Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 180: ชีวิตในรั้วโรงเรียน 3
ปีสี่ โซลิเนในวัยเก้าปี และโซนาตาในวัยสิบเอ็ดปี
บ่อยครั้งที่โซลิเนเผลอลืมชีวิตเก่าของเธอและมองเหมือนว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝัน ทั้งเธอ ไคเลอร์ และฟิลิเซียเกือบจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่พูดเกี่ยวกับเดอะคอลเลคชันคือเมื่อไหร่
พลังของโซลิเนเข้มแข็งขึ้นในทุกวัน เพลงของเธอสามารถส่งผลได้หลากหลายขึ้นและผลของมันก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะเพลงที่มีพลังรักษาซึ่งเธอตั้งใจฝึกฝนอย่างเต็มที่
เมื่อวันใดที่เธอกลับไปสู้กับพวกชาลูอีกครั้ง โซลิเนอยากให้แน่ใจว่าพลังของเธอจะช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้มากที่สุด
“ฉันไม่สนใจหรอก แค่เรียนให้ทันคนอื่นก็จะตายแล้ว”
“แต่ปีสี่ขึ้นไปต้องมีชมรมสังกัดนะ ชมรมที่ไม่ค่อยมีกิจกรรมก็ได้ โรงเรียนอยากให้พวกเราเรียนรู้การเข้าสังคมและทำกิจกรรมนอกเวลาน่ะครับ” ไคเลอร์อธิบาย
“ฉันว่าจะเข้าชมรมเกม ไม่ก็ชมรมการ์ตูน” คาเซียดูนึกสนุก ไม่มีใครแปลกใจเพราะทุกคนรู้ดีว่าเธอเป็นโอตาคุเต็มขั้น ไม่ว่าจะเกม อนิเมะ มังงะ คอสเพลย์หรือฟิกเกอร์ เธอเอาหมดทุกอย่างในสายนั้น
“ฉันอยากเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ในปีต่อไป มีชมรมอะไรที่เกี่ยวข้องไหมนะ” ลีอาถามขึ้นลอย ๆ แบบไม่ได้หวังคำตอบจริงจัง “หรือจะเป็นชมรมจัดสวนดีนะ”
“มีชมรมติวเตอร์ด้วย… ไม่สิหรือควรจะฝึกร่างกายเพิ่มดีนะ ชมรมศิลปะการต่อสู้ก็มีหลายอย่างใช่ไหม” โซลิเนนึกขึ้นได้ก็ตาโต
“โห่ เธอเนี่ยนะ นี่ยังคิดจะเรียนเพิ่มอีกเหรอ”
“ก็ฉัน…” โซลิเนรู้สึกหน้าชา “ฉันไม่อยากเป็นตัวถ่วงของทุกคนนี่นา”
“ไม่มีใครคิดว่าคุณคือตัวถ่วงหรอกคะ” ลีอาส่งยิ้มหวานให้
“ใช่แล้ว อันดับของกลุ่มก็ไม่ได้เลวร้ายสักหน่อย ก็อยู่กลาง ๆ ไม่ใช่เหรอ ไปอยู่ชมรมวิจัยเกมกับฉันดีกว่าน่า”
“แล้วจะลองคิดดูนะคะ”
หลังจากขบคิดอยู่นาน โซลิเนก็ตัดสินใจตระเวนไปดูตามห้องชมรมต่าง ๆ ของโรงเรียน เธอแปลกใจที่ตนเองเรียนจนถึงปีที่สี่แล้วแต่กลับไม่ได้รู้หรือสนใจเลยว่าโรงเรียนมีชมรมเหล่านี้อยู่ด้วย ที่เธอไม่รู้สึกตัวอาจจะเป็นเพราะว่าโซลิเนไม่ได้สนใจสำรวจโรงเรียนครึ่งที่ไม่ใช่ของไซเลนเซอร์ และทุกครั้งที่มีกิจกรรมโรงเรียนเธอก็มักจะหลีกเลี่ยงเป็นประจำ
ห้องชมรมแรกที่โซลิเนตรงดิ่งไปคือห้องของชมรมชกมวย ที่เธอสนใจที่นี่มากกว่าชมรมดนตรีก็เพราะเธอมั่นใจว่าความรู้ด้านดนตรีของตนไม่ใช่สิ่งที่เธอควรจะเป็นห่วงในตอนนี้
