Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 171: ตั้งรกราก
โซลิเนนั่งหมดแรงอยู่ในห้องพักส่วนตัว เธอเหนื่อยจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น แต่สาเหตุที่ยังต้องมาฝืนเอาไว้เพราะว่าเพื่อน ๆ หลายคนได้มารวมตัวกันอยู่ในห้อง จากเรื่องเลวร้ายที่เพิ่งเกิดมันทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะอยู่ตามลำพัง
“นี่ฉันฝันไปใช่ไหม แค่วันเดียว ถูกพวกต่างดาวโจมตี ยานตกลงมาที่ดาวอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็เพิ่งโดนมนุษย์กิ้งก่าเล่นงาน” จิมมีนั่งคอตก ท่าทางของเขาตอนนี้ไม่เหมือนกับจิมมีคนเดิมที่เกรี้ยวกราด ปากคอเราะร้าย ชอบใช้วาจาจิกกัดและเฉือดเฉือนใส่คนอื่นตลอดเวลา
“อลิสันเป็นยังไงบ้าง” แอมเบอร์เอ่ยถาม แต่ไม่มีใครให้คำตอบได้ ทุกคนรู้เพียงว่าอาการอลิสันแย่กว่าที่เห็นจากภายนอก
“มีคนตายไปเยอะเลย เพื่อน ๆ ของเราก็มีหลายคนที่โชคร้าย” ลินดาอีกหนึ่งในเพื่อนสนิทของโซลิเนพูดทั้งน้ำตา ถึงเธอจะไม่ยอมเอ่ยชื่อออกมาแต่หนึ่งในเหยื่อเคราะห์ร้ายนั้นคือแฟนหนุ่มของเธอเอง
แฟนของลินดาเพิ่งขอเธอแต่งงานเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ในงานเลี้ยงวันเกิดของลินดาที่เขาแอบจัดให้ ชายหนุ่มทำเซอร์ไพรส์เธอซ้ำสองด้วยการคุกเข่าขอแต่งงานโดยมีเพื่อน ๆ ของเธอและเขาเป็นประจักษ์พยาน
โซลิเนยอมรับว่าไม่ใช่แค่รู้สึกยินดีด้วย เธอยังรู้สึกอิจฉาลินดาไปด้วยพร้อมกัน ลินดาต้องรู้สึกว่าเธอกำลังจะกลายเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก ส่วนโซลิเนก็รู้สึกแอบเหงานิดหน่อยที่ตนเองยังไม่มีโชคด้านนี้เลย
ใครจะคิดว่าเวลาแห่งความสุขนั้นสั้นจนน่าใจหาย เพียงไม่กี่วันต่อมาเขาจากไปอย่างไม่มีทางหวนคืน โดยไม่มีโอกาสแม้แต่ร่ำลาเป็นครั้งสุดท้าย
จอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่ไม่ได้เปิดไว้ทำงานขึ้นเอง ทำให้ทุกคนในห้องต้องหันไปสนใจ ภาพของชายหญิงกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นกลางจอ และมีสองคนในนั้นที่โซลิเนได้พบแล้วในวันนี้
มันคือแถลงการณ์เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต
“ยังติดต่อกับเซคเตอร์อื่นไม่ได้ หมอนี่ก็เลยกลายเป็นผู้นำแทนท่านผู้บัญชาการโซนาตาสินะ” น้ำเสียงของแอมเบอร์ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก เธอเป็นแฟนคลับของโซนาตาและไม่ค่อยถูกชะตากับหัวหน้าไซเลนเซอร์ในเซคเตอร์นี้
