Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 176: 57,804 คน
เวลาสามทุ่มสี่สิบนาที การโจมตีที่คาดไว้ก็เกิดขึ้น
โซลิเนมีคนสนับสนุนอยู่ราวหกพันคน แต่ทั้งหมดไม่ใช่กำลังรบ ในนั้นมีทั้งคนแก่ เด็ก และคนที่สุขภาพไม่เอื้ออำนวยอยู่เกินครึ่ง ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาคือครอบครัวพนักงานของฟอลลอนหรือครอบครัวของอาสาสมัคร
แต่การที่มีคนน้อยก็เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง ฟอลลอนทาวเวอร์สามารถรองรับคนได้มากกว่าหนึ่งหมื่นคน ด้วยจำนวนคนเพียงเท่านี้หากโซลิเนต้องการเธอสามารถพาทุกคนไปปักหลักที่ตึกจนกว่าจะปลอดภัยได้
โซลิเนอยากนำกำลังทั้งหมดมาช่วยเหลือผู้คนในเมือง แต่เธอรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ คนครึ่งหนึ่งจากหกพันแค่จะล้อมเมืองทั้งเมืองไว้ให้หมดยังเป็นเรื่องยาก ไม่ต้องไปคิดถึงว่าการกระจายตัวออกไปแบบนั้นมันคือฆ่าตัวตายดี ๆ นี่เอง
ข้อสรุปจึงไม่ได้ออกมาซับซ้อน คนที่สู้ไม่ได้ทั้งหมดจะรออยู่ที่ฟอลลอนทาวเวอร์ ส่วนกลุ่มที่สู้ได้ก็จะแบ่งออกไปเป็นหน่วยคุ้มกันอาคารนี้ และกลุ่มที่จะตระเวนไปทั่วเมืองเพื่อคอยช่วยเหลือกลุ่มอื่น
“ฉันจะอยู่คุ้มกันตึกนี้เอง แบ่งคนไว้ด้านนี้ไม่ต้องเยอะมากก็ได้” ฟิลิเซียขานอาสา
“แบบนั้นก็ดี พลังของฟิลิเซียสามารถช่วยสู้จากระยะไกลได้ด้วย ส่วนผมจะไปกับหน่วยช่วยเหลือชาวเมือง” หนุ่มทรงหัวเห็ดตอบ
“ได้คุณไคเลอร์มาช่วยอีกคน พวกเราก็อุ่นใจขึ้นเยอะเลยค่ะ”
“ถ้าฟิลิเซียเชื่อใจคุณ ผมก็ควรจะเชื่อไม่ใช่เหรอ” ไคเลอร์หันมายกนิ้วให้ แต่เขาเพิ่งเห็นว่าโซลิเนไม่ได้อยู่ฟังจนจบ
จิมมี ลินดาและแอมเบอร์แทบจะกรีดร้องเมื่อรู้ว่าโซลิเนวางตัวเองเอาไว้ในหน่วยช่วยเหลือ ไม่ใช่เฝ้ารออยู่ที่ฟอลลอนทาวเวอร์พร้อมกับพวกตน ทั้งสามพยายามโน้มน้าวให้โซลิเนเปลี่ยนใจแต่เธอก็หัวแข็งกว่าที่คิด เธอเชื่อว่าถ้าหากจะทำให้คนยอมรับในตัวเธอมากขึ้น เธอจำเป็นต้องอยู่แนวหน้าไม่ใช่ออกคำสั่งอยู่เบื้องหลัง
“คิดอีกทีเถอะแม่คุณ ฉันย้ำเป็นรอบที่ร้อยแล้วนะว่าเธอคือไอดอล ไม่สิตอนนี้คือผู้นำกลุ่มโซลิเนแล้วด้วย อย่าออกไปเสี่ยงจะได้ไหม” จิมมีเขย่าเพื่อนจนหัวคลอนไปมา
“ไอ้ทักษะการยิงปืนที่ได้มาจากแสดงหนัง มันจะใช้ไปได้สักกี่น้ำกัน” ลินดาโมโหที่โซลิเนคิดอะไรง่าย ๆ ตัวเธอเองเพิ่งเสียคู่หมั้นไป ถ้าต้องมาเสียเพื่อนรักแบบโซลิเนอีกคน เธอคงรับไม่ได้
