Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 173: ราคาที่จำเป็นต้องจ่าย
ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ไคเลอร์กำลังรับมือกับชาลูตัวใหญ่อยู่เช่นกัน ที่แย่กว่าคือทางเขามีชาลูที่ทำหน้าที่เหมือนเนโครแมนเซอร์อยู่ด้วย
ชาลูพวกนี้สวมชุดคลุมสีดำ มันโห่ร้องเต้นรำเป็นวงกลม ถ้าสิ่งที่ทำเป็นแค่สร้างมลพิษทางสายตาและมลพิษทางเสียง ไคเลอร์ก็คงจะไม่กลัดกลุ้มอยู่แบบนี้
มันคือพิธีกรรมคืนชีพ!
ชาลูที่ล้มไปแล้วกำลังลุกขึ้นมา ร่างกายที่ถูกทำลายจนเหลือแค่เศษซากกำลังได้รับการฟื้นฟูสภาพด้วยความเร็วสูง และทันทีที่พวกมันได้สติกลับมา ชาลูเหล่านี้ก็พร้อมที่จะสู้ทันที
ทหารของจักรวรรดิไม่ใช่เหยื่อให้เคี้ยวได้โดยง่าย ในบรรดาสมาชิกทั้งสองร้อยที่ไคเลอร์มาพามีทั้งทหารราบที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดี ทหารที่เข้ารับการดัดแปลงร่างกายโดยตระกูลดิอาลโน ทหารไซบอร์กกึ่งเครื่องจักร รวมทั้งหน่วยรบพลังจิตที่ว่ากันว่าเป็นรองเพียงแค่ไซเลนเซอร์
ที่เหนือกว่าคนเหล่านั้นก็คือไคเลอร์ ในแง่การรบแล้วเขาคือเครื่องจักรสังหารดี ๆ นี่เอง เขาเปลี่ยนแขนทั้งสองข้างให้กลายเป็นดาบคมกริบ ไม่ว่าจะวิ่งผ่าน กระโดดหมุนตัว หรือไถลไปกับพื้น ทุกการเคลื่อนไหวของเขาจะสามารถหั่นชาลูทั้งกลุ่มให้กลายเป็นหลายท่อน
การโจมตีของศัตรูส่วนใหญ่ไม่สามารถทำอันตรายร่างโลหะของไคเลอร์ได้ อาวุธทั่วไปของอีกฝ่ายไม่มีประสิทธิภาพพอ แม้แต่เวทมนตร์โจมตีเองก็ยังเป็นระดับที่ต่ำจนไม่เป็นปัญหา สิ่งเดียวที่หนักหน่วงพอจะทำให้ไคเลอร์สะดุ้งสะเทือนได้มีเพียงแค่ตะบองอันเท่าเสาใหญ่ในมือชาลูยักษ์
เขาหลบได้เป็นส่วนใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้นยังสังหารชาลูยักษ์ไปได้หลายตัวด้วยซ้ำ แต่เมื่ออีกฝ่ายถูกคืนชีพกลับมาหลังจากที่เพิ่งจัดการไป ในที่สุดไคเลอร์ก็พลาด ตะบองยักษ์หวดเข้าที่ใบหน้าของเขาพอดี
ศีรษะแตกกระจายไป เหลือเพียงแค่ร่างตั้งแต่คอลงมา ร่างไร้หัวยืนนิ่งเหมือนยังไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น
ทหารที่อยู่ใกล้ไม่ได้แตกตื่นตกใจ พวกเขาเคยเห็นเหตุการณ์คล้ายกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หากสังเกตให้ดีทุกคนก็จะพบว่าหัวที่แตกออกนั้นผิดปกติ ที่กระจายออกไปทั่วไม่ใช่เลือด เศษกระดูก หรือมันสมอง แต่เป็นของเหลวสีเงินที่คล้ายปรอท
ของเหลวที่เคยเป็นศีรษะมนุษย์เคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิต มันเคลื่อนที่มารวมกันโดยมีร่างของไคเลอร์เป็นศูนย์กลาง แต่ละหยดของเหลวไต่ขึ้นไปบนร่างของไคเลอร์และก่อตัวขึ้นรูปทรงของหัวมนุษย์
หัวโลหะกลับมาสีสันและพื้นผิวแบบที่เนื้อหนังและองค์ประกอบต่าง ๆ ของศีรษะมนุษย์ควรจะมี ไคเลอร์กลับมาอีกครั้งในสภาพที่ไร้รอยขีดข่วน
