Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 170: 73,284 คน
เหมือนถูกเข้าสิงด้วยบทของนางเอกในเรื่องที่ว่า โซลิเนเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอกลิ้งและยิงไปด้วย ใช้ด้ามปืนกระแทกใส่หน้าของตัวประหลาดตัวหนึ่ง เหยียบอีกตัวที่ล้มเพราะถูกเธอยิงขา จากนั้นก็ส่องหัวและเหนี่ยวไกโดยไม่มีเศษเสี้ยวของความลังเล
ตัวประหลาดหลายตัวตัดสินว่าเธอเป็นตัวอันตราย พวกมันราวสี่ห้าตัวกรูกันเข้ามาพร้อมกัน สามตัวแรกถูกเธอกราดยิงใส่จนเละเป็นเศษเนื้อ แต่อีกสองตัวใช้เพื่อนเป็นโล่และรอจนกระสุนของเธอหมดก่อนที่จะกระโจนเข้าใส่
โซลิเนกระโดดหลบออกด้านข้าง กระสุนไม่เหลือแล้วแต่ก่อนหน้านั้นเธอคว้ามีดพกจากศพทหารรายหนึ่งเอาไว้ เธอปาดมันไปที่คอของตัวที่เข้ามาใกล้จากนั้นก็เขวี้ยงไปที่อีกตัว ตัวแรกล้มลงทันทีเพราะถูกมีดเฉือนที่หลอดลม ส่วนตัวที่สอง โซลิเนก็มั่นใจว่าจะจัดการมันได้เช่นกัน
แต่พลาด!! มีดที่มั่นใจนักหนาว่าจะฆ่าศัตรูตัวสุดท้าย ทำได้แค่พุ่งเฉียดใบหน้ามันไปเท่านั้น
แม้วิญญาณนักแสดงจะช่วยให้โซลิเนเยือกเย็นและตอบโต้ได้อย่างทันควัน แต่ช่องว่างของประสบการณ์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเติมเต็มได้เพียงแค่ความมั่นใจ ความเป็นจริงคือเธอไม่มีประสบการณ์ขว้างมีดมาก่อน
…กรี๊ดดดด เสร็จกัน ฉากขว้างมีดในเรื่องนั้น เราใช้สตั๊นท์แมนนี่นา…
เจ้าตัวประหลาดที่ได้รอยแผลเฉียวหน้ายิ่งอันตรายกว่าเดิม โซลิเนไม่รู้ภาษาของมันจึงไม่เข้าใจว่าเสียงกี้กี้ที่มันเปล่งออกมามีความหมายเช่นไร แต่เธอแน่ใจว่ามันไม่ใช่เรื่องดีกับเธอแน่
พอไม่ได้อยู่ในบทบาทของนางเอกโซลิเนจึงเพิ่งรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา เธอต้องใช้เวลาอึดใจหนึ่งกว่าจะตั้งหลักได้ แต่เจ้าตัวประหลาดไม่ยอมให้เวลากับเธอ มันกระโจนเข้าใส่พร้อมกับอาวุธที่ทำจากกระดูกแหลมลับจนคมกริบ
เพียงแค่คืบก่อนที่อาวุธของอีกฝ่ายจะเจาะทะลุคอ รองเท้าสีดำข้างหนึ่งก็แทรกเข้ามาระหว่างทั้งสอง อาวุธกระดูกขัดเงากระเด็นหายไปพร้อมกับแขนของเจ้าตัวประหลาด และแทบจะในวินาทีเดียวกันเจ้าของเท้าข้างนั้นก็ส่งร่างส่วนที่เหลือของเจ้ากึ่งมนุษย์ลอยปลิวไปอัดเข้ากับผนังอีกด้าน
ชุดสีดำรัดรูปที่สร้างจากวัสดุพิเศษปกคลุมทั้งร่างทั้งแต่คอลงมา คริสตัลสีแดงสะท้อนแสงแวววับอยู่ในตำแหน่งอกช่วงล่าง ผมบ๊อบสีน้ำตาลอ่อนพริวไหวไปตามกระแสลมที่ก่อตัวขึ้นจากการเคลื่อนไหวด้วยความเร็วเหนือมนุษย์
โซลิเนคุ้นเคยกับชุดแบบนี้ มันคือแบตเทิลสูทที่ถูกใช้โดยหน่วยรบพิเศษที่เรียกกันว่าไซเลนเซอร์
ชื่อของผู้มาใหม่คือฟิลิเซีย ลินด์เซย์
โซลิเนเคยเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายจากข้อมูลที่ถูกส่งให้กับลูกเรือเซคเตอร์โฟร์ทุกคน แต่มันไม่ใช่แค่นั้น เธอเคยพบกับฟิลีเซียก่อนหน้านี้ แม้ว่าอีกฝ่ายอาจจะจำเธอไม่ได้แล้วก็ตาม
“ไม่เป็นอะไรใช่ไหม” ฟิลิเซียถามด้วยใบหน้านิ่ง เธอไม่สนใจจะเช็ดคราบเลือดของตัวประหลาดที่ติดอยู่ข้างแก้มของตนด้วยซ้ำ