ชื่อผู้นำใหม่คือไซริล รีฟ เช่นเดียวกับฟิลิเซียและไคเลอร์ เขาคือหน่วยรบไซเลนเซอร์และยังมีผู้ที่มียศสูงที่สุดในเซคเซอร์โฟร์แห่งนี้ โซลิเนแน่ใจว่าเขาคือไซเลนเซอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดบนยานลำนี้
ไม่แปลกที่แอมเบอร์ไม่ค่อยถูกชะตากับเขา โซลิเนเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน ไซริลมีบุคลิกที่ไม่น่าไว้วางใจ เขาชอบมองและพูดถึงผู้อื่นด้วยท่าทีเหยียดแบบที่ปิดบังไม่มิด แม้จะดูเป็นคนเก่ง ฉลาด แต่ก็มีกำแพงที่ทำให้รู้สึกไม่อยากเข้าใกล้
บางคนอาจจะคิดว่าลักษณะนิสัยเช่นนี้เป็นนิสัยที่พบได้ทั่วไปในหมู่ไซเลนเซอร์ที่ถูกวางไว้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตระดับสูงกว่ามนุษย์ แต่โซลิเนพบว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น อย่างน้อยที่สุดท่านผู้นั้นที่เธอชื่นชมก็ไม่เคยให้บรรยากาศแบบเดียวกับไซริล
“สัญญาณจากเซคเตอร์อื่นหายไปแต่พวกเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อหลายชั่วโมงก่อนได้มีการปล่อยโดรนสำรวจระยะไกลออกไปแล้ว…”
การพูดฝ่ายเดียวดำเนินต่อไปอย่างยาวนาน แต่ในที่สุดเวลาที่นักข่าวทั้งหลายรอก็มาถึง มันคือช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ทุกคนยกมือถามคำถามได้
“ผมเชื่อว่าตอนนี้ทุกคนอยากทราบเกี่ยวกับการตัดสินใจเปลี่ยนเซคเตอร์โฟร์เป็นโคโลนีครับ พวกเราอยากรู้ว่ามันเป็นการด่วนตัดสินใจเร็วเกินไปหรือไม่ทั้งที่เราเพิ่งถูกโจมตี” นักข่าวถามถึงประเด็นร้อนที่ทุกคนต่างก็ข้องใจ
“พวกเราประเมินแล้วว่ารอต่อไปไม่ได้ เซคเตอร์โฟร์ได้รับความเสียหายร้ายแรงจนไม่สามารถฟื้นฟูได้อย่างสมบูรณ์ ยานสูญเสียความสามารถในการสนับสนุนการยังชีพพื้นฐานสำหรับทุกคน ถ้าเราไม่เปลี่ยนมันเป็นเมืองในเร็ววันนี้พวกเราจะขาดแคลนทั้งอาหารและพลังงาน”
“ทุกท่านน่าจะทราบอยู่แล้วการเปลี่ยนเซคเตอร์โฟร์เป็นเมืองครั้งหนึ่งแล้วจะเปลี่ยนกลับเป็นเรื่องยาก พวกเราอยากแน่ใจว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นสถานที่เหมาะสม”
“โดรนถูกปล่อยออกไปเก็บข้อมูลแล้วแต่พวกเราต้องแข่งกับเวลา ถ้าทุกคนเป็นห่วงเรื่องของสัตว์ประหลาดที่จู่โจมก็ขอบอกเลยว่าไม่ต้องกังวล พวกเราประเมินแล้วว่ามันมีระดับความอันตรายอยู่แค่ระดับสาม ทหารของเราสามารถรับมือได้”
“เอาความมั่นใจมาจากไหน” นักข่าวรายหนึ่งพึมพำด้วยเสียงที่ไม่ค่อย มันทำให้ไซริลชักสีหน้า
“ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย นั่นมันเป็นหน้าที่ของทหาร พวกคุณควรจะสำนึกว่าทหารทุกคนเสียสละแค่ไหนเพื่อปกป้องเซคเตอร์ของเราให้ปลอดภัย ไม่ใช่มาตั้งคำถามไร้สาระแบบนี้กับพวกเรา”
