Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 160: อาร์-ไนน์ซิก
ลูเซนต์เกือบจะสวนทางกับบีชมาที่นำกำลังทหารไปรับตัวทุกคนกลับ ราชาคนใหม่ของมาดารัสแทบจะล้มทั้งยืนเมื่อได้รับรู้ความจริงว่าทหารรุ่นใหม่ของแรปโซดีอาจจะแทรกซึมเข้าไปในกองทัพพันธมิตรและประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลจนหมดแล้ว
จีดัสวางแผนการเพื่อตรวจสอบแยกผู้ติดเชื้อออกจากคนทั่วไป แต่ความวุ่นวายนี้ดูไม่มีทีท่าจะจบลงง่าย ๆ
สิ่งที่น่าหนักใจไม่แพ้เรื่องนั้นก็คือโซนาตาที่ตอนแรกทุกคนคิดเพียงว่าผล็อยหลับไปยังไม่ได้สติมาตั้งแต่วันนั้น จีดัสบอกกับทุกคนว่ามันไม่ใช่เพราะการต่อสู้ที่หนักหน่วงกับโครินาเลและกริมเซฟ เขาแน่ใจว่าสาเหตุทั้งหมดทั้งมวลมาจากผลกระทบจากการเชื่อมต่อกับพลังของโครินาเล
ข้อมูลมหาศาลที่แรปโซดีรวบรวมจากเหยื่อนับแสนนับล้านได้ทะลักเข้ามาในสมองของโซนาตาในคราวเดียว ตามปกติมันควรจะทำลายสมองของเขาแล้วด้วยซ้ำ ที่โซนาตายังไม่เสียชีวิตและสามารถยืนหยัดได้จนถึงที่สุดก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์ได้แล้ว
โซนาตากำลังจมดิ่งลงไปในทะเลของข้อมูลมหาศาล
ตอนที่เชื่อมกับโครินาเล โซนาตาเลือกได้ที่จะไม่เชื่อมต่อลงลึกไปกว่านั้น แต่เขาก็ไม่สามารถหักห้ามใจตัวเองต่อความยั่วยวนได้ เขาอยากรู้ว่าศัตรูปริศนารายนี้คือใครกันแน่
แรปโซดี…
ความพยายามของโซนาตาประสบความสำเร็จ ตอนแรกมันเป็นแค่เศษเสี้ยวความทรงจำที่กระจัดกระจาย แต่เขาก็ค่อย ๆ รวบรวมมัน เชื่อมต่อและคัดแยก จนกระทั่งมองเห็นเศษเสี้ยวหนึ่งที่ไม่ใช่ความทรงจำของโลกนี้
มันเป็นความทรงจำของเด็กชายคนหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็เคยเป็น
เขาแน่ใจว่าโลกที่มองดูอยู่คือโลกมนุษย์ แต่ก็เป็นโลกมนุษย์ที่ต่างจากที่โซนาตารู้จัก
มันไม่มีหลักฐานมายืนยันในเรื่องที่เขารู้ว่ามันคือโลก เพราะเขาติดอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง เขาเพียงมั่นใจได้จากสัญชาตญาน มันบอกว่านี่คือโลกในอีกจักรวาลหนึ่ง
โซนาตาลองทดลองอะไรหลายต่อหลายอย่าง เพื่อให้เขารู้ถึงขอบเขตความสามารถของตนเองในตอนนี้ เขาพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะสัมผัสวัตถุใด ๆ ไม่มีใครมองเห็นหรือรับรู้ว่าเขามีตัวตน เหนืออื่นใดคือโซนาตาไม่เข้าใจภาษาของที่นี่สักนิด
โซนาตาพบว่าตนเองมีตัวตนอยู่ในความทรงจำนี้ในฐานะของผู้เฝ้ามอง ถ้าให้เปรียบเทียบก็คงจะคล้ายกับวิญญาณที่ล่องลอย เขาสามารถเดินสำรวจไปรอบ ๆ เดินทะลุกำแพงระหว่างห้องสู่ห้อง แต่ก็ไม่สามารถไปไหนได้ไกลเกินกว่านั้น เขาถูกผูกติดกับเด็กชายผู้เป็นเจ้าของความทรงจำ ซึ่งมันก็ดูสมเหตุสมผลอยู่