“ปลอดภัยดีค่ะ” โซลิเนตอบ เธอกำลังจะอ้าปากขอบคุณและถามไถ่สถานการณ์ในตอนนี้ แต่อีกฝ่ายยกมือขึ้นจุปาก
“หาที่ซ่อน ไม่ก็เกาะกลุ่มกับทุกคนไว้” สิ้นคำฟิลิเซียก็ออกวิ่งนำไป ทิ้งให้โซลิเนยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น
โซลิเนอยากตามไปแต่เธอทำไม่ได้ จิมมียังนอนสลบอยู่ไม่ห่างออกไป เธอเขย่าเพื่อนอยู่ครู่ใหญ่กว่าที่เขาจะได้สติ จากนั้นก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นคร่าว ๆ
“ต้องรีบตามฟิลิเซียไป แถวนี้อันตราย น่าจะยังมีพวกมันอีกเยอะ”
“ตามไซเลนเซอร์ไปนี่นะ” จิมมีส่ายหัวดิก “พวกนั้นไม่เหมือนทหารนะ ต่อให้เราจะถูกฆ่าพวกเค้าก็อาจจะไม่สนด้วยซ้ำ”
“แต่ซ่อนตัว หรือเกาะกลุ่มกับคนที่ไม่ยอมสู้มันแย่ยิ่งกว่านะ” โซลิเนโน้มน้าว
จิมมีได้ฟังแล้วอยากร้องไห้ เขาสงสัยว่าทำไมตัวเองถึงมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เขาไม่ใช่ทหาร ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับใครเลยด้วยซ้ำ เหตุใดโซลิเนถึงคิดว่าเขาจะต่อกรอะไรกับสัตว์ประหลาดแบบนั้นได้
“งั้นนายไปซ่อนตัวก่อน ฉันจะตามไซเลนเซอร์ไป”
“เธอเองก็ต้องซ่อนนะโซลิเน เธอเป็นไอดอล เธอไม่ใช่นักรบ”
“เจ้าพวกนั้นมันฆ่าทุกคนแหละจิมมี มันไม่เลือกหรอกว่าใครสู้หรือยอมแพ้” คำตอบของเธอทำให้เพื่อนร่างโตถึงกับน้ำตาร่วง
สุดท้ายโซลิเนจึงจำใจปล่อยจิมมีไว้ที่นั่นพร้อมกับกำชับอีกครั้งที่เขารีบหาที่ซ่อนตัว ส่วนเธอก็คว้าปืนกระบอกใหม่จากศพทหารอีกรายก่อนที่จะวิ่งไปตามทางที่ฟิลิเซียหายไป
เส้นทางที่ฟิลิเซียมุ่งหน้าไปเต็มไปด้วยศพของทั้งสองฝ่าย ทั้งมนุษย์ที่ถูกสัตว์ประหลาดฆ่า ทั้งเจ้าตัวประหลาดที่น่าจะถูกทหารหรือฟิลิเซียจัดการไป ทางเดินที่เต็มไปด้วยเลือดนั้นดูราวกับเส้นทางที่หลุดมาจากหนังสยองขวัญ
โซลิเนไม่รู้ว่าเธอเลี้ยวผิดไปตรงไหน ในห้องนันทนาการของพลเรือนซีกตะวันออก มีการต่อสู้รุนแรงระหว่างทหารและมนุษย์กิ้งก่า จากชุดรัดรูปสีดำและการเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง โซลิเนรู้ได้ทันทีว่าผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดคือไซเลนเซอร์
เพียงแต่ว่าเขาไม่ใช่ฟิลิเซีย… ชื่อของชายผู้นี้คือไคเลอร์ คลอว์เลย์
เช่นเดียวกับฟิลิเซีย โซลิเนจำข้อมูลเกี่ยวกับเขาได้ ไคเลอร์ผู้นี้จบจากโรงเรียนไซเลนเซอร์ในรุ่นเดียวกับฟิลิเซีย นั่นหมายความว่าเขาควรจะอายุสิบเก้าปีเท่ากับเธอด้วย
ผมสีดำทรงกะลาครอบกระเด้งขึ้นลงตามจังหวะการเคลื่อนไหว ไคเลอร์ปล่อยให้ทหารรับมือกับพวกตัวประหลาดที่มาจากอีกด้าน ในขณะที่เขารับมือกับอีกสิบกว่าตัวตามลำพัง
…คิดยังไงถึงไว้ผมทรงนั้นกันนะ… ไม่ใช่เวลาที่ควรจะคิดแบบนั้น แต่โซลิเนรู้สึกแบบนี้ทุกทีที่เห็นภาพของเขา เธอเสียดายความหล่อที่น่าจะเปล่งประกายได้มากกว่านี้
ไคเลอร์รับมือกับพวกตัวประหลาดได้อย่างสบาย เขาไม่ได้หลบลูกดอกที่หนึ่งในนั้นเป่าใส่ด้วยซ้ำ ลูกดอกอาบยาพิษพุ่งเข้าใส่ที่ใบหน้าของเขาแต่แทบที่จะปักคาอยู่ตรงนั้น มันกลับกระดอนกลับพร้อมกับเสียงดังแก๊งที่เหมือนกับการกระทบเข้ากับโลหะ