พูดจบผู้นำก็เดินจากไปโดยไม่สนว่ายังมีนักข่าวรอถามคำถามมากมาย การแถลงการณ์จบลงแบบนั้นท่ามกลางความงุงงงของผู้คนทั้งเซคเตอร์โฟร์
“อะไรของหมอนั่นเนี่ย” จิมมีหันไปถามเพื่อน ๆ แน่นอนว่าไม่มีใครตอบได้
“หัวเสียใส่ซะงั้น ตานี่ไม่ไหวแล้วหรือเปล่า” แอมเบอร์รู้สึกเสียดายความหล่อของไซริล ทั้งที่หน้าตาก็ออกจะดี ทำไมถึงกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้นะ
เมื่อทุกอย่างจบลง เพื่อน ๆ ของโซลิเนจึงแยกย้ายกลับไปห้องพักของตนเองเพื่อให้โซลิเนได้มีเวลาพักผ่อน แอมเบอร์ตัดสินใจไปพักอยู่กับลินดาเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายอยู่คนเดียวในช่วงเวลาแบบนี้ ส่วนจิมมีก็ยังคงพยายามหาทางติดต่อกับหน่วยแพทย์อย่างไม่ลดละเพื่อจะได้รู้อาการของอลิสัน
ขณะเดียวกันหุ่นยนต์ซ่อมแซมและวิศวกรของยานทำงานหนักอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พวกเขาช่วยทำให้รอยแยกทั้งหมดถูกปิดลงจนหมดแล้ว ถึงกระนั้นทุกคนก็ยังไม่ไว้ใจว่าการซ่อมเร่งด่วนแบบนี้มันจะหยุดการโจมตีพวกตัวประหลาดได้ไหม
ยิ่งดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงความหวาดกลัวก็ยิ่งแผ่กระจายไปทั่ว ข้อมูลบางส่วนได้ถูกโดรนส่งกลับมาที่ฐานทัพ ตอนนี้พวกเขาแน่ใจแล้วว่าพื้นที่ที่ตนอยู่คือเกาะที่อยู่โดดเดี่ยวกลางทะเล และเป็นถึงแม้จะยังไม่มีประกาศออกมาอยากเป็นทางการแต่ก็มีข่าวลือรั่วไหลออกมา… ดาวดวงนี้มีมนุษย์
โซลิเนหลับฝันถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ในความฝันเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปย้อนกลับมาอีกครั้ง เซคเตอร์โฟร์ตกลงมา ผู้คนมากมายบาดเจ็บล้มตาย ไม่ว่ามองไปทางไหนก็มีแต่ร่างของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
แล้วพวกมันก็ปรากฏตัวขึ้นอีก เจ้าสิ่งมีชีวิตกึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์เลื้อยคลาน พวกมันทะลวงเข้ามาในยานจากทุกทาง โซลิเนพยายามช่วยทหารหยุดมัน แต่เธอไม่ได้มีกำลังจะทำอะไรได้
พวกมันจับตัวเธอไว้ได้ และขณะที่กำลังจะถูกฉีกทึ้งทั้งเป็น หญิงสาวก็สะดุ้งตื่น
เสียงสัญญาณเตือนภัยยังดังก้อง ตอนแรกโซลิเนคิดว่าเธอยังไม่ตื่นจากฝัน แต่เมื่อตั้งสติสักพักเธอก็พบว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้น เธอตื่นแล้ว และเสียงสัญญาณนี้เป็นของจริง
ประตูถูกเปิดออกอัตโนมัติเมื่อ ลินดา จิมมี และแอมเบอร์ เพื่อน ๆ ที่โซลิเนอนุญาตให้เข้าห้องส่วนตัวของเธอได้มาถึง พวกเขาพูดแข่งกันจนโซลิเนเกือบจะฟังไม่รู้เรื่อง
