Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 174: ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด
ใจหนึ่งโซลิเนมองว่าสถานการณ์แบบนี้มันไม่ใช่เวลาที่ทุกคนควรจะมาทะเลาะและแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่อีกใจเธอก็เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงต้องทะเลาะกัน เพราะเป็นสถานการณ์เลวร้ายนี่แหละการมีผู้นำที่ไม่ใส่ใจเสียงของคนรอบข้างจึงยิ่งเป็นสิ่งที่อันตราย นั่นคือสาเหตุที่คนเกินกว่าครึ่งลุกขึ้นมาต่อต้าน
ข้อความส่วนตัวของเธอก็มีมามากมายไม่รู้จักหมด บางส่วนเป็นข้อความให้กำลังจากจากแฟนคลับ บางส่วนก็เป็นสปอนเซอร์หรือจากลูกค้า เธออ่านทุกข้อความที่ถูกส่งมาแม้ว่าจะไม่ได้ตอบกลับไปเองเพราะส่วนใหญ่โปรแกรมเอไอที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวจะคอยตอบให้ แต่ก็มีอยู่หนึ่งข้อความที่ทำให้เธอรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ
“ลูเธอร์ ฟอลลอน” โซลิเนพึมพำชื่อหนึ่งขึ้น มันคือชื่อของผู้ส่งที่เธอไม่เคยติดต่อด้วย
“หาา ฟอลลอนคนนั้นน่ะเหรอ” จิมมีที่นั่งอยู่ไม่ห่างออกไปได้ยินแล้วก็ตาโต เสียงของเขาทำให้ลินดาและแอมเบอร์ล้อมวงเข้ามาด้วย
“ลูเธอร์ ฟอลลอล ประธานบริหารของฟอลลอนคอร์เปอร์เรชันน่ะเหรอ”
“ฟอลลอนคอร์เปอร์เรชัน เอ๋!!!” โซลิเนเพิ่งนึกขึ้นได้ มันคือชื่อของบริษัทยักษ์ใหญ่จากดาวอัลเทอัน ดาวบ้านเกิดของเธอเอง
“เธอจะไม่รู้จักได้ยังไง ยังเคยเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับบริษัทในเครืออยู่เลยนี่” ลินดาย้ำ
โซลิเนพยักหน้า เธอเคยทำงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่มาไม่น้อย เรื่องการที่คนใหญ่คนโตติดต่อมาก็ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ที่เธอประหลาดใจคือเธอไม่รู้มาก่อนว่าประธานอย่างลูเธอร์ ฟอลลอนคือหนึ่งในผู้โดยสารเจ็ดหมื่นคนที่มาติดอยู่ในดาวดวงนี้ต่างหาก
“เขาติดต่อมาเรื่องอะไร”
“ไม่ได้บอกรายละเอียดนะ บอกแค่ว่าสนใจเจรจาธุรกิจด้วย”
“คงไม่ใช่ว่าตาแก่นี่กะจะเคลมเธอนา” จิมมีพูดทีเล่นทีจริง แต่แอมเบอร์และลินดาคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องตลก นอกจากตลกผิดเวลาแล้ว มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้มีอิทธิพลพยายามเข้าหาโซลิเน
“จะไปคุยไหม”
“แน่นอน” โซลิเนตอบอย่างฉะฉาน เธอมั่นใจว่าไม่ว่าเขาจะมาไม้ไหน เธอก็เอาตัวรอดได้
ที่หน้าตึกสำนักงานใหญ่ของฟอลลอนคอร์เปอร์เรชัน โซลิเนพร้อมเพื่อนอีกสามชีวิตที่ผันตัวมาเป็นกับผู้ติดตามกำลังยืนมองตึกที่สูงตระหง่าน พวกเขาต่างตั้งคำถามในใจว่าตึกใหญ่โตแบบนี้เคยเป็นส่วนไหนของยานเซคเตอร์โฟร์
