Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 172: ไซเลนเซอร์ปะทะชาลู
โซลิเนหยุดยืนอยู่ด้านหน้าของอาคารประหลาดที่มองผิวเผินเหมือนไม่มีทางเข้าออก ในเมืองแห่งนี้มีสถานที่หลายแห่งที่มีหน้าตาแบบเดียวกันมันจึงถูกมองข้ามไป แต่โซลิเนแน่ใจว่าที่นี่ต่างออกไป
กำแพงเรียบ ๆ เปิดออกเผยให้เห็นแสงสว่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังประตูลับ จากนั้นสองเท้าของหญิงสาวก้าวผ่านประตูเข้าไปด้วยความมุ่งมั่น
“ยินดีต้อนรับสู่เดอะคอลเลคชัน” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังของประตู
หลายวันก่อนหน้านั้น…
เมืองใหม่ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบ ห้องจำนวนหลายร้อยหลายพันห้องของเซคเตอร์โฟร์กลายสภาพเป็นอาคารถาวรสำหรับเมืองที่ยังไม่มีชื่อ ถนนหนทาง สาธารณูปโภค โรงงานต่าง ๆ หรือแม้แต่บ้านเรือนก็ถูกปลูกสร้างเสร็จในทันทีที่ยานได้รับคำสั่งให้กลายสภาพ
เมื่อมีเมือง ปัญหาหลาย ๆ อย่างก็คลี่คลายลง โรงงานไฟฟ้าที่ดึงพลังงานมาจากใต้ดวงดาวกำลังขุดลึกลงไปในผืนดินและเมื่อได้ความลึกเพียงพอแล้วมันก็จะได้รับพลังงานมากพอที่จะหล่อเลี้ยงให้กับเมืองทั้งเมือง โรงงานผลิตอาหารเองก็เป็นส่วนสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ พวกเขามีวิธีการสังเคราะห์โปรตีนขึ้นมาจากอากาศ รวมถึงการเปลี่ยนวัตดุดิบตั้งต้นทั้งหลายให้กลายเป็นอาหารสารพัดชนิด
ปัญหาหนึ่งคลี่คลายไป แต่ปัญหาใหม่ก็ตามมาอีกมาก ตอนนี้พวกเขาไม่มีการป้องกันแบบที่เคยมีแล้ว ส่วนที่เคยเป็นผนังของยานหายไปและกลายเป็นแค่กำแพงเมืองที่ไม่น่าจะใช้ประโยชน์อะไรได้มาก ยิ่งพื้นที่ของเมืองใหญ่เท่าไหร่การคุ้มกันไม่ให้พวกชาลูโจมตีก็ยิ่งยากลำบากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ทุกคนต่างได้รับมอบหมายหน้าที่ สำหรับโซลิเน เธอได้รับคำขอจากทางการให้ทำหน้าที่ที่เธอถนัดมาตลอด นั่นคือเป็นกระบอกเสียงให้กับทางการและช่วยลดความตึงเครียดของผู้คนในภาวะล่อแหลมแบบนี้
แน่นอนว่าโซลิเนเต็มใจรับหน้าที่นี้อยู่แล้ว เธอไปปรากฏตัวในรายการพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อไว้อาลัยให้กับผู้สูญเสีย รวมถึงให้กำลังใจผู้คนที่ยังเสียขวัญอยู่
โซลิเนไม่รู้ว่ามันช่วยให้กำลังใจได้มากน้อยแค่ไหน แต่การร้องเพลงมันคือทุกอย่างที่ผู้ที่มีฉายาเจ้าหญิงแห่งเสียงเพลงทำได้ในตอนนี้ และเธอก็ทำอย่างตั้งใจที่สุด