“แก… มันมาอีกแล้ว มันมาอีกแล้ว” จิมมีร้องไห้ เขาพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ เหมือนสติหลุด ผู้ชายคนเดียวในกลุ่มดูจะพึ่งพาอะไรไม่ได้เลย
“เจ้าพวกชาลูมันกำลังเจาะเข้ามาในยาน ตอนนี้ทหารกำลังออกไปจัดการกับมันอยู่” แอมเบอร์อธิบายด้วยความรวดเร็ว
“ชาลู! กำลังเจาะเข้ามา” อดีตไอดอลขมวดคิ้ว
“ยังไม่ได้ข่าวสินะ เจ้าพวกนั้นคนพื้นเมืองที่นี่เขาเรียกว่าชาลู” ลินดาว่า
“คนพื้นเมืองหมายถึงมนุษย์เหรอ ดาวดวงนี้ไม่ได้มีแต่พวกชาลูอะไรนั่นสินะ” โซลิเนรู้สึกแค่ตื่นสายนิดเดียวเธอตกข่าวไปซะหลายเรื่อง
“ยังไม่เจอตัวหรอก แต่โดรนที่ส่งไปเก็บข้อมูลเจอบันทึกของมนุษย์ที่เคยอาศัยอยู่บนเกาะนี้”
“ไม่ใช่เวลาจะมาพูดเรื่องนั้นแล้วนะ” จิมมีประท้วง “เจ้าพวกนั้นมาอีกแล้ว พวกเราต้องซ่อนตัวเดี๋ยวนี้เลย”
“ใจเย็นก่อน พวกนั้นยังบุกเข้ามาไม่ได้ไม่ใช่เหรอ” โซลิเนพยายามปลอบ
ทุกคนตัดสินใจรออย่างเงียบ ๆ ในห้องของโซลิเน ต่างคนต่างจับมือกันบ้าง กอดกันบ้างเพื่อให้กำลังใจ จอมอนิเตอร์รายงานสถานการณ์อยู่เป็นระยะ มีทั้งภาพของยานที่กำลังถูกชาลูใช้เครื่องมือบางอย่างเจาะจากด้านนอก ภาพของทหารที่ถูกส่งออกไปกวาดล้างโดยมีไซเลนเซอร์ทั้งหกเป็นผู้นำ
ไซริล ไคเลอร์ และฟิลิเซียแสดงฝีมืออย่างเหนือชั้น ทั้งสามแข็งแกร่งเหนือมนุษย์แม้ว่าจะไม่พึ่งพาพลังพิเศษ ส่วนอีกสามแม้จะไม่ได้แสดงผลงานให้เห็นในรายงานข่าว แต่ทุกคนบนเซคเตอร์โฟร์รู้ดีว่าพวกเขาเป็นสัตว์ประหลาดยิ่งกว่าพวกชาลูเป็นเสียอีก
“บางทีเจ้าพวกชาลูนี่อาจจะไม่ได้น่ากลัวอะไรนัก” ลินดาปลอบใจจิมมี
…หวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะ… โซลิเนหวั่นใจว่าปัญหามันเพิ่งจะเริ่ม
การจัดการกับชาลูที่โจมตียานในเช้าวันนั้นจบลงด้วยดี แม้ครั้งนี้จะไม่มีทหารเสียชีวิตแม้แต่คนเดียวแต่ก็ไม่สามารถหยุดความหวาดกลัวของผู้คนได้ ผู้คนเริ่มพูดคุยถกเถียงกันเกี่ยวกับประเด็นของการปักหลักสร้างเมืองอยู่ที่เกาะนี้
ไซริลไม่ได้สนใจเสียงทัดทาน ทั้งที่ไม่รู้ว่าชาลูจะบุกโจมตีมาอีกเมื่อไหร่แต่เขาก็ออกคำสั่งออกไป เซคเตอร์โฟร์ยึดตัวเองลงกับพื้น จากนั้นเพียงแค่ไม่กี่อึดใจยานทั้งลำก็ถูกเปลี่ยนสภาพกลายเป็นเมือง
เป็นการตัดสินใจที่บ้าบิ่นแต่มันก็ไม่มีทางย้อนกลับแล้ว โซลิเนและเพื่อน ๆ ของเธอได้แต่ขอให้การตัดสินใจของไซริลถูกต้อง ไม่เช่นนั้นไม่เพียงแค่ชีวิตของเขาแต่คนอีกร่วมเจ็ดหมื่นชีวิตอาจจะต้องพบกับจุดจบไปด้วย