โซลิเนได้ลองซ้อมมือกับพวกรุ่นพี่ที่ชมรม แต่เธอค่อนข้างผิดหวังเพราะสมาชิกทุกคนในชมรมเป็นนักเรียนจากแผนกมัธยมและมหาวิทยาลัย โซลิเนพบว่าแทบไม่มีไซเลนเซอร์คนไหนสนใจชมรมสายต่อสู้เลยเพราะต่อให้พวกเขากลายมาเป็นสมาชิก ไซเลนเซอร์ก็จะถูกจำกัดไม่ให้ลงแข่งขันร่วมกับคนทั่วไป
…แน่ล่ะ ขืนให้ไซเลนเซอร์มาชกมวยกับคนธรรมดา มีหวังได้ต่อยอีกฝ่ายหัวหลุดกระเด็นแน่นอน…
ชมรมศิลปะการต่อสู้อื่นก็เข้าข่ายเดียวกัน โซลิเนตระเวนไปตามห้องของชมรมเทควันโด คาราเต้ ยูโด มวยปล้ำ และอื่น ๆ ที่มีอยู่หลากหลาย ทุกแห่งไม่มีสมาชิกที่เป็นไซเลนเซอร์อยู่เลย
โซลิเนเดาว่ามันอาจจะไม่ใช่สาเหตุแค่ที่พวกเขาถูกห้ามทำกิจกรรมร่วมกับคนธรรมดา แต่เพราะวิชาเหล่านี้ไซเลนเซอร์ทุกคนถูกบังคับให้ฝึกฝนในการเรียนคาบเรียนสามัญของไซเลนเซอร์ จึงไม่ใช่เรื่องปกติที่จะมีไซเลนเซอร์สนใจมาทำกิจกรรมต่อในชมรม บางคนลงชื่อเอาไว้แต่ไม่เคยมาเลยก็มีไม่น้อย
จากนั้นโซลิเนจึงตระเวนไปตามห้องชมรมอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสายกีฬา เธอแวะห้องชมรมวิจัยเกมตามคำชวนของคาเซียด้วยแต่กลับไม่พบว่าห้องชมรมว่างเปล่าไม่มีสมาชิกเลยแม้แต่คนเดียว
ปริศนาเฉลยเมื่อโซลิเนไปถึงห้องชมรมวิทยาศาสตร์ ที่นั่นโซนาตาคือประธานชมรมนั่นเอง ชมรมนี้คับคั่งไปด้วยผู้คนจนน่าสงสัย พวกสมาชิกวิจัยเกมรวมทั้งคาเซียก็อยู่ที่นี่ด้วย
“อ้าว โซลิเนนี่นา” คาเซียโบกมือทักทาย ในมือของเธอมีอุปกรณ์ที่คล้ายหมวกครอบสำหรับเล่นเกม
“ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่ล่ะคาเซีย” โซลิเนทักเพื่อน แต่สายตาของเธอไปหยุดอยู่ที่โซนาตาที่กำลังยืนอธิบายอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะเรียน
“ชมรมวิจัยเกมของเรามีโปรเจคร่วมกับชมรมวิทยาศาสตร์น่ะ” คาเซียอธิบายอย่างตื่นเต้น “เคยบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าฉันน่ะเข้าชมรมตั้งแต่ปีก่อน พวกเรากำลังพัฒนาอะไรหลาย ๆ อย่างรวมทั้งเกมตัวนี่แหละ”
คาเซียเล่าต่ออย่างออกรส เธอพูดถึงเทคโนโลยีโปรแกรมเสมือนจริงที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน นอกจากนั้นยังอวดเกมที่เป็นผลงานร่วมของชมรมทั้งสองด้วย ในตอนนั้นเองที่โซลิเนนึกขึ้นได้ว่าสิ่งนี้เหมือนกับต้นแบบของเดอะคอลเลคชัน
…หรือว่าคนที่สร้างเดอะคอลเลคชันคือคาเซียและโซนาตา…
เป็นข้อสรุปที่อาจจะด่วนสรุปไปนิด แต่โซลิเนเชื่อว่ามันเป็นไปได้สูง เดอะคอลเลคชันเกิดขึ้นจากโซนาตา และฟิลิเซียก็เคยบอกว่าแท้จริงแล้วคาเซียควรจะเป็นสมาชิกอยู่ในทีมอื่น ที่เธอถูกย้ายให้มาอยู่ในกลุ่มของโซลิเนมันอาจจะเป็นการใบ้อะไรบางอย่างจากเดอะคอลเลคชัน