ทุกคนรู้ว่าพวกชาลูจะกลับมา แต่พวกเขาส่วนใหญ่เชื่อว่าน่าจะมีเวลาเตรียมตัวอีกสักนิด โชคร้ายที่มันไม่เป็นแบบนั้น ในวันที่สามพวกชาลูก็เปิดฉากโจมตีอีกครั้ง
การบุกรุกในครั้งนี้แตกต่างจากสองครั้งแรกแทนที่จะเล่นงานมนุษย์ที่ตอบโต้ได้ เป้าหมายของชาลูเปลี่ยนไปเป็นคลังเก็บอาหารที่ไม่เพียงแค่มีอาหารเดิมของเซคเตอร์โฟร์มันยังเต็มไปด้วยวัตถุดิบใหม่ ๆ ที่เพิ่งถูกแปรรูป
ทหารและพวกไซเลนเซอร์มาถึงที่เกิดเหตุแทบจะในทันที แต่พวกเขาไม่สามารถหยุดกองทัพที่โหมเข้ามาเหมือนสายน้ำ คลังเก็บอาหารถูกทำลายในเวลาไม่กี่นาที อาหารบางส่วนถูกทำลายไปในระหว่างการปะทะและที่เหลือก็ถูกขโมยไปต่อหน้าต่อตา
ฝ่ายมนุษย์สูญเสียไปเพียงแค่สี่สิบสองชีวิต ส่วนพวกชาลูนั้นประเมินว่าล้มตายไปหลายพันตัว หากนับแค่จำนวนอาจจะคิดได้ว่าพวกเขาทำได้ดีที่สุดแล้ว แต่มันห่างไกลจากคำว่าชัยชนะ เหตุการณ์นี้ทำให้พวกเขาต้องสูญเสียอาหารที่สะสมไว้จนเกือบหมด
ในวันเดียวกันนั้น ไซริลออกมาแถลงการณ์ที่ไม่ได้ช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลยสักนิด
“เรายอมรับว่าประเมินระดับอันตรายชาลูต่ำไป สิ่งมีชีวิตชนิดนี้แม้จะอ่อนแอ แต่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้สามารถเล่นงานเราโดยไม่ได้สนใจชีวิตของตนเองเลยสักนิด” ฟิลิเซียเป็นฝ่ายมาขอโทษประชาชน ทั้งที่เธอเองก็ไม่เห็นด้วยกับไซริลให้เปลี่ยนเซคเตอร์โฟร์เป็นเมือง
“เรื่องอาหารที่เสียหายไป ทางผู้รับผิดชอบจะเร่งผลิตเพื่อมาทดแทนอย่างเต็มที่ ขอให้ทุกคนวางใจได้ว่าจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนอย่างแน่นอน” ไซริลย้ำ
เขาชี้ไปที่นักข่าวคนหนึ่งที่ยกมือขึ้น
“โรงงานผลิตเองก็ได้รับความเสียหาย แม้แต่สารตั้งต้นสำหรับแปรรูปเป็นอาหารเองก็ถูกทำลายในการโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่เหรอครับ” นักข่าวรายหนึ่งถาม
“โรงงานได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนสารตั้งต้นเองในการผลิตก็เสียหายไปเพียงเล็กน้อย อย่าไปเชื่อข่าวโคมลอยให้มาก”
“แล้วเรื่องเกี่ยวกับโดรนสำรวจที่มีข่าวว่าส่วนใหญ่ถูกทำลายไปแล้วล่ะครับ” นักข่าวอีกคนถาม
“เอาข่าวที่ไหนมา โดรนทั้งหมดยังอยู่ครบถ้วนและยังส่งข้อมูลกลับมาอย่างต่อเนื่อง” เสียงของไซริลเกือบจะเป็นการตะคอกใส่ มันทำให้ไม่มีนักข่าวคนไหนกล้าถามอีก
แล้วการแถลงข่าวประจำวันก็จบลง…