“เข้าไปกันเถอะ” โซลิเนดันแว่นกันแดดขึ้น จากนั้นเธอก็ก้าวเข้าไปก่อน
เจ้าหน้าที่ต้อนรับมารอเธออยู่ก่อนแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องแนะนำตัวให้เสียเวลา ไม่มีใครในเมืองแห่งนี้ที่ไม่รู้จักใบหน้าของโซลิเน เธอและพวกถูกพาตัวขึ้นไปชั้นบนสุดของอาคารผ่านทางลิฟต์พิเศษที่สงวนไว้ให้กับแขกวีไอพีเท่านั้น
จิมมี ลินดา และ แอมเบอร์ถูกทิ้งไว้ที่ห้องสำหรับผู้ติดตาม มีแต่โซลิเนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ไปต่อ มันทำให้จิมมีเริ่มกังวลใจ
“มันจะไม่เป็นอะไรแน่นะ”
“ไม่มีอะไรหรอก” โซลิเนตอบ เธอเองก็กังวลใจเล็กน้อย แต่ก็ยังมั่นใจว่าตนเองเอาตัวรอดได้ ไม่ว่าจะด้วยการเจรจาหรือต่อให้ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด เธอก็ผ่านมาได้เสมอ
เมื่อประตูห้องทำงานของลูเธอร์เปิดออก สิ่งแรกที่หญิงสาวเห็นคือชายวัยห้าสิบกว่าที่กำลังทำหน้าเคร่งเครียด ศีรษะที่ไร้เส้นผมของเขาสะท้อนกับแสงไฟแวววับ เขากำลังยืนหน้ามุ่ยอยู่หน้าพรมซ้อมพัตสำหรับเล่นกอล์ฟที่มีความยาวหลายเมตร
ลูเธอร์ทำท่าจุปากขณะที่โซลิเนกำลังจะเอ่ยทัก ตาของเขายังอยู่ที่ลูกกอล์ฟ จากนั้นเขาก็เล็งก่อนที่จะสะบัดวงสวิง ลูกกอล์ฟกลิ้งไปด้วยความเร็วคงที่และชะลอลงเมื่อเข้าใกล้กับหลุมก่อนที่จะตกลงไปอย่างแม่นยำ
ชายวัยกลางคนเปลี่ยนมาเป็นยิ้มอย่างอารมณ์ดี เขากำหมัดพร้อมกับทำท่าสะใจ โซลิเนแอบคิดว่าทำไมแค่นั้นจะต้องทำท่าดีใจขนาดนั้นด้วย
“โซลิเน อเลฟกา ดิคาสโต” เขาเอ่ยชื่อเธอ แต่ตายังไม่ยอมวางจากสนามซ้อมพัต
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณฟอลลอน” โซลิเนว่าพร้อมกับยื่นมือออกไป เป็นการบังคับกลาย ๆ ให้เขาต้องจับมือและหันมาสนใจเธอที่เป็นคู่สนทนาด้วย
“ชอบเล่นกอล์ฟไหม”
“เล่นเป็นเล็กน้อยค่ะ” โซลิเนไม่ได้ตอบให้ตรงคำถาม เธอไม่ได้บอกไปตามตรงว่าเธอชอบหรือไม่ชอบ
“ไม่ชอบสินะ รู้หรือเปล่าว่า สมัยก่อนเวลาเจรจาธุรกิจสำคัญ เขาก็มักจะคุยกันในสนามกอล์ฟนี่แหละ”
…สมัยไหนเหรอคะ… โซลิเนคิด ในยุคที่เธอเกิดมาสนามแบบที่ว่าเป็นสิ่งที่หาแทบไม่ได้แล้ว กีฬาที่ต้องใช้เนื้อที่เยอะ ๆ อย่างกอล์ฟแทบจะเหลือก็แค่เฉพาะในโลกออนไลน์เท่านั้น
“ไม่ทราบว่าที่อยากพบตัวดิฉัน…”
“ใจเย็น ๆ ก่อนจะคุยกันมาเล่นด้วยสักหน่อยดีไหม”
ลูเธอร์ดีดนิ้ว จากนั้นสนามฝึกเล็ก ๆ ก็หายไปพร้อมกับห้องทั้งห้อง โต๊ะ ตู้ อุปกรณ์ทุกอย่าง แม้แต่กำแพงและหน้าต่างก็อันตรธานหายไป จากนั้นมันถูกแทนที่ด้วยสนามหญ้ากับท้องฟ้าสีครามสุดลูกหูลูกตา
