Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 168: เจ้าหญิงแห่งเสียงเพลง

โซลิเน อเลฟกา ดิคาสโตกำลังตื่นตระหนกที่สุดในชีวิต
เธอไม่คิดไม่ฝันว่าเรื่องเลวร้ายแบบนี้จะเกิดขึ้นกับตนเอง จริงอยู่ที่ดูมแองเจิลที่เธอกำลังโดยสารเป็นทั้งยานสำรวจและยานล่าอาณานิคม แต่ความแข็งแกร่งของจักรวรรดิทำให้เธอจินตนาการไม่ออกว่าดูมแองเจิลจะเป็นฝ่ายถูกเล่นงานก่อน
ยานขนาดยักษ์ของจักรวรรดิหลงเข้าไปในอานาเขตของพวกเซอร์เรียน มันคือข้อมูลที่เธอรับรู้ในภายหลัง ผู้โดยสารแบบเธอไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือแม้แต่ได้รับรู้ข้อมูลที่อาจจะเกี่ยวกับชะตาชีวิตของตน วินาทีที่เธอตระหนักว่าเรื่องเลวร้ายกำลังเกิดขึ้น คือการประกาศเตือนว่าเซคเตอร์ทั้งห้าของยานจะทำการแยกตัวออกจากกัน
“หา!! แยกตัว เกิดอะไรขึ้น” เพื่อนของร่างใหญ่โวยวายแข่งกับเสียงของสัญญาณเตือนที่ย้ำให้ทุกคนเตรียมตัวเข้าสู่การระวังภัยระดับสูงสุด
“ประกาศเตือน ประกาศเตือน เซคเตอร์โฟร์จะเข้าสู่การวอร์ปฉุกเฉินภายในสามนาที ขอให้เจ้าหน้าที่และผู้โดยสารทุกท่านเตรียมพร้อม…”
“อย่าแตกตื่น! ทำเหมือนกับที่เคยซ้อมไว้ หาที่นั่งที่ใกล้ที่สุดแล้วรอคำสั่ง” เพื่อนอีกคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของยานบอกกับเธอและอีกหลาย ๆ คนมัวแต่ยืนอึ้ง
แน่นอนว่าทุกคนเคยผ่านการซ้อมรับมือกับเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว แต่พอรู้ว่าครั้งนี้เป็นของจริง พวกเขาก็คุมสติเอาไว้ไม่อยู่
โซลิเนส่งเสียงดุเตือนเพื่อน ๆ ให้ได้สติ จากนั้นจึงหย่อนตัวลงที่เก้าอี้พิเศษที่อยู่ใกล้ที่สุด เธอเองก็กลัวไม่ต่างกันแต่เรื่องการซ่อนความรู้สึกไม่ให้ออกมาทางสีหน้าเป็นหนึ่งในสิ่งที่เธอเชี่ยวชาญ
ถ้าไม่ใช่การเตือนภัยแรงดึงดูดเปลี่ยนแปลงที่เกิดอย่างกะทันหัน เธอและเพื่อนแต่คนควรจะต้องอยู่ในห้องพักส่วนตัวที่ถูกออกแบบมาให้ปลอดภัยกว่า ตอนนี้พวกเธอต้องมาหวังพึ่งเก้าอี้นิรภัยที่ถูกติดตั้งไว้ในบาร์แทน
ทันทีที่หย่อนก้นลงอุปกรณ์นิรภัยก็ยึดตัวพวกเธอแต่ละคนเอาไว้โดยอัตโนมัติ
“ไอ้นี่ไว้ใจได้ใช่ไหม” เสียงใครคนหนึ่งพึมพำขึ้น
“มันเป็นแค่การมาตรการป้องกันภัยเท่านั้น ไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นหรอก” โซลิเนปลอบใจตัวเอง
เซคเตอร์โฟร์มีระบบป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายในระหว่างการวอร์ป ต่อให้ถูกโจมตีก็ใช่ว่าจะผ่านสนามพลังเข้ามาโดยง่าย เธอแค่ต้องทำใจให้สงบและรอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไป
โซลิเนเชื่อแบบนั้นจนกระทั่งวินาทีที่เกิดความสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ยานถูกกระชากและหมุนไปในอวกาศที่เวิ้งว้าง ข้าวของที่ควรจะถูกแรงดึงดูดเทียมยึดไว้กับโต๊ะและพื้น ต่างก็ลอยไปมาอย่างน่าหวาดเสียว เสียงผู้คนกรีดร้องจากรอบข้างยิ่งทำให้ทุกอย่างดูน่ากลัวยิ่งขึ้น
ในชั่วแวบหนึ่งโซลิเนคิดว่าเธอคงจะไม่รอดแล้ว
เธอและผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้สถานการณ์ภายนอกยาน นอกจากดูมแองเจิลจะตกอยู่ในวงล้อมของชีวจักรกลที่เรียกว่าเซอร์เรียนแล้ว ขณะที่ยานทั้งห้ากำลังจะแยกย้ายหนีไปคนละทาง เซอร์เรียนก็ลงมือโจมตี
สสารสีดำถูกยิงออกมาจากยานของศัตรู มันก่อตัวเป็นวัตถุสีดำที่มีแรงดึงดูดมหาศาลและดูดเซคเตอร์ทั้งห้าเข้าไปพร้อมกัน
หญิงสาวไม่แน่ใจว่ามันยาวนานแค่ไหน เธอแค่รู้สึกทุกอย่างถูกกลืนหายไปในความมืด ไม่หลงเหลือสิ่งใดอยู่อีก ทั้งความรู้สึก ตัวตน สัมผัสจากรอบข้าง ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกเลย
ถ้ามันคือหลุมดำของจริง ถ้ายานลำนี้ไม่ใช่ดูมแองเจิลที่มีระบบป้องกันการเดินทางผ่านรูหนอน อะตอมทุกอะตอมของยานและทุกสิ่งที่อยู่ในนั้นคงจะถูกบดขยี้จนไม่เหลือ
“ไฟดับงั้นเหรอ เอ๋ เสียงเรา ทำไมกัน” โซลิเนกรีดร้องในความมืดมิด เธอตะโกนเรียกหาเพื่อนแต่มันไม่เป็นผล ไม่มีเสียงใด ๆ หลุดรอดออกไปได้ รวมทั้งเสียงอื่น ๆ เองก็หายไปในจังหวะเดียวกัน
ขณะที่กำลังหวาดกลัวว่าสิ่งนี้อาจจะเป็นโลกหลังความตาย เพียงอึดใจแสงสว่างก็กลับมาอีกครั้ง แต่ไม่ได้กลับมาเพียงลำพังมันมาพร้อมกับเสียงของยานที่กำลังจะฉีกจากแรงเหวี่ยง เสียงของชั้นบรรยากาศที่ปะทะเข้าตัวยาน และถ้าไม่ได้คิดไปเองเธอรู้สึกได้ถึงความร้อนที่เพิ่มขึ้นในทุกนาทีที่ผ่านไป
ความเสียหายรุนแรงกว่าที่พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงประเมินเอาไว้ ยานฉีกเป็นส่วนจากแรงดึงดูดมหาศาล แม้ว่าโครงสร้างจะช่วยให้รอดพ้นจากการระเบิดไปได้ แต่ทุกอย่างก็ยังแย่ลงเรื่อย ๆ พวกเขาไม่สามารถหยุดหรือแม้แต่ชะลอการร่วงหล่นได้เลย
เซคเตอร์โฟร์กำลังร่วงลงจากท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง ราวกับนกที่ถูกเด็ดปีกกลางอากาศ เช่นเดียวกับเซคเตอร์วันที่ตกก่อนหน้านั้น ยานกำลังทำการซ่อมแซมตัวเองด้วยความเร็วสูงสุด แต่ต่อให้เร็วแค่ไหน มันก็ไม่มีทางที่จะหยุดการกระแทกครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงได้
ขณะที่เจ้าหน้าที่ต่างก็วิ่งวุ่นเพื่อกู้ระบบคืนกลับมา โซลิเนได้แต่นั่งภาวนาอยู่ตรงนั้น โชคดีที่ระบบต่อต้านแรงดึงดูดกลับมาทำงานในนาทีเกือบสุดท้าย ไอพ่นทั้งหมดทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ในชั่วพริบตาหนึ่งยานเกือบจะหยุดนิ่งค้างอยู่กลางอากาศได้สำเร็จก่อนที่ระบบจะล่มลงอีกครั้ง