“แต่ถ้าจะไปให้ได้ล่ะก็ งั้นฉันก็จะไปด้วย”
“เดี๋ยวสิแอมเบอร์ หล่อนต้องช่วยห้ามไม่ใช่เหรอ” จิมมีแว้ดเสียงใส่
“ใครจะไปห้ามยายโซลิเนได้ ดื้อจะตาย”
“แต่หล่อนก็ไม่ควรจะไปด้วย ถ้าหล่อนไปฉันก็จะไปด้วย”
“ไม่ต้องเลยจิมมี นายน่ะอยู่ที่นี่ดีแล้ว จะไปลดโอกาสรอดของพวกฉันทำไม”
“เอ้า อีนี่ปากเสีย นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อนนี่ตบปากเจ่อไปแล้ว”
“เลิกเสียงดังสักที ไม่อายคนอื่นเหรอไง” โซลิเนเข้ามาห้ามทัพ “แอมเบอร์ เธอจะไปด้วยก็ได้แต่จิมมีกับลินดา เธอต้องอยู่ช่วยคนที่นี่ อย่าลืมว่าอลิสันก็อยู่ที่นี่ด้วยนะ จะทิ้งเธอไปกันหมดเหรอ”
“แต่ว่า…” ลินดาและจิมมีประท้วงแต่ไม่ได้ผล
“ตามนี้แหละ” โซลิเนถืออำนาจเผด็จการตัดสินใจตามนั้น
กลุ่มของโซลิเนที่มีไคเลอร์และกองกำลังติดอาวุธได้เคลื่อนพลไปยังโซนชุมชุนเขตที่แปดที่ได้รับรายงานว่าเป็นที่แรกที่ถูกโจมตี สาเหตุที่พวกโซลิเนรู้ทุกอย่างทันท่วงทีก็เพราะมีหลายคนที่พื้นที่นั้นที่เคยเชื่อมต่อกับไซคิกเน็ตเวิร์กเมื่อพวกเขาเห็นจำนวนมหาศาลของชาลูเข้ามาใกล้ บางคนในนั้นจึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือ
กองทัพของไซริลไม่เคลื่อนไหวดังคาด ส่วนพวกโซลิเนก็ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะถึงจุดหมาย คนที่กลายมาเป็นผู้กอบกู้กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งจากชุมชนนั้น
เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดา ๆ จนถึงไม่กี่นาทีก่อน แต่ตอนนี้เขาเหมือนกลายเป็นยอดมนุษย์ไปแล้ว เด็กหนุ่มใช้แค่ร่างกายเปล่า ๆ ของเขาเล่นงานชาลูตัวแล้วตัวเล่า หลายตัวที่ถูกเขาอ้อมเข้าไปใกล้และจับหักคอทิ้ง อีกหลายตัวที่ถูกตอกส้นใส่จนหัวกระโหลกร้าว การเคลื่อนไหวของเขาทำให้ทุกคนในชุมชนนั้นตกใจ
“ทอมมี เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าเนี่ย” ปู่ตะโกนถามหลานชาย เขาและผู้คนในชุมชนนั้นไม่ได้งอมืองอเท้า แต่ละคนหยิบจับอาวุธทุกอย่างที่ใช้ได้ออกมาสู้ แต่จำนวนของคนหลายร้อยคนกลับทำผลงานได้ไม่ดีเท่ากับของทอมมีเพียงคนเดียว
“ฉันไม่ใช่ทอมมี”
“หลานว่าไงนะ”
“ฉันไม่ใช่หลานของคุณ ฉันคือฟิลิเซีย ลินด์เซย์” เด็กหนุ่มตอบ