ชาลูยักษ์รุมโจมตีอีก ตะบองใหญ่ถูกหวดเฉียดไปเฉียดมาอย่างน่าหวาดเสียว ไคเลอร์พยายามไม่ให้ชุดของเขาได้รับความเสียหายเพราะว่ามันไม่ได้กลายเป็นของเหลวหรือรวมตัวกันใหม่ได้เหมือนกับร่างของเขา
“ทางนี้ต้านไว้ไม่ไหว ขอคำสั่งถอนกำลังครับ” ไคเลอร์ติดต่อไปที่ไซริลผ่านไซคิกเน็ตเวิร์ก เขาส่งภาพไปให้อีกฝ่ายเพื่อยืนยันให้เห็นว่าทหารกำลังถูกฆ่า
“ยังไหวไม่ใช่เหรอ จะกลับก็ควรกำจัดพวกมันให้หมดก่อน”
“ผมน่ะยังไหว แต่ขืนสู้ต่อ ทหาร…”
“เลิกไร้สาระได้แล้ว ฆ่าพวกมันให้หมดซะ” แล้วไซริลก็ตัดการสื่อสารลง
เหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นกับทุกกลุ่มที่กระจายกันออกไป เวนดี โรเชสเตอร์จากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ฟิลิเซีย ลินด์เซย์ทางทิศใต้ เอรอน เลนนิคซ์ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และสุดท้ายคือไซริล รีฟทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ว่าจะทิศไหนสถานการณ์ของพวกเขาก็ไม่ได้แตกต่างกัน ไซเลนเซอร์เป็นเพียงตัวหมากเดียวที่ไร้พ่ายแต่ลูกน้องของพวกเขากำลังล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
ฟิลิเซียและไคเลอร์ไม่สามารถนิ่งเฉยปล่อยให้ลูกน้องทั้งหมดของตนตายไป ทั้งคู่ต่างก็ฝ่าฝืนคำสั่งของไซริล ไม่เพียงออกคำสั่งแค่ให้ทหารในหน่วยของตนล่าถอย ทั้งคู่ยังอยู่รั้งท้ายเพื่อให้แน่ใจว่าชาลูจะไม่ไล่ตามพวกเขาไป
แต่เวนดีและเอรอนนั้นต่างออกไป ทั้งคู่โน้มเอียงไปทางไซริลมากกว่า พวกเขาตัดสินใจกวาดล้างชาลูให้หมดแม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตทุกคนในหน่วยของตน
เวนดีถูกโจมตีกระหนาบโดยชาลูผู้ใช้เวท และพวกที่โดดเด่นของกลุ่มนี้คือชาลูสวมเกราะอัศวิน ชาลูตนนี้มีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับมนุษย์ ทั้งดาบ เกราะ และโล่ที่มันใช้ก็มีขนาดไม่ต่างจากอุปกรณ์ที่มนุษย์ใช้ เวนดีเชื่อว่าข้าวของพวกนี้อาจจะเป็นอาวุธเดิมของคนในดินแดนนี้
ชาลูอัศวินมีวิธีการต่อสู้ต่างออกไป เวนดีรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังสู้กับมนุษย์ โล่ถูกใช้เพื่อปัดป้องและผลักศัตรูออกไป ดาบถูกกวัดแกว่งไปมาอย่างมีแบบแผน มันไม่ใช่การต่อสู้อย่างมั่วซั่วแต่คล้ายกับคนที่ผ่านมาเคี่ยวกรำฝีมือมาเป็นอย่างดี
ความจริงก็คือชาลูอัศวินตนนี้ไม่เคยฝึกฝนวิชาใด ๆ มาก่อน อายุของมันมีเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น วิชาที่มันใช้ได้มาจากความทรงจำที่หลงเหลือของมนุษย์ที่ตกเป็นเหยื่อของมัน
เวนดีเห็นแบบนั้นก็ยกยิ้มชั่วร้ายขึ้น เธอดีดนิ้วและเอ่ยชื่อพลังพิเศษของตนขึ้น
“เมจิคัลเดรสอัพ”
