Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 178: ชีวิตในรั้วโรงเรียน 1
กลับมาที่โรงเรียนอีกครั้ง โรงเรียนไซเลนเซอร์อัลเทอันมีลักษณะผสมระหว่างโรงเรียนทหารและโรงเรียนประจำสุดหรู นักเรียนในชั้นปีแรก ๆ จะต้องกินนอนประจำอยู่ภายในเขตของโรงเรียน และจะอนุญาตให้พักในหอนอกในชั้นปีที่สูงขึ้นเท่านั้น
โซลิเนไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการอยู่อาศัยที่นี่เพราะถ้าไม่นับความเหนื่อยยากในการเรียนแล้วความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นจุดแข็งของทั้งหอพักและโรงเรียนแห่งนี้เลย
สิ่งหนึ่งที่เธอปลื้มที่สุดคือโรงอาหารของโรงเรียน แม้พวกชั้นปีสูงจะไม่ค่อยสนใจอาหารของโรงเรียนและออกไปหาอะไรกินข้างนอกก็ตาม แต่โรงอาหารของที่นี่ห่างไกลจากคำว่าแย่อย่างลิบลับ
เชฟที่ทำงานประจำที่นี่ต่างก็เป็นเชฟติดดาว อาหารของที่นี่ไม่เพียงแค่ถูกเลือกสรรโดยคำนึงถึงโภชนาการ มันยังมีรสชาติถูกปากจนคนภายนอกต้องอิจฉา โซลิเนสามารถการันตีเรื่องนี้ได้อย่างดี สมัยที่เธอยังเป็นไอดอลเธอเคยได้มีโอกาสลิ้มชิมรสมือของเชฟระดับโลกมานับครั้งไม่ถ้วน รสชาติอาหารของที่นี่ไม่ได้ด้อยไปกว่าระดับนั้นเลยหรืออาจจะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ
สิ่งอำนวยความสะดวกของทั้งหอพักและโรงเรียนมีมากมายจนแทบนับด้วยนิ้วมือไม่พอ แม้ว่าหลาย ๆ อย่างเธอจะถูกบังคับให้ทำเองในระหว่างที่ยังอยู่ในชั้นปีแรก ๆ เช่นการดูแลความสะอาดของห้องพัก เสื้อผ้าและอุปกรณ์ฝึกส่วนตัว แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เดือดร้อน
อย่างน้อยที่สุดเธอมีห้องพักส่วนตัวที่หรูหราระดับโรงแรมห้าดาวที่มาพร้อมกับห้องครัวเล็ก ห้องรับแขก ห้องน้ำสุดหรู แค่นั้นเธอก็พอใจแล้ว
ที่น่าตกใจกว่าคือไม่ใช่แค่ห้องพักที่เหมือนโรงแรม หอพักพิเศษนี้มีหลาย ๆ อย่างที่หอพักทั่วไปไม่มี สระน้ำเค็มที่เปิดบริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ซาวนา สปาร์ ฟิตเนสเซนเตอร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย อย่างที่ว่าไว้คือมีเพียงบริการซักรีด แม่บ้าน รูมเซอร์วิส รวมทั้งบาร์ถูกสงวนไว้ให้สำหรับนักเรียนชั้นปีสูงเท่านั้น
ในส่วนของโรงเรียนเองก็น่าเหลือเชื่อไม่แพ้กัน ส่วนนี้จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งของมันคือโรงเรียนไซเลนเซอร์ ส่วนอีกครึ่งถูกสร้างขึ้นมาให้มีลักษณะเหมือนโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา
โซลิเนข้องใจเรื่องนี้อยู่นาน อีกครึ่งของโรงเรียนไม่เพียงมีสภาพคล้ายโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยทั่วไป มันยังเปิดรับคนทั่วไปมาเรียนอีกด้วย เมื่อลองค้นข้อมูลมากขึ้นเธอจึงพบว่าจุดประสงค์ในการทำแบบนั้น เกิดขึ้นเพราะเนื้อหาการเรียนของไซเลนเซอร์มีความหลากหลาย วิชาบางอย่างพวกเขาใช้ความรู้เฉพาะทาง ไม่ใช่สิ่งที่ไซเลนเซอร์ทุกคนต้องเรียนรู้ พวกเขาจึงเปิดคอร์สที่เรียนร่วมกับนักเรียนและนักศึกษาทั่วไป
อีกเหตุผลที่โซลิเนคาดเดาเอาเอง เธอคิดว่าไซเลนเซอร์ถูกวางอนาคตไว้เป็นตัวเชื่อมระหว่างเผ่าดราโกเนียนและเผ่ามนุษย์ที่เป็นเพียงทาส มันคงไม่มีประโยชน์หากไซเลนเซอร์ถูกเลี้ยงดูขึ้นมาโดยไม่สามารถเข้าใจว่ามนุษย์ทั่วไปเขาคิดอ่านกันอย่างไร การให้เติบโตมาโดยได้ใช้เวลากับคนทั่วไปบ้างมันคือการเติมเต็มสิ่งนั้น
สรุปก็คือโซลิเนจะใช้เวลากับการเรียนสิบปีในอีกโรงเรียนฟากปกติดังนี้ เตรียมความพร้อมสองปีด้วยหลักสูตรของประถมและมัธยมต้น สามปีสำหรับมัธยมปลาย และอีกสี่ถึงห้าปีสำหรับมหาวิทยาลัย เธอคิดว่านี่เป็นการวางไว้แบบคร่าว ๆ เท่านั้น แต่ละระดับอาจจะเร็วขึ้นหรือช้าลงกว่านี้ก็เป็นไปได้
ในช่วงหนึ่งปีแรกของการศึกษา โซลิเนยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้บริการทุกอย่างของโรงเรียนอย่างอิสระ แต่เธอก็แทบไม่เหลือเวลาสำหรับมันอยู่แล้ว ทุกอย่างในปีแรกเกือบจะเหลือแค่ การเรียนหนักที่หนักจนเหมือนไม่ได้ทำมาสำหรับเด็กหกขวบ การฝึกซ้อมออกกำลังอย่างหนักหน่วง และการเข้ารับดัดแปลงร่างที่เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ
โซลิเนเริ่มเข้าใจเหตุผลถึงความสะดวกสบายและสิทธิพิเศษหลายอย่างที่จักรวรรดิมอบให้ เพราะถ้าไม่มีสิ่งเหล่านั้นจิตใจของทุกคนอาจจะแตกสลายไปในระหว่างการฝึกโหดที่เกือบจะเป็นไปไม่ได้
ปีแรกของการฝึกและวันหยุดในช่วงฤดูร้อนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เกือบทุกอย่างหมดไปกับการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ โซลิเนใช้ฤดูร้อนทั้งหมดไปกับการเรียนพิเศษเพิ่ม ซึ่งมันก็ช่วยให้เธอตามทันเพื่อนมากขึ้นอีกนิด
ปีสอง โซลิเนในวัยเจ็ดปี…
ในปีนี้โซลิเนชินกับสภาพแวดล้อมมากขึ้น ในทางตรงกันข้ามเธอรู้สึกสูญเสียตนเองในแบบที่เคยเป็นไปเล็กน้อย ชีวิตใหม่ไม่ได้เป็นปัญหามากมาย นอกเสียจากความเหงาที่เกิดขึ้นจากความคิดถึงเพื่อน ๆ ในชีวิตจริงอย่างพวก จิมมี ลินดา แอมเบอร์ อลิสัน และอีกมากมายไม่ว่าจะคนที่เธอทิ้งไว้เบื้องหลังหรือคนที่ตามเธอมากับดูมแองเจิล