มันคืออีกหนึ่งพลังของไซคิกเน็ตเวิร์ก หากได้รับความยืนยอมจากเจ้าของร่าง ฟิลิเซียสามารถเข้าควบคุมร่างคนผู้นั้นได้เหมือนกับการเข้าสิง แม้ว่าร่างของมนุษย์ธรรมดาจะแข็งแกร่งเทียบกับไซเลนเซอร์ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุกรรมไม่ได้ แต่ทักษะการต่อสู้ระดับอัจฉริยะก็ช่วยให้เธอใช้ร่างทอมมีได้ดีกว่าเจ้าตัวใช้นับพันนับหมื่นเท่า
ฟิลิเซียพยายามยื้ออย่างเต็มที่ในขณะที่ก็ต้องคำนึงถึงภาระที่เจ้าของร่างจะได้รับด้วย เธอไม่มีทางเลือกนอกจากจะสลับไปใช้ร่างอื่นที่เคยเชื่อมต่อกับไซคิกเน็ตเวิร์ก
ในที่สุดพวกโซลิเนและไคเลอร์ก็มาถึง
การเก็บกวาดศัตรูเป็นไปด้วยความราบรื่น ไคเลอร์ชิงโจมตีพวกชาลูที่มีพลังคืนชีพก่อน ชาลูที่บุกรุกเขตนี้มีแค่ชาลูขนาดปกติ เมื่อถูกโจมตีกระหนาบจากทั้งชาวบ้านและกลุ่มติดอาวุธของโซลิเนพวกมันก็แตกกระเจิง
ปืนใหม่ที่โซลิเนได้รับจากลูเธอร์ เป็นปืนที่สามารถสลับการยิงระหว่างปืนรังสีและปืนกลได้ แม้ว่าเธอจะใช้ปืนพลังงานเป็นครั้งแรก แต่มันก็ไม่ได้มีปัญหา เธอนึกถึงตอนที่ตัวเองกำลังแสดงบทเป็นนางเอกในหนังสงครามอวกาศที่มีถึงไตรภาค
“พวกนี้ไม่ได้เยอะเหมือนที่คิดแฮะ แบบนี้น่าจะไปได้สวย” แอมเบอร์ว่าพร้อมกับเหนี่ยวไกยิงอย่างเมามัน โซลิเนก็ว่าไปอย่างแต่เธอที่เป็นนางแบบกลับต่อสู้ได้เหมือนกับคนที่ผ่านการฝึกมาแล้ว
“อย่าเพิ่งได้ใจไป เมื่อกี้คุณลูเธอร์ติดต่อมาว่าเขตเจ็ดก็เละเทะไปหมด เดี๋ยวพวกเราต้องย้ายที่แล้ว”
พวกเธอไม่อยู่รอคำขอบคุณด้วยซ้ำ เมื่อแน่ใจว่าชาวบ้านในเขตนี้สามารถรับมือกับชาลูที่เหลือได้ เธอก็ออกคำสั่งให้เคลื่อนพลต่อทันที
ในชุมชนเขตเจ็ดที่ปกครองโดยพวกมาเฟีย พวกเขาเคยคิดว่าด้วยกำลังพลและอาวุธที่มีจะสามารถดูแลตนเองและคนในปกครองได้ แต่ทุกอย่างก็เหมือนกับฝันร้ายเมื่อชาลูยักษ์ปรากฏตัวขึ้น
อาวุธทั่วไปยากที่จะล้มมัน ร้ายกว่านั้นคือเมื่อมันเจ็บหนัก ชาลูที่มีพลังเวทรักษาก็ดันแทรกเข้ามา ผลคือกลุ่มที่ติดอาวุธหนักส่วนใหญ่จึงถูกเก็บเรียบ
แล้วกลุ่มของโซลิเนก็มาถึง ฟิลิเซียแอบมาดูสถานการณ์มาแล้วพวกเธอจึงรู้ว่าควรจะทำอะไร ชาลูนักบวชราวสิบตัวถูกไคเลอร์จัดการจนหมดด้วยตัวคนเดียว ส่วนชาลูทั่วไปและชาลูยักษ์ก็ถูกพวกที่เหลือยิ่งถล่มใส่จนหมดสภาพ
“ทำไมถึงมาช่วยพวกเราล่ะ พวกแกอยู่เขตหนึ่งไม่ใช่เหรอ” มาเฟียระดับสูงรายหนึ่งถาม
“คนจะถูกฆ่าจะไม่ช่วยได้ยังไงคะ” โซลิเนตอบกลับแบบไม่ได้หยุดคิด
จากเขตหนึ่งสู่อีกเขต โซลิเน ไคเลอร์ แอมเบอร์และเหล่าผู้คนที่เชื่อมั่นในตัวเธอเคลื่อนย้ายไปด้วยกัน มีบางส่วนที่โชคร้ายบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่โซลิเนก็ไม่ได้มัวแต่จมกับความสูญเสีย การต่อสู้มันมีราคาที่ต้องแลกมา