แสงสีขาวนวลห่อหุ้มร่างของเธอ พริบตาต่อมาแสงนั้นก็อ่อนลงเผยให้เห็นชุดเกราะสีเงินเป็นเงางาม บัดนี้เวนดีได้อยู่ในชุดเกราะแบบเดียวกับที่ชาลูอัศวินสวมใส่แล้ว
“ชุดเกราะอัศวินแห่งโอรินอส ตอนนี้ข้าคืออัศวินผู้ทรงเกียรติ” เวนดีพึมพำ
พลังพิเศษทำให้เธอกลายเป็นนักรบในชุดเกราะไปแล้ว แต่มันไม่ได้มาพร้อมกับอาวุธหรือโล่เหมือนที่ชาลูอัศวินใช้ เวนดีจึงจำเป็นต้องแย่งดาบจากชาลูตัวหนึ่งมาใช้แทน
ดาบของทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือด มันไม่ใช่การฟันใส่กันอย่างมั่วซั่ว ทั้งคู่เคลื่อนไหวและกวัดแกว่งอาวุธไปมาอย่างผู้เชี่ยวชาญ
เวนดีไม่ได้เพียงแค่ได้เปรียบด้านความเร็วและพลังที่ได้มาจากการดัดแปลงจนเหนือมนุษย์ ด้านทักษะดาบเธอก็เหนือกว่า ชาลูอัศวินมีฝีมือเชิงดาบเทียบเท่ากับนักดาบชั้นแนวหน้าของประเทศนี้ แต่พลังของเวนดีทำให้เธอได้สิ่งที่สูงเหนือกว่านั้นอีกหลายขั้น
เวนดีสามารถเปลี่ยนชุดเป็นชุดแบบใดก็ได้ และความน่ากลัวก็คือเธอสามารถดึงทักษะขั้นสุดยอดของแต่ละอาชีพมาใช้ได้อย่างอิสระ หากเธอแต่งตัวเป็นอัศวิน ทักษะอัศวินของเธอก็จะกลายเป็นทักษะขั้นสูงสุดของสายอัศวิน หากเธอแต่งตัวเป็นจอมเวท เธอก็จะกลายเป็นผู้ใช้เวทที่หาคนเทียบเคียงได้ยาก
หลังจากตัดชาลูอัศวินเป็นชิ้น ๆ เวนดีก็เปลี่ยนชุดไปมาอีกหลายครั้ง ชุดนักผจญภัย ชุดฆาตกรโรคจิต ชุดสาวเมด หลายชุดไม่ได้เกี่ยวข้องกับทักษะในการรบ เธอก็แค่สนุกกับการเปลี่ยนพลังและบุคลิกของตนเองไปมา สิ่งที่ไม่แตกต่างกันก็คือ ไม่ว่าจะชุดไหน นิสัยเปลี่ยนไปแบบใด เวนดีก็ยังเป็นอสูรสงครามที่แทบจะไร้เทียมทาน
ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เอรอน เลนนิคซ์ยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางซากศพของชาลูและเหล่าลูกน้องของเขา ด้านหลังของเขามีหุ่นยนต์ตัวใหญ่ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนของไซบอร์กที่เคยเป็นลูกน้องของเขาเอง
เอรอนไม่ใช่สายต่อสู้เช่นเดียวกับไซเลนเซอร์หลาย ๆ คนในเซคเตอร์โฟร์ เขาเป็นนักประดิษฐ์หรืออย่างน้อยที่สุดเจ้าตัวก็เชื่อเช่นนั้น เอรอนสามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ใด ๆ ก็ได้จากวัตถุดิบที่มีและต้องเป็นสิ่งที่เขารู้จักโครงสร้างของมันอย่างชัดเจน
ยกตัวอย่างพลังของเขาให้เห็นภาพชัดขึ้น หากเอรอนแกะปืนมาแยกส่วนเพื่อทำความสะอาด เขาไม่จำเป็นต้องประกอบปืนกลับเข้าไปเหมือนเดิม เพียงแค่ใช้พลังพิเศษเล็กน้อยชิ้นส่วนต่าง ๆ จะลอยขึ้นมาและประกอบเข้าด้วยกันจนเสร็จสมบูรณ์
บ่อยครั้งที่วัตถุดิบไม่ครบถ้วน แต่เอรอนก็สามารถใช้วัตถุอื่นที่สามารถทดแทนกันได้ เขาคือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ช่วยให้การซ่อมแซมเซคเตอร์โฟร์รวดเร็วขึ้น