ยานขนาดยักษ์ตกกระแทกกับผืนดินอย่างรุนแรง แม้ว่ามันจะถูกออกแบบเพื่อกระจายแรงปะทะออกไป แต่จากขนาดที่ใหญ่เท่ากับเมืองทั้งเมือง มันเป็นไปไม่ได้ที่ยับยั้งความเสียหายทั้งหมดได้ เซคเตอร์โฟร์เกือบจะหักออกเป็นสองท่อน
พวกเขาทำดีที่สุดแล้วแต่มันเป็นหายนะที่พวกเขาไม่สามารถเลี่ยงได้
โซลิเนรู้สึกตัวหลังจากนั้นไม่นาน เก้าอี้และอุปกรณ์นิรภัยช่วยให้เธอรอดมาได้ แต่คนรอบ ๆ ข้างไม่ได้โชคดีแบบนั้น มีบางคนหายไปพร้อมกับผนังยานที่ฉีกขาด บางคนที่ถูกเศษชิ้นส่วนกระเด็นใส่จนเสียชีวิตคาที่ และมีอีกไม่น้อยที่ได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า
มันคือปาฎิหาริย์ที่โซลิเนรอดมาได้โดยไร้บาดแผล เธอรีบปลดตัวเองจากอุปกรณ์นีรภัย จากนั้นก็เริ่มลงมือช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่เสียเวลารอสักนิด
เธอมีสติอย่างไม่น่าเชื่อ ทุกครั้งที่ดูหนังเกี่ยวกับผู้ประสบภัย โซลิเนมักจินตนาการว่าหากเธอได้พบเจอกับเหตุการณ์นั้นเข้า ตนคงจะได้แค่นั่งคุดคู้อย่างสิ้นหวัง สิ่งเดียวที่ทำคงมีเพียงร้องไห้เสียขวัญอยู่ในมุมในมุมหนึ่งและไม่สามารถทำตัวเป็นประโยชน์ต่อใครได้
แต่มันผิดคาดไปมาก โซลิเนยังขยับตัวได้ เธอมีสติพอที่จะถามไถ่ทุกคนที่รอดชีวิต ยังคิดได้ว่าควรจะเอาตัวเองออกมาจากที่นั่นก่อนที่ไฟที่ติด ๆ ดับ ๆ อยู่ในตอนนี้จะดับไปอย่างถาวร
“ใครยังลุกไหวบ้าง มาช่วยทางนี้หน่อย” เธอตะโกนขณะที่มือก็กำลังอุดแผลที่ท้องของเพื่อนสนิทไม่ให้เลือดทะลักออกมา
ทุลักทุเล โกลาหล และอลหม่าน โซลิเนไม่รู้ว่าจะนิยามสภาพในตอนนั้นได้อย่างไรอีกนอกจากคำเหล่านี้ เสียงระเบิด เสียงของเพลิงไหม้ เสียงโลหะยุบตัว ดังสลับกับเสียงร้องโหยหวนของผู้คน มันคือนรกบนดินขนาดแท้
ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่หน่วยอื่นต้องทำงานแข่งกับเวลา ผู้คนถูกอพยพออกจากยานที่อยู่ในสภาพไม่คงที่ พวกเขาแทบไม่มีเวลาสนใจด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังตกลงมาในที่แบบไหน ลำพังแค่จะหยุดไฟที่กำลังลุกไหม้ไปทั่วและช่วยเหลือคนที่ถูกเศษซากยานทับเอาไว้มือของพวกเขาก็ไม่ว่างแล้ว
ในตอนนั้นโซลิเนไม่ได้รู้เลยว่ามันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของฝันร้าย
วันที่หนึ่ง ผู้เสียชีวิต 73,320 คน
ยังมีผู้รอดชีวิต 75,312 คน