โชคยังดีที่เพื่อนใหม่ในโรงเรียนช่วยคลายความเหงาและความกังวลไปได้มาก
กลุ่มเพื่อนไซเลนเซอร์ทุกคนสนิทสนมเป็นอย่างดีตั้งแต่เพียงแค่หนึ่งปีแรก ฟิลิเซียเหมือนฟิลิเซียแบบที่โซลิเนรู้จัก เธอพูดน้อย หน้านิ่ง ละเอียดอ่อน เป็นคนที่ดูเฉยชาแต่แท้จริงแล้วคอยเป็นห่วงใยคนอื่นอยู่เสมอ
ไคเลอร์เองก็ไม่ต่างกันภาพเดิมที่โซลิเนรู้จัก เขาเก่งกาจจนน่ากลัว แต่ดันมีจุดอ่อนที่ความเป็นคนหัวอ่อนถูกชักจูงได้ง่าย นอกจากนั้นเขามักจะยอมอ่อนข้อให้กับผู้หญิงเป็นพิเศษ พอมาอยู่ในกลุ่มที่เกือบจะเป็นกลุ่มหญิงล้วนแบบตอนนี้จึงเห็นเหตุทำให้เขาได้รับสถานะต่ำสุดในกลุ่มไปโดยปริยาย
คนที่น่าแปลกใจที่สุดคือ คาเซียและลีอา ฟิลิเซียเคยเรียนที่โรงเรียนนี้มาก่อน เธอจึงรู้จักกับทั้งสองดี แต่เธอแน่ใจว่าทั้งสองเดิมมีกลุ่มของพวกเธอเอง
“อาจจะเพราะเดอะคอลเลคชันแค่จะถมทีมของเราให้ครบห้าคน ก็เลยไปหยิบสองคนนี้จากกลุ่มอื่นมา” โซลิเนคาดเดา
พลังพิเศษของไซเลนเซอร์เกิดขึ้นจากการฝึกฝน การดัดแปลงร่างเป็นสาเหตุหลักทำให้พวกเขาใช้พลังจิตได้ แต่รูปแบบของพลังพิเศษไม่ได้เกิดจากการดัดแปลง เด็กทุกคนจะถูกฝึกให้ความเข้าใจถึงประเภทของพลังจิต จากนั้นพวกเขาต้องเลือกเองว่าอยากได้ความสามารถแบบไหนโดยมีครูที่ปรึกษาคอยช่วยให้คำแนะนำ
เป็นโจทย์ที่หนักหนาสำหรับโซลิเน เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าถ้าวันหนึ่งเธอได้มากลายเป็นไซเลนเซอร์เธอจะมีความสามารถแบบไหน เธอต้องทบทวนเรื่องนี้ให้ดีเพราะสิ่งที่เลือกในโลกเสมือนจริงนี้อาจจะไม่ได้จบลงแค่ที่นี่
ฟิลิเซียมีสมมุติฐานที่น่าสนใจ เธอเชื่อว่าโลกเสมือนจริงนี้คือโปรแกรมแบบเดียวกับที่ไซเลนเซอร์ใช้ในการฝึก เดอะคอลเลคชันอาจจะไม่ได้เพียงแค่ต้องการทดสอบโซลิเน แต่ที่ส่งพวกเธอมาเริ่มต้นใหม่เพราะนี่คือหนึ่งในอาวุธลับของโซนาตา
“หมายความว่าถ้าจบไซเลนเซอร์จากในโลกนี้ ฉันอาจจะมีพลังพิเศษจริง ๆ ก็ได้เหรอ”
“เป็นไปได้” ฟิลิเซียไม่ได้ฟันธงให้ชัดเจน “อย่างน้อยก็มีโอกาสมากกว่าครึ่ง มีความเป็นไปได้ที่ระหว่างที่พวกเราอยู่ในนี้ ร่างของเธออาจจะถูกเดอะคอลเลคชันดัดแปลงอยู่ด้วยซ้ำ”
“อาจจะด่วนสรุปไปก็จริง แต่การคิดเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วนก็ไม่เสียหายนะ” ไคเลอร์ทำท่าครุ่นคิด
“นายคิดอะไรอยู่เหรอ”