เรื่องนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเงื่อนไขในการเรียนจบก็ได้ แต่มันก็ทำให้โซลิเนตัดสินใจได้สักที เธอล้มเลิกความคิดที่จะเดินสำรวจให้ครบทุกชมรม โซลิเนตัดสินใจเลือกชมรมวิทยาศาสตร์นี่แหละ
หลังจากนั้นชีวิตในฐานะสมาชิกชมรมวิทยาศาสตร์ก็เริ่มขึ้น
โซลิเนไม่ได้มีทักษะด้านนี้เป็นพิเศษ หากว่ากันตามตรงแล้วเธอไม่ได้สนใจมันด้วยซ้ำ โชคดีที่การเป็นสมาชิกในชมรมไม่ได้ต้องการทักษะอะไรมากมาย โดยเฉพาะหน้าที่ของโซลิเนที่ช่วยงานด้านบัญชีกับการประชาสัมพันธ์กิจกรรมชมรม
เธอพบความลับของโซนาตาเพิ่มขึ้นอีกหลายเรื่องระหว่างที่อยู่ที่นี่ โซนาตามักจะแอบเชื่อมต่ออุปกรณ์ของเขาเข้ากับเครื่องสร้างภาพเสมือนจริงสำหรับการฝึกไซเลนเซอร์
“ซอฟต์แวร์ที่เราใช้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับของกองทัพใช้แล้ว ต้องขอบคุณที่ก่อนหน้านี้มีคนทำซอร์ซโค้ดตัวเบต้าหลุดออกมาภายนอก มันก็เลยมีคนเอาไปแกะและพัฒนาต่อจนได้โอเพนซอร์ซที่เราใช้อยู่” โซนาตาคุยกับคาเซีย ซึ่งโซลิเนก็ตามทันบ้างไม่ทันบ้าง
“แต่โอเพนซอร์ซตัวนี้บั๊กเพียบเลยนี่สิ เราเลยต้องมาเสียเวลาแก้จนหมดไปหลายเดือนเลยเนี่ย ไม่สิจะว่าเขียนใหม่หมดเลยก็ได้มั้งเนี่ย” คาเซียถอนหายใจ
“แล้วเรื่องฮาร์ดแวร์ล่ะครับ จะเอายังไงดี” โปรแกรมเมอร์ผู้เป็นรองประธานชมรมวิจัยเกมหันมาถามบ้าง
“ตัวที่มีขายในท้องตลาดทำได้ดีที่สุดเท่านี้แหละ แบบที่โรงเรียนเราใช้ต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้หรอกนะ” ทีมงานคนหนึ่งตอบให้แทน
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอก” โซนาตาตอบพร้อมกับแสยะยิ้ม “ฉันสร้างตัวโปรโตไทป์ได้ แล้วถ้าเราอยากจะทำเพิ่มเดี๋ยวเปิดโรงงานเองก็ได้”
“นี่กะทำเป็นอุตสาหกรรมเลยเหรอคะ” โซลิเนถามแทรก เรื่องแบบนี้ถ้าเป็นเด็กทั่วไปมาพูดคงฟังดูเกินจริงไปมาก แต่โซลิเนรู้ว่าโซนาตาทำได้จริง แค่เงินค่าขนมของเขาก็ระดับงบประมาณของประเทศเล็ก ๆ แล้ว กะอีแค่เปิดโรงงานแห่งสองแห่งมันเรื่องเล็ก ๆ
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ โซลิเนก็เพิ่งตระหนักได้ว่าโซนาตาร่ำรวยจนน่าสะพรึง เงินเบี้ยเลี้ยงของไซเลนเซอร์ฝึกหัดอาจจะมากโขอยู่แต่ก็ไม่ได้มากระดับใช้ทิ้งใช้ขว้างได้แบบโซนาตา สาเหตุที่เขามีเงินขนาดนั้นมาจากเงินเดือนที่พ่อบุญธรรมมอบให้ และเงินส่วนแบ่งจากผลงานที่เขาทำให้กับจักรวรรดิ