นับเป็นโชคดีที่บาร์ที่โซลิเนและผองเพื่อนอยู่ตอนที่เกิดเรื่องไม่ไกลจากทางออกฉุกเฉิน โซลิเนจึงพาตัวเองและเพื่อน ๆ ออกมาภายนอกยานได้อย่างปลอดภัย แต่ละคนต่างก็ตกใจกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นจนลืมนึกไปว่าตอนนี้พวกเธอไม่ได้อยู่ในโลกที่ตนเองรู้จัก และผืนป่าขนาดยักษ์ที่โอบล้อมอยู่โดยรอบไม่ใช่ภาพที่ควรจะมีได้เห็น
…ไม่ใช่ดาวที่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตแท้ ๆ แต่สภาพป่าแบบนี้ อากาศที่สามารถหายใจได้ มันคืออะไรกันแน่… ผู้รอดชีวิตหลายคนกำลังคิดแบบนี้อยู่
โซลิเนไม่ได้สนใจข้อเท็จจริงนั้น เพราะกำลังวิ่งวุ่นมาตั้งแต่หลายนาทีก่อน เธอไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีหน้าที่ใด ๆ เลยตรงนั้น แต่หญิงสาวกำลังช่วยพาผู้คนออกอพยพจากยานจนมือเป็นระวิง
กินเวลาหลายสิบนาทีกว่าหุ่นกู้ภัยจำนวนหลายพันตัวจะดับเพลิงไหม้ได้สำเร็จ แต่การช่วยคนที่ถูกฝังอยู่ใต้ซากยานขนาดยักษ์ที่กินพื้นที่เท่ากับเมืองทั้งเมืองยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่
ส่วนการช่วยปลอบโยนคนก็เป็นสิ่งที่โซลิเนเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี
เธอคืออดีตไอดอล ก่อนที่จะมาเป็นผู้โดยสารของดูมแองเจิลหญิงสาววัยสิบเก้าปีผู้นี้คือไอดอลผู้โด่งดัง ซิงเกิลเพลงของเธอเคยติดท็อปชาร์ตอันดับหนึ่งของดาวบ้านเกิดอยู่นานหลายปี โซลิเนมีผลงานมากมายนับไม่ถ้วนทั้งงานด้านการแสดง โฆษณา ละครเวที และยังมีงานนักพากย์เสียงตัวละครในอนิเมชันชื่อดังอีกมากมาย
เจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงบางคนตั้งฉายาให้เธอแบบนั้น
“ท่านโซลิเน” ชายผู้หนึ่งพูดเสียงดังด้วยความลืมตัว เขาเพิ่งรู้ตัวว่าคนที่กำลังช่วยปฐมพยาบาลตนคือไอดอลที่เขาเป็นแฟนคลับอย่างเหนียวแน่น
“ทางนี้ก็มีคนเจ็บค่ะ” โซลิเนตะโกนบอกหุ่นพยาบาลกับเจ้าหน้าที่ที่กำลังผ่านไป
“ผมน่ะเป็นโอตะเดนตายของคุณเลยนะครับ ติดตามมาตั้งแต่ก่อนคุณเดบิวต์เลย ยังจำได้ตอนที่คุณเล่นคอนเสิร์ตอยู่… โอ้ยยย” หนุ่มแฟนคลับยังพูดจ้อไม่หยุด ดูจากอาการแล้วโซลิเนไม่แน่ใจเลยว่าเธอควรจะขอให้หยุดพูดหรือปล่อยไปดี ตั้งแต่ช่วงเอวของเขาลงไปมีสภาพดูไม่ดีนัก
“เข้มแข็งไว้นะคะ ความช่วยเหลือกำลังจะมาแล้ว”
“ผมน่ะ ผม… อยากจะเห็นคุณร้องเพลงอีกสักครั้งครับ” เขากุมมือเธอไว้แน่น น้ำตาที่ไหลไม่ได้เกิดจากความเจ็บปวด แต่มันคือความยินดีที่ได้เจอกับคนที่ตนชื่นชม
“เพลงของคุณน่ะ คอยปลอบโยนผมอยู่เสมอเลย”
โซลิเนยิ้มตอบ “งั้นต้องเข้มแข็งไว้นะคะ พวกเราทุกคนจะต้องรอดไปด้วยกัน”
รอดไปด้วยกัน… โซลิเนคงไม่กล้าพูดแบบนั้น ถ้าเธอรู้ว่าอนาคตอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่ายานตกกำลังจะเกิดขึ้น
กี๊ กี๊กก กิกกกก……..