“ฉันกำลังคิดว่า ถ้าฉันกับฟิลิเซียที่มีความสามารถอยู่แล้วเลือกเรียนความสามารถใหม่…”
“การจะเรียนเพิ่มมันเป็นไปได้ แต่ถ้ามีทักษะมากกว่าหนึ่งอย่างมันจะทำให้นายเสียสเปลอิมมูนิตีไป” ฟิลิเซียอธิบายเพิ่ม
สเปลอิมมูนิตีเป็นทักษะที่ทำให้ไซเลนเซอร์ไม่ได้รับผลร้ายจากเวทมนตร์รวมทั้งลดทอนผลลัพธ์ที่เกิดจากพลังของไซเลนเซอร์ด้วยกันเอง การสูญเสียมันไปเป็นเรื่องที่ต้องไคร่ครวญให้ดี
“สูญเสียพลังนั้นไปในโลกที่ศัตรูมีเวทมนตร์… ไม่ใช่เรื่องดีเลย”
หลักจากใช้เวลาถกเถียงกันเองอยู่นาน พูดคุยกับครูที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหลายครั้งหลายหน ทุกคนก็ได้ข้อสรุปเกี่ยวพลังพิเศษของพวกตน
ฟิลิเซียและไคเลอร์ ตัดสินใจเลือกความสามารถเดิมเพื่อเก็บสเปลอิมมูนิตีเอาไว้ ทั้งคู่คิดว่ามันคือข้อได้เปรียบมหาศาลในการต่อสู้กับพวกชาลูในโลกข้างนอก รวมทั้งถ้าโปรแกรมในเดอะคอลเลคชันสามารถมอบความสามารถใหม่ให้ได้อย่างที่ฟิลิเซียคาด พวกเขาอาจจะกลับมาใช้มันอีกครั้งในภายหลัง
คาเซียเลือกความสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนและเสียงเหมือนที่ตัวเธอในปัจจุบันเลือก ส่วนลีอา ฟิลิเซียก็จำได้ว่าเธอเลือกความสามารถในการย่อส่วนเหมือนเดิมเช่นกัน
กลับมาที่โซลิเน เธอเป็นคนเดียวที่ยังตัดสินใจไม่ได้
“เธอต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่อยากทำมากที่สุด”
“ถ้าชอบอยู่แนวหน้า ก็ต้องเลือกความสามารถที่ช่วยในการรบ ไม่สิ ดูไม่ค่อยเหมาะกับโซลิเนเลย” ไคเลอร์ส่ายหน้า
“ลองอะไรที่ดูน่ารัก ๆ หน่อยดีไหมคะ” ลีอาเองก็ช่วยแนะนำ “คุณโซลิเนเองก็ชอบของน่ารักนี่ เหมือนความสามารถลิตเติลพีเพิลของฉันไงคะ”
“ความสามารถย่อส่วนมันน่ารักตรงไหน” คาเซียนึกภาพตาม เธอเห็นภาพลีอาย่อขนาดศัตรูและกระทืบจนแหลกเละคาเท้า ไม่มีตรงไหนที่ดูน่ารักสักนิด
“นึกดูสิคะ พลังนี้จะทำให้เข้าไปในบ้านตุ๊กตาได้ มันเป็นความฝันของเด็กผู้หญิงทุกคนนะคะ” จินตนาการวิธีใช้พลังของลีอาช่างแตกต่างจากคาเซียอย่างสิ้นเชิง
“สงสัยฉันจะไม่ใช่เด็กผู้หญิงมั้ง” คาเซียยักไหล่หัวเราะ
“อย่าเพิ่งนอกเรื่องสิ วันนี้เรามาประชุมกันเรื่องพลังของโซลิเนนะครับ” ไคเลอร์พยายามดึงทุกคนกลับเข้าเรื่อง
“ฉันไม่ได้นอกเรื่องนะ แค่จะบอกว่าควรหาอะไรที่เหมาะกับคนน่ารักแบบเธอ” ลีอาประท้วง
“ไม่ได้ ๆ มันต้องอลังการสิ แบบพลังเสียงของฉันไง ดูเรียบ ๆ แต่รับรองว่าร้ายกาจแน่”
“เสียงงั้นเหรอคะ” โซลิเนทำท่าครุ่นคิด