โซลิเนไม่ได้ตื่นตกใจ ระบบภาพเสมือนจริงแบบนี้เธอเห็นมาจนชินตาแล้ว ถ้าจะมีสงสัยอยู่บ้างก็คงจะเป็นที่เขามีอุปกรณ์แบบนี้ติดตั้งอยู่ แต่กลับทนฝึกพัตกอล์ฟกับที่สนามฝึกแคบ ๆ ก่อนหน้า
“คงจะสงสัยสินะว่าทำไมถึงไม่มาหวดวงสวิงที่ในโลกเสมือนจริงตั้งแต่แรก เพราะมันสมจริงไปยังไงล่ะ ทั้งกลิ่นเหม็นเขียวของหญ้า ทั้งสายลมเอื่อย ๆ รู้ไหมว่าในบ่อตรงโน้นมีจระเข้ด้วยซ้ำ” ลูเธอร์ชี้ไปที่บ่อที่มองเห็นไกลลิบ ๆ
“ฟังก์ชันพวกนั้นมันเอาออกได้นี่คะ”
ชายวัยใกล้เลยกลางคนยักไหล่ “ก็ใช่ แต่พอปรับแต่งนั่นนี่มากไป สุดท้ายเราก็จะรู้สึกว่ามันไม่ใช่โลกแบบที่เรารู้จัก”
โซลิเนไม่อยากรอดูจนกว่าอีกฝ่ายจะเล่นกีฬาโปรดจนจบ เธอรับคำท้า และเริ่มชวนคุย “ธุรกิจของคุณเกี่ยวกับสถานการณ์วุ่นวายในตอนนี้หรือเปล่าคะ”
“เธอเป็นเด็กฉลาดนะ” ลูเธอร์ฉีกยิ้ม “แต่เป็นเด็กฉลาดที่ใจร้อนไปหน่อย เอางี้ชนะผมให้ได้ก่อน แล้วผมจะตัดสินใจว่าเรื่องนี้เธอมีคุณสมบัติพอที่จะมาร่วมกับเราไหม”
“ดิฉันคิดว่าการแข่งมันไม่ได้พิสูจน์อะไรเลยนะคะ”
“คิดแบบนั้นเหรอ” เขาหัวเราะลั่น “แต่ผมเป็นพวกเชื่อสัญชาตญาณตัวเองแฮะ เอาน่า ตามใจคนแก่หน่อย มาเล่นสักแมทซ์นะ”
“สนามพาร์สามหลุม ไม้สามารถเลือกได้ตามใจชอบเลย ว่าแต่ไม่มีแต้มต่อให้เลยเหรอคะ”
“จำเป็นต้องมีเท่าไหร่ล่ะ”
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ” โซลิเนตอบ สายตาของเธอเปลี่ยนไปทันทีที่เลือกไม้ได้
“เฮ้ ทำไมเลือกมาไม้เดียวล่ะ เธอเล่นเป็นจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย”
ไม้กอล์ฟนั้นมีหัวหลากหลายแบบ และแต่ละแบบก็เหมาะกับสนามแต่ละชนิด พัตเตอร์เหมาะกับการตีลูกให้กลิ้งไปกับสนามหญ้าที่เรียกว่ากรีน ไม้บางแบบก็เหมาะกับการตีเพื่อให้ลูกหลุดออกจากหลุมทรายหรือที่เรียกกันว่าบังเกอร์ ส่วนไม้ที่โซลิเนเลือกเป็นไม้ที่ทุกคนรู้ว่ามันเหมาะสำหรับการตีจากที่ตั้งลูก
โซลิเนเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เธอเดินอย่างมาดมั่นไปที่แท่นตั้งที เล็งเป้าด้วยสายตาจากนั้นก็โหดวงสวิงออกไป เป็นการตีที่สวยงามที่สุดที่ลูเธอร์เคยเห็น ท่วงท่า จังหวะ องศา ทุกอย่างสมบูรณ์ที่สุดจนไม่เหมือนมือสมัครเล่น
“ล้อเล่นน่า”
ลูกยังลอยละลิ่วในทิศทางที่แม่นยำ ด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ ลูเธอร์แน่ใจว่ามันจะตกลงใกล้หลุมอย่างแน่นอน
แต่ลูกกอล์ฟไม่ได้ตกลงข้าง ๆ อย่างที่เขาคิด มันไม่ได้กระเด้งหรือมีโอกาสได้กลิ้งไปบนกรีนด้วยซ้ำ ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นจับและพาลูกวิ่งไปถึงจุดหมาย มันหล่นลงกลางหลุมอย่างพอดิบพอดี