โซนาตาเป็นนักประดิษฐ์เกือบจะตั้งแต่จำความได้ หลายครั้งที่เขาจดสิทธิบัตรในงานประดิษฐ์ที่รวมไปถึงอาวุธร้ายแรงผ่านชื่อของบิดาบุญธรรม และด็อกมาก็มอบรายได้ในส่วนนั้นให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่เคยคิดว่าการให้เด็กน้อยถือเงินมากมายขนาดนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัว
โซนาตาไม่ได้ทำงานอดิเรกเหล่านี้ไปเพื่อเงิน หลายครั้งหลายหนที่เขาทำอะไรแผลง ๆ เพียงเพื่อสนองความคึกคะนองเท่านั้น อย่างเช่นการสร้างระบบเสมือนจริงแบบนี้ขึ้นมาเอง หรือแม้แต่เอาระบบที่ว่าไปสร้างโปรแกรมลามกเพื่อเก็บค่าบริการจากเพื่อน ๆ
“โปรแกรมของหมอนั่น สุดยอดไปเลยรู้ไหม” นักเรียนที่มาต่อแถวรอใช้บริการว่าขึ้น
“โดยเฉพาะเอไอสาว ๆ นี่เด็ด ๆ ทั้งนั้น” แต่ละคนพูดคุยกันออกรสโดยลืมไปแล้วว่ามีผู้หญิงอย่างโซลิเนหรือคาเซียอยู่ตรงนั้นด้วย
นอกจากจะมีงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ต้องทำในชมรม โซลิเนก็ต้องรับหน้าที่ดูต้นทางให้บ่อยครั้ง และเมื่อพูดถึงศัตรูตัวฉกาจที่สุดของชมรมวิทยาศาสตร์และตัวโซนาตาผู้เป็นประธาน ก็คงไม่พ้นคนจากสภานักเรียนที่มักจะวนเวียนเข้ามาตรวจตราชมรมอยู่เป็นนิจ
หากจะบอกว่าพวกคนของสภานักเรียนเข้ามาเพื่อจับผิดก็คงไม่เกินไป เพราะข่าวลือทั้งเรื่องของกลุ่มขโมยข้อสอบที่มีโซนาตาเป็นหัวเรือใหญ่ ทั้งเรื่องของที่เอาชมรมมาหารายได้ ไม่ว่าเรื่องไหนก็ทำให้ทั้งชมรมถูกหมายหัว
ปีห้า โซลิเนในวัยสิบปี และโซนาตาในวัยสิบสองปี
นอกจากความสนิทสนมในกลุ่มของตนเอง ในช่วงปีการศึกษานี้โซลิเนได้สนิทสนมกับโซนาตามากขึ้น รวมไปถึงพรรคพวกในกลุ่มของเขาอย่างอลินา กาเรน เคสเทรลและอัลโต
โซลิเนได้ยินมาว่า ทั้งสี่ไม่ใช่สมาชิกดั้งเดิมตั้งแต่โซนาตาเข้าเรียนที่นี่ แต่ละคนมาจากกลุ่มที่แตกเพราะเสียสมาชิกไป หลังจากถูกจับมารวมกลุ่มกันใหม่เมื่อสองปีก่อนพวกเขาก็คุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว และความสนิทนี่เองทำให้โซลิเนที่ทำงานใกล้ชิดกับโซนาตาใกล้ชิดกับพวกเขาไปด้วย
กาเรนเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี คารมคมคาย ช่างพูดช่างจา แต่เพราะนิสัยที่ค่อนข้างล้นเกินพอดีทำให้เขาไม่ได้รับความนิยมจากเพื่อนไซเลนเซอร์ ตั้งแต่วันแรกที่เขารู้จักโซลิเน กาเรนก็แวะเวียนมาหาโซนาตาที่ห้องชมรมทุกวัน แม้จะเป็นวันที่โซนาตาไม่โดดชมรมก็เถอะ
เคสเทรลเป็นคนหัวดี พูดน้อย และอารมณ์รุนแรง เขาเป็นประเภททำก่อนคิดให้รอบคอบ คนที่เขายอมอ่อนข้อให้โซลิเนคิดว่าคงมีเพียงแค่โซนาตาและอลินาเท่านั้น โซลิเนพบเขาที่ชมรมบ่อยพอ ๆ กับกาเรน ทั้งที่ทั้งคู่ไม่ใช่สมาชิกชมรม
