้วท่าจับของเธอก็ยิ่งอันตราย หากถูกจับได้ครั้งนึงมันอาจจะไม่จบลงแค่กระแทกกับพื้นแต่จะถูกเธอบิด หัก และฉีกเป็นชิ้น ๆ
แต่โซนาตาก็ชินกับการเคลื่อนไหวแล้ว เขาเร็วขึ้นจนปัดป้องไว้ได้หมด ลูกเตะที่แรงพอจะป่นภูเขาทั้งลูกก็น่ากลัวน้อยลงเมื่อโซนาตาจับจังหวะและสลายแรงไปได้ทั้งหมด โครินาเลควรจะฆ่าเขาในตอนนี้ที่มีโอกาส เธอได้พบกับบทเรียนครั้งใหญ่ว่าไม่ควรสู้ยืดเยื้อกับไซเลนเซอร์
ผัวะ!
หมัดที่สองของโซนาตาเข้าเป้าที่เดิมพอดีเป๊ะ เลือดกำเดาของโครินาเลไหลราวกับเขื่อนแตก และขณะที่เธอกำลังงง หมัดที่สามที่หนักยิ่งกว่าก็อัดเข้าที่ท้อง และตามด้วยลูกเตะเสยปลายคาง