“สำเร็จ สไตร์ค!!” โซลิเนแสยะยิ้ม
“โฮลอินวันต่างหากเล่า” ลูเธอร์ขมวดคิ้ว เขาลูบหัวที่ไร้เส้นผมไปมาพลางคิดในใจว่านี่เขาแพ้มือสมัครเล่นจริง ๆ หรือเนี่ย
…โชคดีที่เคยได้โปรกอล์ฟมาสอน… โซลิเนเคยรับบทเป็นแคดดี้ในหนังเรื่องหนึ่ง จริงอยู่ที่ในเรื่องเธอไม่ได้มีบทต้องตีกอล์ฟเลย แต่เธอก็เคยได้ฝึกกับโปรกอล์ฟที่เข้าร่วมฉาก เขาแสดงการตีแบบนี้ให้เธอดูและมันเป็นอย่างเดียวที่เธอจำได้
ความเป็นจริงก็คือ หากโซลิเนพลาด เธอก็คงจะแพ้ทันที นี่คือไม้แบบเดียวที่เธอตีได้ และสนามแบบระยะสั้นก็เป็นสนามแบบเดียวที่เธอสามารถตีถึงหลุม หากลูกดันไปหล่นในอุปสรรคแปลก ๆ อย่างเช่นบังเกอร์ เธอที่ไร้ประสบการณ์ก็คงจะจบสิ้น
“เกือบไปเหมือนกันค่ะ” โซลิเนพูดถ่อมตัว ครั้งนี้เธอแสดงไม่เนียนหรือตั้งใจให้ไม่เนียนก็ไม่รู้ได้ ลูเธอร์แน่ใจว่าภายใต้ใบหน้าเจียมตัวนั้นเธอกำลังหัวเราะอย่างผู้มีชัย
หลังจากที่ทั้งสองกลับมาจากโลกเสมือนจริง ทั้งคู่ก็ได้กลับมานั่งที่โต๊ะอย่างที่ควรจะเป็นเสียที จากนั้นลูเธอร์จึงเริ่มเกริ่นเกี่ยวกับธุระของเขา
“คุณรู้ใช่ไหมว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนเซคเตอร์โฟร์ให้กลายเป็นเมือง” แน่นอนว่า “เขา” ที่พูดถึงคือไซริลผู้นำสูงสุดในขณะนี้
“ไม่ใช่เพราะทรัพยากรของเรากำลังหมดไปเหรอคะ”
“นั่นก็เป็นเหตุผลใหญ่ แต่เหตุผลสำคัญที่ไซริลปกปิดเอาไว้ก็คือเขาวางแผนทิ้งพวกเราไว้”
โซลิเนขมวดคิ้ว เธอคิดว่าคำพูดของลูเธอร์เป็นข้อกล่าวหาหนัก มันไม่ควรจะพูดออกมาพล่อย ๆ โดยเฉพาะจากปากคนใหญ่คนโตอย่างเขา
“เซคเตอร์โฟร์ได้รับความเสียหายร้ายแรงจากการตกลงมา ทรัพยากรที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอต่อการดูแลปากท้องของคนเกินครึ่งแสน ไม่นับว่าเกาะนี้ทั้งเกาะก็กำลังประสบเหตุร้าย”
“พวกชาลูสินะคะ”
เขาพยักหน้า “ใช่ ไซริลรู้ตั้งแต่วันแรกแล้วว่าเกาะนี้อันตราย ข้อมูลที่โดรนรวบรวมมาได้ก่อนที่จะถูกทำลายบอกว่าชาลูเพิ่งปรากฏขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน จากนั้นพวกมันก็กวาดล้างอารยธรรมเดิมของที่นี่จนหมดสิ้น”
“แล้วแบบนั้น…”
“เมื่อเซคเตอร์โฟร์กลายสภาพเป็นเมือง มันจะไม่สามารถย้อนกลับไปอยู่ในสภาพยานเหมือนตอนแรกได้ หลาย ๆ คนรู้มาแบบนั้น แต่ความเป็นจริงนั้นคลาดเคลื่อนไปสักหน่อย แกนกลางของเมืองยังสามารถกลายเป็นยานได้ เมื่อไซริลพบว่าเซคเตอร์โฟร์ไม่อยู่ในสภาพที่สามารถย้ายหรือดูแลคนทั้งหมด เขาจึงวางแผนเลือกคนที่จำเป็นกับเขาไปเท่านั้น”