เสียงร้องแปลกหูดังขึ้นจากที่ไกล ๆ มันเตือนให้หลาย ๆ คนรู้สึกตัวว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ในสถานที่ของตัวเอง ที่นี่คือโลกที่พวกเขาไม่รู้จักเลยแม้แต่น้อย
“อะไรน่ะ เสียงอะไร” หญิงสาวคนหนึ่งร้องโวยวาย เธอเกาะแขนสามีของเธอไว้แน่นขณะที่กำลังมองลึกเข้าไปในป่าเพื่อหาต้นเสียง แน่นอนว่าเธอมองไม่เห็นอะไรนอกจากต้นไม้และป่าทึบ
“ตัวอะไรสักอย่าง สัตว์ต่างดาวแน่ ๆ” ชายสูงวัยที่อยู่ไม่ห่างออกไปคุยกับเจ้าหน้าที่ ไม่แปลกที่เขาสรุปแบบนั้นเพราะไม่ว่าจะตัวอะไรก็ตามที่อยู่บนโลกนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสัตว์ต่างดาวอย่างที่เขาว่า
ชายหญิงกลุ่มหนึ่งเริ่มก้าวออกไป เขาไม่สนใจคำห้ามปรามของเจ้าหน้าที่ พวกเขาฉวยหยิบบางส่วนของยานหรือกิ่งไม้ที่พอจะเอามาใช้ต่างอาวุธได้ จากนั้นก็เดินไปในทิศของป่าเพื่อตามหาเสียงนั้น
กี๊ กี๊กก กิกกกก……..
“ห้ามพวกเขาเร็ว” โซลิเนตะโกนบอกเพื่อนและคนอื่น ๆ แต่ไม่ได้มีใครฟังเธอนัก บางคนทำตรงกันข้ามด้วยการตามคนกลุ่มนั้นไปด้วยซ้ำ
สัญชาตญาณงั้นเหรอ โซลิเนก็อธิบายไม่ถูก เธอแค่รู้สึกว่าเจ้าของเสียงร้องประหลาดนี้ไม่เป็นมิตร
โอ๊ยยยย
เสียงร้องจากความเจ็บปวดดังขึ้นจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องสุดเสียง
อ๊ากกก
โซลิเนลุกขึ้นชะเง้อมอง ระยะห่างจากจุดที่เธอและเพื่อนอยู่กับตำแหน่งของต้นเสียงนั้นอยู่ไกลเกินไป เมื่อบวกกับฝูงชนจำนวนมากที่ยืนขวางอยู่ ทำให้เธอมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกบ้าดีเดือดที่กล้าเดินเข้าไปในป่า
ผู้คนจำนวนหนึ่งเริ่มวิ่งย้อนกลับมา แต่ละคนแหกปากโวยวายผสมโรงเข้ากับเสียงร้องเสียงโหยหวนของคนที่อยู่ด้านหลัง โซลิเนและเพื่อนเริ่มแตกตื่นไปด้วย เธอลังเลว่าควรจะหนีไปหรืออยู่รอให้รู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้น
…หนีไม่ได้ ตรงนี้มีคนเจ็บที่วิ่งไม่ไหว…
…วิ่งสิโซลิเน อยู่ตรงนี้ไปเธอก็ช่วยเหลือใครไม่ได้หรอก เธอเป็นแค่อดีตไอดอลนะ ไม่ใช่ทหารหรือหน่วยกู้ภัยเสียหน่อย…
ไม่ใช่เพราะกล้าหาญ แต่หญิงสาวตระหนกจนก้าวขาไม่ออก เสียงกรีดร้องยังคงดังลั่น และถ้าสายตาของเธอไม่ได้เล่นตลกโซลิเนมองเห็นกลุ่มควันตลบอบอวนใกล้เข้ามาในทุกขณะ