แทนที่จำนวนจะลดลง กลุ่มของโซลิเนกลับเพิ่มมากขึ้นในทุกขณะ มีอาสาสมัครจากเขตที่เธอช่วยเหลือหันมาร่วมสู้ไปกับเธอด้วย
“ยังไหวกันอยู่ใช่ไหมคะ ต่อไปก็เขตห้าค่ะ” โซลิเนตะโกน ส่วนทุกคนก็ส่งเสียงเฮโลกลับมา
ที่เขตหนึ่งสถานการณ์โดยรวมยังเป็นปกติดีอยู่ เหตุเพราะพื้นที่มีบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกำลังพลเป็นของตัวเอง หนึ่งในนั้นก็รวมทั้งกำลังของทั้งฟอลลอนคอร์เปอร์เรชันและบริษัทคู่แข่งอย่างเมอร์ดิอัสอินดัสเทรียล นอกจากนั้นพื้นที่นี้ยังใกล้กับเขตศูนย์ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ทหารของไซริลอีกด้วย
ฟิลิเซียแทบจะไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปยุ่งกับการต่อสู้ในเขตนี้เพราะโซลิเนทิ้งนักรบมือดีไว้คุ้มกันที่นี่พอสมควรและกองทัพส่วนใหญ่ของชาลูก็ติดพันการสู้รบอยู่ในเขตที่ติดกับขอบของเมือง
แต่ก็ไม่ได้ความว่าฟิลิเซียว่าง ตรงกันข้ามเธอคือคนที่งานหนักที่สุดตั้งแต่สงครามเริ่ม เธอต้องจัดการกับข้อมูลมหาศาลที่ถูกส่งมาจากทั่วทุกมุมเมือง และยังจำเป็นต้องส่งจิตตัวเองเข้าร่วมสมรภูมิที่ต่าง ๆ ในระหว่างที่การช่วยเหลือของโซลิเนยังไปไม่ถึง
พวกชาลูนอกจากไม่กลัวตาย พวกมันยังชอบทดลองอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ กลุ่มหนึ่งที่บุกเข้ามาใกล้กับฟอลลอนทาวเวอร์โจมตีด้วยวิธีที่ทุกคนต้องประหลาดใจ ชาลูยักษ์ตัวหนึ่งมาพร้อมกับผืนหนังผืนโตที่สามารถนำมาใช้แทนหนังสติ๊ก มันเริ่มขว้างพวกชาลูตัวเล็กแทนกระสุน
กระสุนชาลูมีเป้าหมายไปที่บรรดาตึกสูง แน่นอนว่าหลายตัวไม่ได้ใช้ทางลัดนี้ขึ้นไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย ส่วนใหญ่พวกมันตายทันทีหรือไม่ก็เจ็บหนักจากวิธีพิเรนท์นี้
แต่ก็ไม่ทั้งหมด!
ฟอลลอนทาวเวอร์เป็นหนึ่งในเป้าหมายของแผนบ้าระห่ำที่ว่า ชาลูหลายสิบตัวถูกเขวี้ยงขึ้นไปบนตึกและราวหนึ่งในสิบที่รอดชีวิต จำนวนแค่นั้นมันไม่ควรจะเป็นปัญหาเลยถ้าไม่เพราะชั้นต่าง ๆ เหล่านั้นมีเพียงเด็ก คนแก่ หรือคนที่บาดเจ็บ
ชั้นสิบสามที่จิมมี อลิสัน และลินดาอยู่เป็นหนึ่งในชั้นที่เกิดเรื่อง
“บอกแล้วไงว่า ไม่เอาชั้นสิบสาม” จิมมีร้องลั่น เขากำลังอุ้มเด็กคนหนึ่งหนี
“แม่จ๋า แม่หนูอยู่ไหน แง” เด็กน้อยที่ถูกอุ้มร้องลั่น