“นี่มันวิกฤติแล้วใช่ไหม” แอมเบอร์หันไปขอความเห็นจากเพื่อน ๆ โดยหวังจะได้ฟังคำพูดที่ทำอุ่นใจขึ้นแต่ทุกคนคิดไม่ต่างกัน นี่มันต้องแย่แน่
วันที่สามช่วงเช้า โรงงานผลิตอาหารและโกดังอาหารได้รับความเสียหาย อาหารส่วนใหญ่ถูกขโมยไป ผู้เสียชีวิต 42 คน
ยังมีผู้รอดชีวิต 73,242 คน
บางครั้งมนุษย์ก็พยายามแก้ไขข้อผิดพลาดด้วยการก่อข้อผิดพลาดร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม ไซริลเข้าใจดีว่าชาวเมืองกำลังเสียความเชื่อมั่นในตัวเขาและกองทัพ และหนทางที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาคือการจัดการกับพวกชาลูให้หมดสิ้น
ในตอนแรกเขาก็แค่อยากสำรวจพื้นที่รอบ ๆ เมืองแทนหน้าที่ของโดรนเกือบทั้งหมดที่ถูกพวกชาลูดักทำลายไป รวมไปถึงเป็นการขยายพื้นที่ปลอดภัยรอบ ๆ เมืองให้กว้างขึ้น แต่ว่าการทำเช่นนั้นมันเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะถูกพวกชาลูมองว่าเป็นการคุกคาม
คืนของวันที่สาม ปฏิบัติการลับของไซริลเริ่มขึ้น ไซเลนเซอร์ทั้งหกและทหารหน่วยละสองร้อยนายเคลื่อนกำลังออกจากเมืองอย่างเงียบงัน
ในตอนแรกมันดูง่ายดาย ชาลูที่อยู่ใกล้เมืองก็มีจำนวนเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น
กลุ่มของฟิลิเซียคือกลุ่มแรกที่เกิดการปะทะ มีเพียงแค่ชาลูที่ใช้หอกเป็นอาวุธ แต่เพียงเริ่มการต่อสู้ไปได้ไม่นานเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ทหารคนหลายคนถูกย่างสดด้วยการโจมตีที่ไม่ปรากฏชัด
“ไฟ มันใช้ไฟได้” ทหารหลายรายกรีดร้อง
“ไม่ใช่แค่ไฟ มันใช้ความเย็น…” ยังไม่จบประโยคดี อีกหลายคนก็ถูกแช่แข็งจนเสียชีวิต
“เจ้าพวกนี้ใช้เวทมนตร์ได้” ฟิลิเซียพึมพำพร้อมกับกระชากร่างของทหารคนหนึ่งที่เกือบถูกยิงบางอย่างใส่หน้า เมื่อสังเกตให้ดีก็พบว่าชาลูที่อยู่วงนอกหลายตัวไม่เหมือนกับพวกที่เคยเห็นก่อนหน้านี้
ชาลูตัวหนึ่งเขียนหน้าเขียนตาด้วยสี ชุดของเจ้าตัวนี้ไม่ได้เกือบเปลือยเหมือนกับชาลูตัวอื่น มันถูกทอขึ้นและตัดเย็บอย่างประณีต มือของมันก็ไม่ได้ถือหอก มีด หรือ กระดูกขัดเงาแต่กลับเป็นไม้เท้าแทน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชาลูตนนั้นคือจอมเวท นาทีเดียวกับที่มันจู่โจม ตัวที่แต่งตัวแบบเดียวกันเขวี้ยงลูกไฟบ้าง น้ำแข็งบ้างออกมาด้วย