ส่วนอัลโตและอลินาเป็นสมาชิกกลุ่มโซนาที่โซลิเนรู้จักน้อยที่สุด เพราะทั้งคู่มีชมรมและหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ต่างจากสามคนแรกที่มักจะลอยไปลอยมาเหมือนไม่มีหน้าที่
อัลโตอายุมากกว่าโซนาตาหนึ่งปีเพราะเขาเข้าเรียนช้ากว่าด้วยสาเหตุที่โซลิเนก็ไม่แน่ใจ เขามีบุคลิกคล้ายกับไคเลอร์ในแง่ความสุภาพและดูไม่มีพิษมีภัยกับใคร แต่สิ่งที่ต่างก็คงเป็นจุดที่อัลโตทำตัวเหมือนกับพี่ชายที่คอยดูแลทุกคน ในขณะที่ไคเลอร์ดูเด็กกว่าเธออีก
คนสุดท้ายคืออลินา… เด็กสาวผมสีน้ำตาลผู้เป็นเสมือนเจ้าแม่ประจำกลุ่ม เจ้าระเบียบ ขี้บ่น เอาใจใส่ อลินาคือนักเรียนตัวอย่างในทุกด้าน น่าแปลกที่เธอญาติดีกับโซนาตาทั้งที่ทั้งคู่เหมือนกับขั้วตรงกันข้าม
น่าแปลกที่โซลิเนรู้สึกว่าเธอจะมีโอกาสได้เจอกับพวกเขาในสักวัน
ปีหก โซลิเนในวัยสิบเอ็ดปี และโซนาตาในวัยสิบสามปี
ยังเป็นอีกปีที่โซลิเนต้องผ่านมันไปอย่างยากลำบาก นอกจากการฝึกที่หนักหนาขึ้นกว่าปีแรก ๆ เป็นเท่าตัว ปีนี้โซลิเนยังมีโอกาสได้เข้าร่วมงานแข่งขันประลองฝีมือระหว่างโรงเรียนไซเลนเซอร์ด้วย
เธอเคยเห็นงานแข่งนี้ในปีก่อน ๆ ด้วย แต่นักเรียนชั้นปีล่างไม่ได้มีโอกาสมีส่วนร่วม และต่อให้สามารถร่วมได้โซลิเนก็ไม่ได้สนใจมันนักเพราะลำพังแค่เรียนให้ผ่านพ้นไปแต่ละปีก็เต็มกลืนแล้ว
ในวันหนึ่ง พวกโซลิเนตกใจสุดขีดเมื่อได้รับการติดต่อจากคนที่อ้างตัวว่าเป็นเดอะคอลลอคชัน และไม่ใช่เดอะคอลเลคชันที่ยังเป็นแค่โปรเจคที่โซนาตาสร้างขึ้นไม่สมบูรณ์ในยุคนี้ แต่เป็นเอไอตนเดียวกับที่มัดมือชกส่งเธอ ฟิลิเซียและไคเลอร์มาที่นี่โดยที่ไม่ไถ่ถามความสมัครใจ
“พวกคุณสามคนจะต้องเข้าร่วมงานแข่งในปีนี้” ไม่ได้ขอโทษขอโพยในสิ่งที่ทำด้วยซ้ำ อยู่ ๆ เดอะคอลเลคชันปรากฏตัวในรูปแบบของเด็กหนุ่มก็พูดใส่พวกเขา
เขาดูเหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาสามัญทั่วไปที่ไม่มีอะไรโดดเด่น ตอนแรกที่เขาเข้ามาทักโซลิเน เธอไม่ได้เฉลียวใจด้วยซ้ำว่าเขาคือเดอะคอลเลคชัน แต่จะมีใครในโลกนี้อีกที่รู้ว่า เธอถูกส่งมาจากโลกแห่งความจริงนอกเสียจากเขาคือตัวเดอะคอลเลคชันเอง
“นายคือเดอะคอลเลคชันแน่นะ” ไคเลอร์ยังไม่ค่อยแน่ใจ ตายังจับจ้องสำรวจที่เด็กหนุ่มผมทองตรงหน้าแบบไม่กระพริบ ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่ได้สนใจนัก
“ตัวจริงแน่นอนครับ ผมเฝ้าดูพวกคุณทั้งสามอยู่ตลอดนั่นแหละ หลายปีที่ผ่านมาพวกคุณทำได้ดีมาก อีกไม่นานก็จะถึงปลายทางแล้ว”