“ทำอะไรให้เด็กเงียบหน่อยได้ไหม” ลินดาก็กำลังประคองอลิสันหนีเช่นกัน เพื่อนของเธอที่เพิ่งหายดีได้รับบาดเจ็บอีกครั้งตอนที่ชาลูทะลุหน้าต่างกระจกเข้ามา
“พวกเธอสองคนนี่หนวกหูไม่เปลี่ยนเลยนะ” อลิสันหัวเราะแห้ง ๆ ขาของเธอมีแผลแหวะหวะจากกระจกแตก
“เงียบไปเลยเธอน่ะ บ้าจริง โซลิเนต้องด่าฉันกับจิมมีแน่เลยที่ปล่อยให้เธอเจ็บซ้ำ” ลินดาบ่นไม่หยุด
จิมมีอุ้มเด็กวิ่งผ่านประตูห้องหนึ่งไปก่อน จากนั้นเมื่อลินดาและอลิสันตามเข้าไปแล้ว พวกเขาก็รีบปิดประตูทันที ชาลูที่ตามมาติด ๆ ถูกประตูกระแทกจนล้มหงายหลัง ทำให้มันโกรธยิ่งขึ้น มันลุกขึ้นได้ก็รีบดันประตู
สองสาวช่วยกันดันประตูต้านเอาไว้ จิมมีวางเด็กเสร็จก็รีบมาช่วยพวกเธอดันด้วย เขาพยายามจะล็อกประตูแต่ดูเหมือนว่าล็อกจะพังหรือไม่ก็ทำงานไม่ได้
“เฮ้ย ทำไมแรงมันเยอะจังว้าา”
“นายไม่ได้ออกแรงหรือเปล่าจิมมี”
“อย่ามาโทษฉันนะ ลินดาหล่อนน่ะออกแรงแล้วจริงเหรอ”
“โทษทีนะ ฉันเองก็ไม่มีแรงแล้ว” พูดจบอลิสันก็ทรุดลงไป ดูเหมือนเธอจะเสียเลือดมากกว่าที่เห็น
“เฮ้ย อัลลี!!”
พลั่กกกก ตุบบ ผัวะ
เสียงการต่อสู้ดังขึ้นอยู่ด้านหลังประตู พวกเธอเดาว่าต้องเป็นใครสักคนกำลังต่อสู้กับชาลู เมื่อสิ้นเสียงการต่อสู้ จิมมีก็แทบจะปล่อยโฮออกมาเพราะเสียงที่ได้ยินหลังจากนั้นคือ “ข้างนอกปลอดภัยแล้ว พวกคุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ”
หลายชั่วโมงแห่งการปะทะจบลง กองทัพชาลูได้ล่าถอยกลับไปแล้วโดยทิ้งร่องรอยความเสียหายใหญ่หลวงเอาไว้ด้วย
ทุกแห่งทุกหนเต็มไปด้วยซากศพ ทั้งฝ่ายมนุษย์ ทั้งฝ่ายสัตว์ประหลาด อาคารบ้านเรือนมากมายต่างได้รับความเสียหายกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเหลียวมองไปทางไหนก็มีแต่ความเสียหาย
โซลิเนและกองกำลังของเธอกลับไปที่ฟอลลอนทาวเวอร์ในสภาพที่อิดโรยจนถึงขีดสุด ทุกคนที่กลับมาต่างก็วิ่งเข้าไปสวมกอดกับเพื่อนและครอบครัวที่รอคอยพวกเขาอยู่ ในขณะที่หลายคนต้องหลั่งน้ำตาเมื่อรู้ว่าคนที่เขารอไม่ได้กลับมาด้วย
โซลิเนเองก็ร้องไห้ เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถช่วยได้ทุกคน รวมทั้งที่เธอออกไปสู้มันก็ทำให้ความสูญเสียลดลง แต่การต้องเอาชีวิตของคนอื่นมาแบกอยู่บนบ่ามันทำให้เธอสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัว
“ทำดีแล้วล่ะ เธอทำดีที่สุดแล้ว” ฟิลิเซียที่ไม่เคยแสดงอารมณ์เองก็เข้ามาปลอบ เธอตบบ่าโซลิเนเพื่อให้กำลังใจ