โซลิเนกำลังจะถามว่าลูเธอร์รู้เรื่องแบบนั้นได้ยังไง แต่เธอก็นึกขึ้นได้ ลูเธอร์คือผู้มีอิทธิพลเขาย่อมมีสายข่าวอยู่ภายในกลุ่มของไซริล การที่เขาไม่รู้นี่สิถึงจะเป็นเรื่องประหลาด
“ตอนแรกผมก็ไม่อยากเชื่อ แต่หลักฐานที่เรารวบรวมมาได้มันชี้ไปทางนั้น เจ้านั่นรอให้เมืองผลิตทรัพยากรได้เพียงพอเมื่อไหร่ พวกมันก็จะหนีไปทวีปอื่นที่ปลอดภัยกว่านี้”
“ไม่จริงหรอก” โซลิเนส่ายหน้า “เขาเพิ่งออกไปเสี่ยงชีวิตสู้กับชาลูที่อยู่รอบเมืองด้วยซ้ำ”
“แล้วผลเป็นยังไงล่ะ เจ้านั่นสามารถลดจำนวนทหารระดับล่างไปได้พันกว่าคน แค่นี้ยานก็มีเนื้อที่พอสำหรับทหารที่เหลือแล้ว”
“ถ้าทำแบบนั้นจริงก็ต่ำช้าไปแล้ว”
“มันเป็นความจริง” ลูเธอร์ว่าพร้อมกับเปิดโฮโลแกรมให้ดูหลักฐานที่เขาได้มา มีทั้งข้อมูลของแกนกลางเซคเตอร์โฟร์ที่สามารถคืนกลับเป็นยานได้เหมือนที่เขาว่าไว้ก่อนหน้านี้ ข้อมูลทหารกลุ่มที่ไซริลพาออกไปรบ มันถูกเลือกแล้วว่ามีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะเป็นคนของผู้บัชญาการเดิม และยังมีข้อมูลอีกหลายอย่างที่ไซริลจงใจปกปิดไม่บอกสาธารณชน
“เชื่อหรือยัง”
“ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไปล่ะก็…”
“ได้เกิดความวุ่นวายแน่นอน เธอรู้ใช่ไหมว่าคนที่ยังอยู่ข้างจักรวรรดิเยอะแค่ไหน พวกเขาจะมองว่าข้อมูลพวกนี้คือตัวการสร้างความแตกแยก”
โซลิเนนิ่งไป ในหัวสมองประมวลผล อย่าว่าแต่คนที่ศรัทธาในจักรวรรดิเลย เธอเองแม้จะเห็นหลักฐานก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าไซริลจะทำอะไรน่ากลัวแบบนั้น หนีไปกับพรรคพวกไม่กี่คนและปล่อยให้คนเป็นหมื่น ๆ ตายอยู่ข้างหลัง มันฟังดูโหดร้ายผิดมนุษย์
“แล้วธุระของคุณคืออะไรคะ” โซลิเนลากกลับเข้าประเด็นหลัก
“หลังจากที่ไซริลกับพวกจากไปแล้ว ผมอยากให้คุณเป็นตัวแทนของพวกเราทุกคน”
“ตัวแทน” โซลิเนขมวดคิ้ว เธอสังหรณ์ว่าเขาไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องโฆษณาหรืออะไรแบบนั้น
“ใช่ เราอยากให้เธอขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่ของเมือง”
“คุณล้อดิฉันเล่นอยู่หรือเปล่าคะ”
“ไม่เลย ผมดูเหมือนล้อเล่นอยู่งั้นเหรอ” ลูเธอร์ตอบเสียงเครียด “หลังจากที่ไซริลไปแล้ว ทุกคนจะต้องแตกตื่น อาจจะต้องมีการเลือกตั้งหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมอยากให้คุณอยู่ตรงนั้น คอยทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของทุกคน”
“ฉันคืออดีตไอดอลนะคะ ไม่ใช่นักการเมืองหรือนักบริหาร ถ้าพูดถึงความเหมาะสมคุณเองก็เหมาะกว่าตั้งเยอะ”