แต่ของที่ไม่มีก็คือของที่ไม่มี บางส่วนของยานที่ถูกระเบิดหรือปลิวหายไประหว่างที่ยานตกเป็นสิ่งที่เอรอนไม่สามารถหามาทดแทนได้ ผลก็คือเขาไม่สามารถซ่อมยานทั้งลำให้กลับมามีสภาพแบบที่เคยเป็น
เอรอนไม่ได้เอาชนะศึกกับชาลูด้วยพลังพิเศษ หุ่นที่เขาประกอบขึ้นไม่ได้เก่งกาจไปกว่าหุ่นรบที่ประจำการอยู่ในเซคเตอร์โฟร์ เขาเพียงแค่อาศัยความอึดที่เหนือธรรมดาเอาชนะโดยไม่ได้สนใจว่าคนของตัวเองจะล้มตายไปสักเท่าไหร่
การต่อสู้จบลงหลังจากนั้นไม่นาน หนึ่งพันสองร้อยนาย คือตัวเลขของผู้เสียชีวิตทั้งหมดในภารกิจนี้ ทุกกลุ่มนอกจากกลุ่มของฟิลิเซียและไคเลอร์ต่างก็สังเวยชีวิตของทหารไปจนเกือบหมด
ไซริลเชื่อว่ามันเป็นราคาที่จำเป็นต้องจ่าย ศึกครั้งนี้ทำให้พวกเขากวาดล้างชาลูในรัศมีหลายกิโลเมตรรอบเมืองได้จนหมดและเขาเชื่อว่ามันจะทำให้ชาลูคิดหนักขึ้นหากคิดว่าพวกเขาคือเหยื่อ
วันที่สามช่วงเย็น หลังปฏิบัติการของไซริล ผู้เสียชีวิต 1,200 คน
ยังมีผู้รอดชีวิต 72,042 คน
เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับความโกลาหล ไซริลแถลงการณ์ความสำเร็จในการขยายพื้นที่ปลอดภัยออกไปโดยเลี่ยงไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับจำนวนของผู้เสียสละ
แต่เรื่องเช่นนี้ยากที่จะปิดได้มิด ไม่นานนักข่าวลือก็กระจายออกไปและยังเป็นไปในทิศทางที่น่าห่วงกว่าเดิม
โซลิเนยังคงทำหน้าที่ที่เธอรับปากไว้อย่างตั้งใจ เธอนำเพลงใหม่ที่ยังไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาร้องในรายการสด โดยหวังว่าเพลงใหม่นี้เหมาะกับสถานการณ์ที่ผู้คนต้องการกำลังใจเป็นที่สุด
เพลงของเธออาจจะช่วยได้บางส่วน หลายคนที่กำลังตื่นกลัว หลายคนที่กำลังโกรธแค้นแทนทหารที่ถูกเอาชีวิตไปทิ้ง และอีกหลายคนที่สูญเสียความหวัง กลับมาสงบและมีกำลังใจมากขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ความขัดแย้งหายไป ฝ่ายที่ยังถือหางไซริลออกมาพูดโจมตีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จากนั้นมันก็เริ่มลุกลามออกไป
“ท่านไซริลจำเป็นต้องรับมือกับอะไรหลาย ๆ อย่าง การสละชีวิตทหารเองก็ทำไปด้วยความจำเป็น”
“มันมีวิธีที่ปลอดภัยกว่านั้นไม่ใช่เหรอ”
“เดิมทีมันจำเป็นต้องมาสร้างเมืองกลางดงสัตว์ประหลาดหรือไง”
“แล้วคุณรู้เหรอว่าที่อื่นไม่มีพวกชาลู มันก็อาจจะมีพวกมันอยู่ทุกที่นั่นแหละ”
“ขอนอกเรื่องนิด มีใครตามข่าวเรื่องโดรนบ้าง ที่ว่าโดนทำลายหมดนั่นจริงใช่ไหม”
ข้อความจากในกระดานข่าวรวมที่โซลิเนอ่านจากโทรศัพท์ขึ้นเร็วจนอ่านแทบไม่ทัน เธอต้องออกจากห้องใหญ่และไปไล่อ่านหัวข้ออื่นที่มีคนถกเถียงกันน้อยกว่า แต่ไม่ว่าจะห้องไหน หัวข้ออะไร บรรยากาศก็แทบไม่ต่างกัน ฝ่ายที่ยังเชื่อในไซริลและจักรวรรดิกับฝ่ายที่เคลือบแคลงสงสัยต่างก็ก่นด่าสาปแช่งใส่กัน