เหมือนกับคนดังอย่างโซลิเน ข้อมูลของไคเลอร์เป็นสิ่งที่สามารถสืบค้นได้ไม่ยากจากฐานข้อมูลมากมาย ราศีเกิด อุปนิสัย กรุ๊ปเลือด อาหารที่ชอบและเกลียด หากสนใจที่จะศึกษาสักหน่อยไม่ว่าใครก็เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ไม่ยาก แต่ก็มีอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่ทุกคนจะสืบค้นได้ ตัวอย่างก็คือข้อมูลพลังพิเศษของไคเลอร์นั่นเอง
“ความสามารถอะไรเนี่ย” โซลิเนพึมพำ ไม่ใช่แค่ลูกดอกเท่านั้นที่ทำอะไรไคเลอร์ไม่ได้แม้แต่ปลายก้อย มีด ดาบและข้าวของมีคมที่พวกตัวประหลาดใช้ก็ได้ผลแบบเดียวกัน
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีแต่โซลิเนก็ยังพอมองออก เธอพบว่าทุกครั้งที่ไคเลอร์ถูกโจมตี ผิวของเขาจะเปลี่ยนไปกลายเป็นสีของโลหะ ก่อนที่จะกลับมาเหมือนเดิมทันทีเมื่อวัตถุอันตรายกระเด็นกลับไปแล้ว
ก่อนที่โซลิเนจะฟันธงว่าความสามารถของไคเลอร์คือการทำให้ผิวแข็งขึ้นเหมือนโลหะ ชายหนุ่มก็ทำเรื่องน่าตกใจให้เห็นอีก เขาเปลี่ยนแขนข้างหนึ่งเป็นใบมีดคมกริบ ส่วนแขนอีกข้างก็กลายสภาพไปกลายเป็นโล่หนาม ข้างที่เป็นดาบตัดศัตรูห้าหกตัวขาดเป็นสองท่อนในพริบตา ส่วนโล่ที่มีหนามเหล็กก็ยิงหนามออกมาใส่ตัวที่เหลือ เป็นการต่อสู้สุดพิลึกพิลั่นที่โซลิเนไม่ได้คาดว่าจะได้พบ
สมรภูมิถูกเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โซลิเนถูกทหารหลายคนไล่ให้ไปหลบซ่อน แต่เธอแกล้งทำหูทวนลมและตีเนียนเข้าช่วยพวกเขาสู้อีกแรง ส่วนตัวไคเลอร์เองถึงจะไม่ได้สนับสนุนแต่เขาก็ไม่ได้ออกปากไล่
“ยิงปืนเป็นใช่ไหม ถ้าจะตามมาก็ยืนอยู่แนวหลังแล้วก็ระวังอย่ายิงให้ถูกพวกเดียวกันนะครับ” เป็นประโยคแรกที่เขาพูดกับเธอ
“ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ฉันเคยฝึกมาบ้าง” โซลิเนไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด เธอเคยใช้ปืนจริงเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เอง
โซลิเนตามกลุ่มของไคเลอร์ไปทุกที่ แต่ความเป็นจริงก็คือเธอแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ทหารทุกคนรู้งานดีอยู่แล้วโดยเฉพาะไคเลอร์ที่แข็งแกร่งจนเหมือนไม่ใช่มนุษย์
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดต่อเนื่องยาวนานกว่าสี่ชั่วโมง ในที่สุดความเสียหายก็เริ่มซาลง เจ้ามนุษย์กิ้งก่ายังเหลืออยู่ข้างนอกอีกมากแต่พวกมันก็ไม่ได้บุกเข้ามาเพิ่มแล้ว มันทำให้การกวาดล้างพวกที่ยังตกค้างอยู่เป็นไปโดยสะดวกขึ้น
ไม่มีใครกล้าคิดว่ามันคือชัยชนะ ต่อให้เป็นคนที่ไม่มีความรู้ด้านกลยุทธ์ในการทำศึก พวกเขาต่างก็แน่ใจว่ากลุ่มที่บุกเข้ามาเป็นแค่การชิมลางเท่านั้น พวกมันอาจจะอยากรู้ว่ากำลังของเซคเตอร์โฟร์มีมากน้อยแค่ไหนก่อนที่จะบุกเข้ามาอีกครั้ง
วันที่หนึ่งช่วงเย็นหลังเหตุบุกโจมตี ผู้บาดเจ็บนับหมื่น ผู้เสียชีวิต 2,028 คน
ยังมีผู้รอดชีวิต 73,284 คน