โลกแห่งนี้มีวิทยาการสูงกว่าซีนอย่างไม่ต้องสงสัย โซนาตาและเด็กชายที่มีผมสั้นแค่ติดหนังศีรษะถูกกักอยู่ในห้องทดลองที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ล้ำยุคมากมาย ถึงวิทยาการจะแตกต่างแต่โซนาตาก็มองออกมาเครื่องมือแต่ละชิ้นมีไว้ใช้ทำอะไรบ้าง พวกมันไม่ใช่อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ถูกนำมาเพื่อใช้รักษาเด็กคนนั้น
…เด็กเจ้าของความทรงจำคือร่างทดลอง… โซนาตาได้ข้อสรุปแรก
เด็กชายได้รับการทดสอบตัวยาหลายชนิด เก็บตัวอย่างเลือด นั่งบนเก้าอี้ที่สามารถยิงอนุภาคหลาย ๆ แบบเข้าไปในร่าง ถูกส่งเข้าไปในแคปซูลปรับสภาวะ และอีกสารพัดการทดลองที่โหดร้าย
โซนาตาสังเกตอย่างใกล้ชิด เขาสนใจพวกตัวยาเป็นพิเศษ แต่เพราะไม่เข้าใจภาษาของโลกนี้ มันจึงไม่ง่ายเลยที่แค่การสังเกตจะทำให้รู้ว่ามันคืออะไรบ้าง
แต่มันก็ไม่มีอะไรที่ยากเกินพยายาม โซนาตาเรียนรู้ภาษาจากคำพูดมากมายของผู้คน เขาเริ่มแกะตัวอักษรออกทีละน้อยจนในที่สุดก็เริ่มอ่านข้อความทั้งหลายได้
“ยาสำหรับสร้างซุปเปอร์ฮิวแมนด์…” ในที่สุดโซนาตาก็รู้แน่ชัด เป็นสิ่งที่ไม่ต่างจากที่เขาคาดคิดไว้ตั้งแต่แรก สถานที่นี้คือห้องทดลองเพื่อเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นอาวุธนั่นเอง
“โปรเจคแรปโซดี” คือชื่อที่เขียนอยู่บนสมุดของนักวิจัยรายหนึ่ง
…ไม่ผิดแน่ เจ้าของความทรงจำนี้คือเจ้าแรปโซดี…
อาร์-ไนน์ซิกคือชื่อรหัสของเด็กคนนี้ จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้ออกเสียงแบบนั้น แต่โซนาตาพยายามเรียกใหม่ในภาษาที่เขาคุ้นเคยกว่า
เด็กชายไม่ใช่คนเพียงคนเดียวที่ถูกทดลอง ที่ห้องวิจัยแห่งนี้มีเด็กอีกจำนวนมากที่ถูกกักตัวไว้ โดยปกติพวกเขาจะถูกจับแยกกันทดลอง แต่ก็มีบางครั้งบางช่วงที่พวกเขาถูกส่งมาทดลองร่วมกัน หรือแม้แต่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในบางช่วง
ภาพความทรงจำถูกตัดสลับไปมา มันเต็มไปด้วยความสับสน ความเศร้า และความหวาดกลัว
เด็กหลายคนตายไป บางส่วนเพราะการทดลองที่โหดร้าย และบางส่วนก็ตายเพราะถูกจับมาสู้กันเอง
โซนาตาเห็นการต่อสู้ครั้งหนึ่งชัดเจน คู่ต่อสู้ของอาร์-ไนน์ซิกคือเด็กผู้ชายอายุไล่เลี่ยกับเขา รหัสของเขาคือพีเอ-ทู
พีเอ-ทูคือการทดลองด้านพลังจิต เขามีพลังที่สามารถเคลื่อนสิ่งของได้โดยไม่ต้องสัมผัส สำหรับโซนาตาที่ฝึกโรงเรียนไซเลนเซอร์พลังแบบนี้เป็นของพื้น ๆ ที่ทุกคนทำได้ แต่ไม่ใช่สำหรับที่นี่
ทุกครั้งที่พีเอ-ทูใช้พลัง เขาจะได้รับบาดเจ็บที่สมอง บางครั้งมันก็ทำให้เขามีเลือดกำเดาไหลหรือมีอาการบอบช้ำภายใน แต่เขาก็ยังถูกบังคับให้รับยาเพิ่มเพื่อให้สามารถใช้พลังต่อไปได้ จนในที่สุดสมองก็ถึงขีดกำจัด