“คนพวกนี้รอดมาได้เพราะเธอ” ไคเลอร์พูดกับโซลิเนขณะที่มองดูผู้คนทั้งหลายไปด้วย เขาไม่รู้ว่าโซลิเนไม่ได้ยินประโยคนี้เพราะลูเธอร์กำลังพูดกับเธอ
ตอนนั้นพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชาลูที่บุกเข้ามาเป็นเพียงส่วนเดียวของกองทัพใหญ่เท่านั้น
สิ้นสุดวันที่สี่ ผู้เสียชีวิต 14,238 คน
ยังมีผู้รอดชีวิต 57,804 คน
โซลิเนและเพื่อนได้ย้ายมาพักที่ฟอลลอนทาวเวอร์หลังจากที่ถูกลูเธอร์ขอร้องแกมบังคับ ที่นี่เธอได้พักอยู่ในห้องหรูชั้นเก้าสิบเจ็ดซึ่งมีทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกและการรักษาความปลอดภัยที่เหนือว่าบ้านพักเดิมของเธอ
ภาพของการต่อสู้โหดร้ายหรือภาพของผู้คนที่ล้มตายไม่ได้เป็นปัญหาเท่ากับความรู้สึกผิดที่เธอปกป้องทุกคนไว้ไม่ได้ อาจจะเป็นความหลงตัวเองก็เธอ โซลิเนโทษว่าหากเธอมีกำลังมากกว่านี้อีกสักนิด บางทีวันนี้อาจจะมีคนตายน้อยกว่านี้ก็เป็นได้
เธอตัดสินใจออกไปเดินเล่นที่สวนลอยฟ้าที่อยู่ชั้นเก้าสิบโดยไม่ได้บอกกับใคร การเดินตามลำพังในสวนสาธารณะตอนเกือบตีสองอาจจะดูไม่ค่อยปลอดภัยนัก แต่สวนนี้ก็เกือบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นพื้นที่สาธารณะเพราะอนุญาตให้ใช้แค่เพียงแขกวีไอพีหรือไม่ก็ระดับบริหารของบริษัทเท่านั้น
“นอนไม่หลับเหรอคะ” เสียงโทนเดียวดังขึ้นจากมุมมืด ไม่เพียงแค่ไม่ตกใจโซลิเนยังอุ่นใจขึ้นเมื่อได้ยิน เธอรู้ว่าเสียงแบบนี้เป็นของใครไปไม่ได้นอกจากฟิลิเซีย ลินด์เซย์
“คุณก็เหมือนกันเหรอคะ” โซลิเนตอบคำถามด้วยคำถาม
ฟิลิเซียส่ายหน้า “จริง ๆ ฉันตามคุณมา มีเรื่องอยากจะถามค่ะ”
โซลิเนขมวดคิ้วยุ่ง พอจะอ้าปากถามต่อฟิลิเซียก็ชิงพูดก่อน
“สร้อยคออันนั้น คุณได้มาจากไหนเหรอคะ”
โซลิเนได้ยินแบบนั้นก็มองจี้ห้อยคอที่ตัวเองสวมอยู่ด้วยความแปลกใจ เธอตัดสินใจถอดมันออกและส่งให้ฟิลิเซียพิจารณา
“ไม่ผิดแน่ ฉันเคยเห็นมัน สร้อยของโซนาตา”
โซลิเนหน้าแดงทันทีที่ได้ยินชื่อของเขา “จริงสิ คุณรู้จักเขาด้วย”
“เขาบอกอะไรคุณหรือเปล่าตอนให้สร้อยนี้มา”
โซลิเนเริ่มประหลาดใจ ตอนแรกเธอคิดว่าฟิลิเซียแค่ทักขึ้นมาโดยไม่ได้มีประเด็นอะไรนัก แต่ท่าทีอีกฝ่ายดูจริงจังจนอดคิดไม่ได้ว่ามันเป็นเรื่องสำคัญกว่าที่คาดไว้
“มันเรื่องอะไรเหรอคะ”
“เจ้าหมอนั่น โซนาตา… เคยมากระซิบกับฉันว่า เขาแอบซ่อนขุมพลังและกุญแจเอาไว้ในเซคเตอร์โฟร์”
“ขุมพลัง? กุญแจ?”