“ไม่ได้หรอก” ลูเธอร์หัวเราะร่วน “คุณเองก็น่าจะรู้ ผมและฟอลลอนคอร์เปอร์เรชันมีชื่อเสียงไม่ดีนัก ถ้าพวกเราขึ้นมาเป็นผู้นำแทนจะต้องถูกต่อต้านแน่นอน ไม่สิ อาจจะแพ้การโหวตตั้งแต่แรกเลยด้วย”
“แต่ว่าก็น่าจะมีตัวเลือกที่ดีกว่าดิฉันไม่ใช่เหรอคะ”
“คุณดูแคลนตัวเองเกินไปแล้ว”
“ฉัน…”
“คุณน่ะ มีแฟนคลับเดนตายอยู่มากมาย แถมประวัติที่ผ่านมาก็ไม่ธรรมดาเลย เป็นอัจฉริยะที่เข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้ตั้งแต่อายุสิบสาม แม้จะออกมากลางคันก่อนจบ แต่ก็สร้างชื่อขึ้นมาจากการเป็นเน็ตไอดอลและกลายมาเป็นไอดอลตัวจริงในเวลาสั้น ๆ”
“เรื่องแบบนั้นไม่ได้แปลกอะไรนี่คะ คนที่ทำได้มากกว่านี้ก็มีเยอะแยะ”
“กลายเป็นศิลปินติดอันดับของอัลเทอันในเวลาสั้น ๆ เนี่ยนะ” ลูเธอร์หัวเราะลั่น “นอกจากนั้นผมยังได้ข้อมูลลับ ๆ มาอีก คุณน่ะไม่ได้ร่ำรวยขึ้นมาจากการเป็นไอดอลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังนำเงินจำนวนมากไปลงทุนกับธุรกิจสตาร์ทอัพที่กลายมาเป็นยูนิคอร์นในภายหลัง”
“ฉันแค่โชคดีที่เลือกลงทุนกับคนเก่งน่ะค่ะ” โซลิเนถ่อมตัว
“ไม่ใช่หรอก คุณมองเห็นศักยภาพของธุรกิจเหล่านั้น และคุณก็ยังใช้เส้นสายในฐานะไอดอลชื่อดังทำให้ธุรกิจที่เข้าไปถือหุ้นเติบโตแบบก้าวกระโดด”
โซลิเนตีหน้านิ่ง เธอไม่อยากให้อีกฝ่ายเห็นว่ากำลังเขินเพราะถูกชม เรื่องการลงทุนโซลิเนก็แค่เลียนแบบบทของละครเรื่องหนึ่งที่นางเอกเป็นนักลงทุน เธอลองทำตามดูเพราะอยากจะอินกับบทนั้นให้เต็มที่ แต่มันเหมือนกับถูกหวยซ้ำซ้อน ยิ่งเธอลงทุน ยิ่งเธอศึกษา เธอก็ยิ่งมองออกว่าควรจะลงทุนในธุรกิจอะไร ผู้ประกอบการแบบไหนที่มีโอกาสเติบโต นานวันเข้ามันก็ยิ่งทำกำไรให้เธอมหาศาล และเป็นสาเหตุหนึ่งให้เธอตัดสินใจออกจากวงการไอดอลก่อนเวลา
“วางตัวเก่ง หัวไว กล้าหาญ เป็นผู้นำ และยังเป็นที่รักของผู้คนจำนวนมาก ช่วยบอกหน่อยสิว่าผมจะหาตัวเลือกไหนที่ดีกว่าคุณได้อีก”
โซลิเนไม่ได้หลงไปกับคำยกยอ เธอยังไม่ได้ปักใจเชื่อเรื่องที่ลูเธอร์ ฟอลลอนเล่าเสียทุกเรื่อง หลักฐานทั้งหลายก็เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นได้ เธอแค่เปิดใจรับฟังและเตรียมใจเผื่อว่าถ้าวันที่ไซริลทรยศต่อผู้คนกลายเป็นจริงขึ้นมา
“ถ้ากองทัพทิ้งเมืองนี้ไปจริง และคุณเชื่อว่าการสนับสนุนดิฉันจะช่วยผู้คนได้ ฉันก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธค่ะ”
“เยี่ยม!” ชายวัยกลางคนแสยะยิ้ม เขาลุกขึ้นและส่งมือให้ โซลิเนเองก็ลุกขึ้นและยื่นมือออกไปเช่นกัน
“แต่… ฉันหวังว่าเรื่องของไซริลจะไม่เป็นไปในแบบที่คุณว่านะคะ”
“แย่หน่อยนะ ข้อมูลของผมน่ะไม่เคยพลาด”