ฟิลิเซียประเมินแล้วก็แน่ใจว่าเธอไม่สามารถดูแลชีวิตของลูกน้องทั้งหมดได้ มันยังไม่ใช่ศึกที่ควรจะสู้จนแตกหัก เธอตัดสินใจใช้พลังพิเศษของเธอติดต่อกับไซเลนเซอร์อีกห้าคนพร้อมกับแสดงภาพให้เห็นสถานการณ์ที่เผชิญอยู่
“ก็แค่พวกมันบางตัวใช้เวทมนตร์ได้” หนึ่งในนั้นตอบกลับมา
“ไซเลนเซอร์อย่างพวกเราไม่มีปัญหาหรอก แต่พวกทหาร…” ไคเลอร์ก็ตอบกลับด้วย แต่ดูเหมือนเสียงของเขาจะไม่ค่อยมีใครใส่ใจ
“จัดการพวกมันให้หมด อย่างน้อยต้องไม่ให้พวกมันกล้าใกล้เขตเมืองได้อีก” ไซริลไม่สนใจเสียงทักท้วง เขายืนกรานให้สู้ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันจะต้องนองเลือด
ทางทิศเหนือ คือทิศของไนเจล ทาวเวอร์ ผู้เป็นไซเลนเซอร์สายตรวจจับ ความสามารถของเขาคือการตรวจจับทุกอย่างในระยะราวสามสิบเมตร ไม่ว่าจะมิติ น้ำหนัก รสชาติ ไนเจลสามารถรับรู้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างได้ราวกับเข้าไปสัมผัสด้วยตนเอง
พลังของไนเจลสามารถขยายขอบเขตออกไปได้หากเขาเพ่งสมาธิควบคุมมัน เขาเคยใช้พลังนี้เพื่อตรวจสอบภายในเมืองมาแล้วแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้มันเมื่อออกมาอยู่ภายนอก
ไนเจลพบว่าพวกชาลูมีมากกว่าที่มองเห็นด้วยตาเปล่า พวกมันส่วนหนึ่งขุดรูและซ่อนตัวเอาไว้ในสภาพที่คล้ายกับการจำศีล นี่คือวิธีเอาตัวรอดของพวกมันในสภาวะที่ขาดแคลนอาหารแบบตอนนี้
พวกชาลูไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนั้นอีกต่อไป ในเมื่อเหยื่อมาเยือนจนถึงที่ ก็ได้เวลาที่พวกมันจะตื่นขึ้นมาแล้ว
“พวกมันมีมากกว่าที่คิด เฉพาะเท่าที่ตรวจจับได้ก็เป็นหมื่นแล้ว”
ไนเจลส่งข้อมูลที่เขาสัมผัสได้ผ่านพลังของฟิลิเซีย พลังที่ชื่อไซคิกเน็ตเวิร์กของหญิงสาว ไม่เพียงทำให้ทุกคนสามารถสื่อสารกันได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์สื่อสาร มันยังส่งภาพหรือประสบการณ์ที่คนใดคนหนึ่งเห็นไปให้กับทุกคนในเน็ตเวิร์กได้ ในกรณีนี้มันคือ จำนวนชาลูหนึ่งหมื่นสองพันแปดร้อยสิบสี่ตัวที่ไนเจลตรวจพบ
แน่นอนว่ามันมีมากกว่านั้น มีอีกนับไม่ถ้วนที่ไกลเกินระยะที่ไนเจลมองเห็น
ชาลูตัวยักษ์ตัวหนึ่งผุดขึ้นมาจากพื้นพร้อมกับลากตะบองใหญ่เท่ากับต้นเมเปิ้ลอายุหลายร้อยปีติดมือมาด้วย มันเหวี่ยงตะบองใส่ไนเจลในทันทีที่มองเห็น
เจ้าชาลูยักษ์มีรูปร่างคล้ายกับพวกโทรลในนิทานปรัมปรา แต่มันไม่ได้งี่เง่าไร้หัวคิด เพียงไม่กี่วินาทีมันก็วิเคราะห์แล้วพบว่าตัวอันตรายที่สุดในกลุ่มนั้นคือไซเลนเซอร์อย่างไนเจล มันจึงหยั่งเชิงด้วยการโจมตีเขาก่อนใครเพื่อน