“นี่นายตั้งใจให้พวกเราติดอยู่ในโลกนี้จนจบปีที่สิบเลยสินะ” ฟิลิเซียถาม “เล่นส่งพวกเรามาโดยไม่ถามความสมัครใจ แถมยังไม่บอกเป้าหมายอีก” ฟิลิเซียโมโหด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ผมก็อธิบายไปแล้วว่ามันคือการทดสอบ ท่านโซนาตาไม่ต้องการมอบพลังนี้ให้กับคนที่ไม่เหมาะสมครับ และพวกคุณก็ทำได้ดีมาตลอดหลายปีนี้โดยที่ผมไม่จำเป็นต้องบอกใบ้อะไรเลย”
“ไม่ต้องมาพูดชมหรอก นายน่ะยังไม่ได้บอกทุกอย่างสินะ”
“สมเป็นคุณฟิลิเซียจริง ๆ” เดอะคอลเลคชันยิ้มเจ้าเล่ห์ เป็นรอยยิ้ยที่โซลิเนคุ้นตาเพราะมันเหมือนกับคนสร้างเขานั่นแหละ มันคือรอยยิ้มของโซนาตา
“เรื่องของเรื่องก็คือ ผมจะมีบททดสอบสุดท้ายให้พวกคุณในวันจบการศึกษาครับ แน่นอนว่าเป็นการทดสอบว่าหลายปีที่ผ่านมาพวกคุณได้อะไรมาบ้าง และผมคิดว่าถ้าพวกคุณเข้าร่วมงานแข่งระหว่างโรงเรียน โอกาสที่พวกคุณจะสามารถผ่านการทดสอบสุดท้ายได้ก็จะมีมากขึ้น”
“ฟังดูเหมือนกับว่าไม่ได้บังคับงั้นเหรอ”
เดอะคอลเลคชันหยุดคิดเล็กน้อย “ไม่บังคับหรอกครับ แต่มันก็เหมือนกับที่พวกคุณเรียนอยู่ที่โรงเรียนนั่นแหละ ถึงคุณจะโดนไล่ออกจากโรงเรียนมันก็ยังไม่ได้เกมโอเวอร์… แต่มันจะทำให้โอกาสที่คุณผ่านบททดสอบสุดท้ายยากขึ้น ซึ่งผมคงไม่แนะนำ”
ทุกคนนิ่งไป ต่างฝ่ายต่างก็ลอบมองตากันและถอนหายใจ มันคือการมัดมือชกที่น่าโมโห โดยเฉพาะกับฟิลิเซียและไคเลอร์ที่ติดร่างแหมาด้วย ตั้งแต่แรกทั้งคู่ไม่ควรจะอยู่ตรงนี้
“คำถามสุดท้ายค่ะ ถ้าพวกเราไม่ผ่านการทดสอบสุดท้าย จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา” โซลิเนถามด้วยความหวั่นใจ เธอพอเดาคำตอบได้แต่ก็หวังว่าจะได้ยินข่าวดีกว่านั้น
“นั่นสินะ” เดอะคอลเลคชันไม่ได้ตอบ เขาแค่ยิ้มน่าขนลุกกลับมา “ไว้ถ้าถึงตอนนั้นพวกคุณก็จะรู้เอง”
เดอะคอลเลคชันจากไปพร้อมกับโบกไม้โบกมือลา ฟิลิเซียยังโกรธอยู่จึงชูนิ้วกลางให้แทน นี่ยังนับว่าเธอโกรธน้อยกว่าที่ตัวเองคาดไว้ อาจจะเป็นเพราะชีวิตในโลกเสมือนจริงแม้จะยาวนานแต่ก็ไม่ได้เลวร้าย
ไคเลอร์เองก็คิดไม่ได้ต่างกัน เขาหัวเราะกับท่าทีของฟิลิเซีย ในใจแอบคิดว่าโชคดีเหลือเกินที่ได้รู้จักกับโซลิเน ฟิลิเซียและผู้คนอีกมากมายที่นี่ เขาตั้งใจว่าถ้ากลับไปได้และมีโอกาสได้เจอกับคนที่เขารู้จักจากที่นี่ก็คงจะดีไม่น้อย
แม้คำแนะนำของเดอะคอลเลคชันคือการนำทีมของโซลิเนเป็นส่วนหนึ่งของตัวแทนการแข่งขัน แต่ความจริงนั้นไม่ได้เป็นไปได้ง่าย การแข่งขันจัดขึ้นสำหรับนักเรียนชั้นปีสูงตั้งแต่ปีที่หกขึ้นไป นั่นหมายความว่าจำนวนของทีมที่มีโอกาสถูกคัดเลือกมีมากมายนัก