“ฉันพอเดาได้ว่ามันถูกเก็บอยู่ที่ไหน แต่ก็ไม่รู้วิธีที่จะเข้าไป จนกระทั่งมาเห็นเธอที่ใส่สร้อยของหมอนั่นนี่แหละ”
พูดจบฟิลิเซียก็ส่งสร้อยคืนให้กับโซลิเน เธอรับมันคืนมาอย่างงง ๆ
“เพิ่งรู้นี่แหละว่าเธอคือผู้หญิงของโซนาตา”
“มะ… ไม่ใช่นะคะ ฉันกับท่านโซนาตาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันแบบนั้น”
“ไม่เห็นต้องแก้ตัวเลย ไม่งั้นหมอนั่นจะให้สร้อยกับเธอทำไม ส่วนเธอก็ใส่มันติดตัวตลอดเลยนี่”
โซลิเนหน้าแดงจนเกือบจะกลายเป็นผลไม้สุก เธอปฏิเสธอีกหลายครั้งว่าเธอกับโซนาตาเคยเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง แน่นอนว่าไม่เคยมีอะไรเกินเลยไปกว่ามิตรภาพที่ดี
“ว่าแต่คุณบอกว่าคุณรู้เหรอคะว่ามันอยู่ที่ไหน”
“ฉันค่อนข้างสนใจ ก็เลยลองค้นดู ถึงจะยังไม่รู้ก็เถอะว่ามันคืออะไรแต่ว่า…”
เพื่อไม่ให้ข้อมูลรั่วไหล และยังไม่ต้องมาเสียเวลาอธิบาย ฟิลิเซียพาโซลิเนเข้าสู่โลกของไซคิกเน็ตเวิร์ก เธอพาไปดูแผนที่ของเมืองในตอนนี้ ตึกทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยสีฟ้าบ้าง สีเขียวบ้าง ยกเว้นตึกจำนวนหนึ่งที่ถูกแทนด้วยสีเทา
“ตึกสีฟ้า สีเขียว คืออาคารของประชาชนและของหน่วยงานรัฐ ส่วนพวกที่ไม่มีสีคือโรงงานอัตโนมัติที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือเมืองแต่ไม่มีมนุษย์”
“อ้อออ พวกโรงงานที่มนุษย์ไม่มีหน้าที่แม้แต่งานซ่อมบำรุงสินะคะ”
“ใช่ มีโรงงานแบบนั้นอยู่หลายที่ บางที่ก็ไม่มีแม้แต่ทางเข้าออกของมนุษย์ด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าที่ไหนก็เหมือนกันหมดพวกมันจะมีวัตถุประสงค์ของอาคาร ยกเว้นที่นั่น” ฟิลิเซียชี้ไปที่อาคารหลังหนึ่งที่อยู่ในเขตหนึ่ง
มันเป็นแค่อาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลักเล็ก ๆ ที่ไม่มีทางเข้าและออก โซลิเนแน่ใจว่าเธอเคยเห็นมันมาก่อน แต่เธอไม่เคยสงสัยหรือมีความคิดจะเฉียดเข้าไปใกล้ มันก็แค่อาคารหลังหนึ่งเท่านั้น
… แต่ตอนนี้ เธอสนใจมันเข้าแล้ว
“เธออยากไปลองดูสินะว่ามันมีอะไร” ฟิลิเซียอ่านใจเธอ
“ค่ะ คุณไม่อยากรู้เหรอคะ”
“ไม่กลัวเป็นอะไรแปลก ๆ เหรอ” ฟิลิเซียถามเพราะรู้จักเจ้าของอาคารดี อะไรที่เกี่ยวข้องกับคนเพี้ยนอย่างโซนาตามันไว้ใจได้ซะที่ไหน
“ฉัน… อยากรู้ค่ะ แล้วก็ถ้ามันเป็นอาวุธล่ะก็ สิ่งนี้อาจจะช่วยเราในสถานการณ์ตอนนี้ได้ใช่ไหมล่ะคะ”
“เป็นฉันจะไม่คาดหวังไว้มาก เรายังไม่รู้ด้วยว่าสร้อยของเธอเป็นกุญแจหรือเปล่า”
โซลิเนไม่อาจห้ามความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองไว้ได้ แทนที่จะรอจนถึงเช้า เธอตัดสินใจออกไปที่อาคารดังกล่าวตามลำพัง เธอหยุดยืนอยู่ด้านหน้าของอาคารประหลาด
เพียงอึดใจเท่านั้น ความสงสัยก็คลี่คลาย
ประตูที่แทบจะแยกไม่ออกจากกำแพงเรียบ ๆ กำลังเปิดออก สร้อยของเธอส่องสว่างขึ้นพร้อมกัน มันคือกุญแจของอาคารนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่มีความกลัวใด ๆ โซลิเนแน่ใจว่าสิ่งที่รออยู่หลังประตูไม่มีทางเป็นอันตรายกับเธอแน่ เธอก้าวเข้าไปโดยปราศจากความลังเล