“เดี๋ยวนะ นี่คงไม่ได้คิดจะเลือกความสามารถเดียวกับคาเซียหรอกนะ”
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ” โซลิเนเผยรอยยิ้ม ดูเหมือนเธอคิดอะไรบางอย่างได้แล้ว
มันเป็นคำตอบที่เธอควรจะรู้ตั้งแต่แรก โซลิเนหลงไหลการร้องเพลง เธอรักการแสดงออก อิ่มเอมกับช่วงเวลาที่ได้ส่งกำลังใจไปให้ใครสักคน ไม่ว่าจะสมัยที่ยังเป็นไอดอล หรือตอนที่ตัดสินใจมาช่วยทุกคนตามการชักชวนของลูเธอร์ ทุกอย่างไม่เคยเปลี่ยนไปสักนิด
ในวันรุ่งขึ้น โซลิเนก็รีบนำเอาไอเดียที่คิดออกไปปรึกษาอาจารย์ทันที
“หนูอยากได้พลังที่เปลี่ยนไปตามบทเพลงค่ะ”
“แบบเดียวกับพลังของดราโกเนียนน่ะเหรอ” อาจารย์ที่ปรึกษาเกาหัวแกรก ๆ
“หนูเคยได้ยินว่าเพลงของดราโกเนียนเป็นวิชาที่ใช้ควบคุมจิตใจของผู้ฟัง ทำให้คนที่โกรธสงบลง ทำให้ผู้คนคลุ้มคลั่งจนลุกขึ้นมาฆ่ากันเอง หรือแม้แต่ทำให้คนจิตใจเข้มแข็งกลายเป็นอ่อนแอ หนูไม่ได้อยากได้พลังแบบนั้นค่ะ พลังที่หนูอยากได้เป็นเพลงส่งผลเป็นรูปธรรมมากกว่านั้น”
“ตัวอย่างเช่น หากร้องเพลงที่อ่อนโยนจนผู้ฟังรู้สึกเหมือนได้รับการเยียวยา บาดแผลก็จะหายไปจริง ๆ ด้วยใช่ไหม” อาจารย์ที่ปรึกษาลองนึกภาพตาม
“แบบนั้นเลยค่ะ เพลงที่ทำให้ฮึกเหิม ก็จะไปเพิ่มพลังกล้ามเนื้อเพิ่มกำลังให้กับคนฟัง บางเพลงก็อาจจะให้ผลที่ซับซ้อนกว่านั้นเช่นเกิดผลกระทบกับสิ่งรอบ ๆ ตัว”
“ฟังดูไม่เลวนะ ถ้าทำได้หลากหลายก็จะสามารถสนับสนุนเพื่อนได้เต็มที่ แต่ถ้าร้องไปด้วยสู้ไปด้วยคงเหนื่อยน่าดูเลย”
“หนูไม่จำเป็นต้องสู้ค่ะ หนูจะร้องและเต้นไปด้วย คู่ต่อสู้ของหนูมีแค่ตัวหนูเองก็พอแล้ว”
“ไซเลนเซอร์ที่ไม่สู้เอง อืมมม…”
“เป็นไปไม่ได้เหรอคะ” โซลิเนเสียงอ่อนลง
“ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีแบบนั้น ในแง่หนึ่งการพึ่งคนอื่นมากเกินไปมันจะทำให้เธอกลายเป็นจุดอ่อนของทีม แต่ในทางตรงกันข้าม การที่ยอมลงทุนทำถึงขนาดนั้นมันจะเป็นการบีบให้ความสามารถนี้เปล่งประกายมากขึ้น”
“แบบที่เขาว่ายิ่งความเสี่ยงสูง พลังก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นสินะคะ” โซลิเนดูมีความหวังขึ้น ตอนแรกเธอยังคิดว่ามีโอกาสไม่ถึงครึ่งที่อาจารย์ที่ปรึกษาจะยอมรับ
“ถ้าแน่ใจแล้วว่าจะเลือกแบบนี้ ก็มาลองดูสักตั้ง เดี๋ยวอาจารย์จะส่งข้อมูลไปให้ฝ่ายประเมินทักษะจัดการต่อ แล้วเราค่อยมาดูว่าเธอต้องเรียนอะไรเพิ่มบ้าง”
จากนั้นไม่นานนักข้อมูลเกี่ยวกับวิชาสามัญที่โซลิเนต้องเรียนก็ถูกส่งมาให้เธอ แล้วการฝึกฝนเพื่อให้ได้พลังนี้มาก็เริ่มขึ้น