พีเอ-ทูกำลังจะตาย และก่อนที่จะตายอย่างเปล่าประโยชน์ อาร์-ไนน์ซิกก็ถูกเรียกตัวมาเพื่อทำการทดลองสุดท้าย
“สตีลมายด์” โซนาตาพึมพำหลังเขาสำรวจข้อมูลที่ถูกบันทึกในสมุดบันทึกของนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง
พลังของอาร์-ไนน์ซิกคล้ายกับโซนาตามาก อาร์-ไนน์ซิกเลียนแบบพลังของอีกฝ่ายได้ ต่างจากโซนาตาที่เลียนแบบได้ในระยะยี่สิบเมตร แต่อาร์-ไนน์ซิกจำเป็นต้องสัมผัสกับตัวอีกฝ่าย ข้อดีที่เหนือกว่าคือเขาจะได้พลังของอีกฝ่ายมาอย่างถาวร
เด็กสองคนถูกบังคับให้ฆ่ากัน พวกเขาไม่อยากต่อสู้แต่มันไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าไม่สู้ทั้งคู่จะถูกตัดสินว่าเป็นร่างทดลองที่บกพร่อง ทั้งคู่จะถูก “ขจัดทิ้ง” ในทันที
ในช่วงแรกพีเอ-ทูยังได้เปรียบเพราะพลังของเขาเข้มแข็งกว่า อาร์-ไนน์ซิกถูกผลักกระเด็นหลายต่อหลายครั้งจนทุกคนเกือบสรุปแล้วว่าผลการต่อสู้จะจบลงแบบไหน จนกระทั่งพีเอ-ทูถูกสัมผัสตัวได้
ผลลัพธ์เปลี่ยนไปในทันที อาร์-ไนน์ซิกแข็งแกร่งขึ้นอย่างฉับพลัน พลังจิตที่เคยด้อยในตอนแรกพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่เพียงแค่หยุดไม่ให้อีกฝ่ายใช้พลังได้ เขายังจับร่างของเพื่อนร่วมการทดลองกระแทกไปมากับผนังเหมือนของเล่น จนในที่สุดอีกฝ่ายก็นิ่งไปอย่างถาวร
นี่เป็นครั้งแรกที่อาร์-ไนน์ทูถูกทดสอบด้วยการต่อสู้ และก็เป็นครั้งแรกที่เขาฆ่าคน ประสบการณ์จริงน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าเรื่องเล่าที่เขาได้ยินมา แต่แทนที่จะกรีดร้องเพราะความหวาดกลัวและสิ้นหวัง เด็กชายกลับนิ่งเงียบ
ภาพสลับไปมาอีกครั้ง
ในโรงอาหารหลายวันก่อนหน้านั้น อาร์-ไนน์ซิกได้ที่นั่งข้าง ๆ พีเอ-ทู ที่เขาไม่เคยได้คุยด้วยเลย เขาสังเกตว่าอีกฝ่ายเอาแต่เขี่ยอาหารในจานไปมา ท่าทางเหม่อลอย สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญสำหรับที่นี่ ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะทนการทดลองที่โหดร้ายได้ ตัวยาเองก็มีผลกับแต่ละคนไม่เท่ากัน อาร์-ไนน์ซิกเคยเจอกับคนที่หนักกว่านี้มาแล้ว
“โดนมาหนักเหรอ” คำทักทายของเขาทำให้อีกฝ่ายสะดุ้ง
ถ้าอาร์-ไนน์ซิกจำไม่ผิด นี่คือประโยคแรกที่เขาพูดกับเพื่อนคนนี้
“อื้มม” เด็กผู้ชายที่ถูกทักกุมแขนเอาไว้ เขาลูบแขนบริเวณข้อพับไปมาเหมือนว่าพอนึกถึงการทดลองแล้วรอยเข็มที่ฉีดยาก็เจ็บขึ้นมาทันที “ก็เหมือนวันก่อน ๆ นะ”
แทนที่จะบอกชื่อ อาร์-ไนน์ซิกชี้ไปที่ป้ายรหัสของตนเอง อีกฝ่ายก็ทำแบบเดียวกันเขาหันเสื้อเพื่อให้อาร์-ไนน์ซิกมองเห็นถนัดขึ้น
มันไม่ค่อยมีใครใช้คำพูดอย่าง “ยินดีที่ได้รู้จัก” ในที่แห่งนี้ เพราะมันไม่เคยเป็นเรื่องน่ายินดีเลย คนที่อยู่ที่นี่มีโอกาสรอดออกไปน้อยมาก ถ้าไม่ตายเพราะยา การผ่าตัด ก็มักจะตายด้วยสาเหตุลึกลับ