ไนเจลกระโดดหลบตะบองได้ แต่ทหารอีกหลายคนไม่ได้มีประสาทสัมผัสเหนือมนุษย์แบบเขา เกือบสิบชีวิตตายคาที่ในการโจมตีแรก
ความน่ากลัวคือการโจมตีครั้งถัดมามาแบบไม่ได้ให้พักหายใจ ซ้ำยังเร็วขึ้นกว่าตอนแรกเท่าตัว ชาลูยักษ์กำลังประเมินความสามารถของไนเจลอยู่
ฝ่ายเขาเองก็ยังไม่ได้ทุ่มสุดตัวเช่นกัน ไนเจลแปลกใจที่ชาลูมีรูปร่างหลากหลายกว่าที่คิด โดยเฉพาะเจ้าตัวยักษ์ตัวนี้ดูราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตคนละสายพันธุ์ พลังตรวจจับของเขาทำให้มองทะลุไปได้ถึงกล้ามเนื้อ กระดูกและเส้นประสาท ร่างกายใหญ่ยักษ์นั้นแทบไม่มีไขมัน มันคือกล้ามเนื้อเดินได้ดี ๆ นี่เอง
รวดเร็วและทรงพลัง เจ้าตัวประหลาดเมื่อเห็นความแข็งแกร่งของไนเจล มันก็ไม่ได้ยั้งมืออีก มันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วระดับที่สายตามนุษย์เกือบมองไม่ทัน ตะบองยักษ์กวาดเอาร่างทหารโชคร้ายไปอีกหลายคน
ชายหนุ่มพยายามหยุดตะบองเอาไว้ เขาคว้าได้สำเร็จ และยังสามารถแย่งมาจากมือของร่างยักษ์ได้ด้วย จากนั้นก็เป็นการเอาคืนอย่างสาสม
สำหรับไซเลนเซอร์ด้วยกันเขาไม่ใช่คนที่มีเรี่ยวแรงมาก พลังพิเศษของเขาก็ไม่เหมาะสำหรับการสู้รบเลยสักนิด แต่แม้จะไม่ใช่สายต่อสู้ ไซเลนเซอร์ก็ยังคงเป็นไซเลนเซอร์ การเหวี่ยงตะบองที่มีขนาดเท่ากับต้นไม้อายุหลายร้อยปีเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับเขา
เจ้าร่างยักษ์ถูกโต้กลับ ตะบองของมันเองถูกกระหน่ำใส่ตัวมันจนน่วม ตอนนั้นเองที่เงาขนาดยักษ์อีกสามตัวเข้ามาเสริม
ไนเจลเห็นทุกอย่างชัดเจน เขารู้ตั้งแต่วินาทีที่เจ้าชาลูยักษ์เข้ามาในระยะแล้ว การหลบพวกมันและโต้กลับจึงไม่ใช่ปัญหา สิ่งที่เดียวที่ไนเจลหนักใจคือลูกน้องทั้งสองร้อยคนเหลืออยู่เพียงแค่หลักสิบต้น ๆ เท่านั้น
ตายไปร้อยห้าสิบเจ็ด เจ็บหนักยี่สิบสอง บาดเจ็บเล็กน้อยเกือบทุกคน
พลังตรวจจับทำให้เขารู้สถานการณ์ได้อย่างชัดเจน มันจับได้ถึงขั้นการหลั่งของฮอร์โมนต่าง ๆ เช่นเอพิเนฟรีนหรือคอร์ติซอล ฮอร์โมนที่มาพร้อมกับโกรธและความเครียด ซึ่งกำลังบอกว่าทหารของเขาใกล้จะจนตรอกเต็มทน
เป็นสิ่งที่ไคเลอร์กับฟิลิเซียเตือนไซริลอยู่เสมอ พวกชาลูอาจจะไม่ใช่ศัตรูที่เล่นงานไซเลนเซอร์ได้ แต่การทำให้พวกเขาตกที่นั่งลำบากแค่การเล่นงานพลทหารหรือชาวเมืองมันก็ได้ผลเกินพอแล้ว