“ยังไม่ชินอีกเหรอ” เขาถาม
“นายชินแล้วเหรอ” พีเอ-ทูถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสิ้นหวัง
“มีคนบอกฉันว่า ไม่ว่าจะเจ็บปวดขนาดไหน ถ้าเจอกับมันทุกวันก็จะชินไปเอง”
“จริงน่ะ” อีกฝ่ายทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ เขานึกถึงความทรมานจากยาสารพัดชนิด แต่มันก็ยังไม่แย่เท่ากับความรู้สึกหลังจากใช้พลังมากจนเกินไป พีเอ-ทูไม่เคยชินกับความเจ็บปวดแบบนั้นเลย
“จริงแน่นอน รุ่นพี่ที่ได้ออกไปแล้วเป็นคนบอกเอง มันไม่มีทางผิดพลาดหรอก” เด็กชายเชื่อแบบนั้นเพราะมันเป็นความหวังเดียวที่เขาเหลืออยู่
คืนหลังการต่อสู้และเสียพีเอ-ทูไป อาร์-ไนน์ซิกก็พบกับบทเรียนใหม่ พลังจิตของพีเอ-ทูไม่ใช่สิ่งเดียวที่เขาช่วงชิงมา ความทรงจำของความเจ็บปวดก็เป็นสิ่งที่เขาได้รับสืบทอดมาด้วย เขาเห็นการทดลองที่โหดร้ายในอีกแบบ แตกต่างกับที่ตนเองได้รับ ความรู้สึกปวดหัวที่รุนแรงราวกับสมองกำลังถูกปั่นจนเละ
ต่างจากอาร์-ไนน์ซิกที่แทบไม่มีความทรงจำอื่นนอกจากห้องทดลอง พีเอ-ทูเคยมีครอบครัวอยู่ข้างนอก
เขาเคยเป็นแค่เด็กธรรมดาในครอบครัวที่ยากจน แม่ของเขาขายเขาให้กับองค์กรเพียงเพื่อแลกเศษเงิน
ความเจ็บปวดที่ได้รับสืบทอดมา อาร์-ไนน์ซิกไม่เคยมีความเคยชินอย่างที่เป็นคนพูดไว้เอง ทุกครั้งที่ความเจ็บปวดย้อนกลับมา อาร์-ไนน์ซิกแทบจะอยากใช้พลังจิตหยุดลมหายใจของตัวเอง แต่เขาก็หวาดกลัวเกินกว่าที่จะทำมัน และส่วนหนึ่งในสมองก็ยังบอกว่า สักวันความทรมานนี้จะถึงจุดสิ้นสุด เหมือนกับที่รุ่นพี่ของเขาเคยได้ออกไปจากที่นี่ สักวันมันก็จะถึงคราวของเขา
เรื่องแบบเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เด็กที่ถูกปลดระวางถูกส่งมาให้เขาใช้ในการทดสอบพลัง อาร์-ไนน์ซิกสามารถเอาชนะทุกคนได้ และทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเขาแข็งแกร่งขึ้นจากพลังที่แย่งชิงมาจากทุกคน
แน่นอนว่ามันมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
เขาพบเองว่าต้นตอความเจ็บปวดเกิดจากจิตใจที่สั่นไหวไปกับความทรงจำและอารมณ์ที่ผสมผสานเข้ามา เพื่อไม่ให้ต้องเจ็บปวดอีก เขาปิดกั้นตัวเอง ไม่ให้ความทรงจำของคนที่รับมามีผลกับจิตใจ ปล่อยให้มันด้านชา ราวกับขจัดความเจ็บปวดและหวาดกลัวไปหมดสิ้นแล้ว
ไม่ใช่แค่จิตใจที่บิดเบี้ยวไปจนกลายเป็นสัตว์ประหลาด การทดลองทางกายภาพก็สำเร็จไปอีกขั้น เด็กรายล่าสุดที่สู้กับเขาไม่เพียงแค่ถูกช่วงชิงพลังเหนือมนุษย์ อาร์-ไนน์ซิกยังได้บางส่วนของพันธุกรรมเด็กคนนั้นมาปรับปรุงร่างกายตนเองด้วย เขาเติบโตขึ้นและกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในแบบที่ไม่มีใครคาดคิด