เฉพาะในชั้นปีของเธอ ทีมของโซลิเนมีอันดับคะแนนเฉลี่ยอยู่แค่กลางค่อนไปทางล่าง มันเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเธอจะถูกคัดเลือกไปเป็นตัวแทน แต่ถึงแบบนั้นทั้งสามก็ตัดสินใจเรียกประชุมกลุ่ม
“ปีนี้ยังไงก็ไม่ทันหรอก ถ้าอยากจะลงแข่งอย่างน้อยก็ต้องขึ้นไปอยู่ระดับบน ๆ ของชั้นปีให้ได้”
“ตอนแรกผมนึกว่าเจ้านั่นจะช่วยให้ได้แข่งซะอีก” ไคเลอร์บ่นกระปอดกระแปด เขาลืมตัวเผลอพูดถึงเดอะคอลเลคชันในที่ประชุมกลุ่มโดยลืมไปว่าคาเซียและลีอาไม่ได้รู้เรื่องนั้น
“ปีนี้ไม่ทันก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ อย่างน้อยพวกเราก็น่าจะไปดูงานแข่งเป็นการเก็บข้อมูล งานแข่งมีทุกปีแต่พวกเรายังไม่เคยแม้แต่จะไปดูสักครั้ง” ลีอาเสนอ
“งานปีก่อน ๆ จัดที่โรงเรียนอื่นนี่นา โรงเรียนที่อยู่ใกล้สุดอยู่ดาวห่างไกลลิบ พวกเราจะไม่เคยเข้าร่วมก็ไม่แปลกหรอก แต่ปีนี้จัดขึ้นที่อัลเทอัน พวกเราไม่ควรพลาด” คาเซียแค่นึกถึงก็หุบยิ้มไม่ได้แล้ว
“งานแข่งถูกจัดขึ้นที่สนามกีฬาอัลเทอันเนชันแนลสเตเดียมที่อยู่ห่างจากโรงเรียนไปแค่สองสถานีเอง และถ้าได้ตัวแทนของโรงเรียนต่อให้ไม่ได้แข่งกันแถวนี้โรงเรียนก็ต้องพาพวกเราไปอยู่ดีแหละ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนที่คือทำยังไงให้กลายเป็นตัวแทน”
“เป็นตัวแทน อืมมมม” ไคเลอร์นึกภาพไม่ออก งานนี้ส่วนใหญ่เป็นการประลองฝีมือ คะแนนในชั้นปีอาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด สิ่งเดียวที่จะทำให้ได้รับการคัดเลือกคือทักษะในการต่อสู้
“กลุ่มเราไม่ใช่สายต่อสู้ แถมจำนวนเก้าอี้ส่วนใหญ่ก็ถูกจับจองโดยพวกจตุรเทพ กับพวกรุ่นพี่สองชั้นปีสุดท้าย ต่อให้รอจนถึงปีหน้า ฉันก็ยังจินตนาการไม่ออกเลยว่าพวกเราจะติดเข้าไปได้ยังไง” ฟิลิเซียกอดอกครุ่นคิด
“พูดถึงจตุรเทพของโรงเรียนเรา มีคนหนึ่งเป็นประธานโรงเรียนด้วยนี่นา” คาเซียชวนออกนอกเรื่อง “คน ๆ นั้น ทั้งสวย ทั้งเก่งเลยเนอะ”
ฟิลิเซียที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ดูจะหวั่นไหวเล็กน้อยกับหัวข้อที่คาเซียยกขึ้นมา เธอกำลังจะอ้าปากบอกอีกฝ่ายว่าอย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่อง แต่แล้วลีอาก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน
“นั่นสิคะ แข็งแกร่งจนเหมือนไม่ใช่นักเรียนฝึกหัดเลย พอพูดเรื่องนี้แล้วก็นึกขึ้นได้” ลีอาหันไปมองทางฟิลิเซียด้วยดวงตาเป็นประกาย “เค้าก็นามสกุลเดียวกับคุณฟิลิเซียนี่คะ”
“อืมม ใช่แล้วล่ะ”
จากนั้นฟิลิเซียก็นิ่งไป เธอไม่ได้อธิบายเพิ่ม มันทำให้โซลิเนกับลีอารู้สึกประหลาดใจ ฟิลิเซียรู้จักคน ๆ นั้นอย่างแน่นอนแต่เธอไม่ได้สะดวกใจจะพูดถึง
แต่คาเซียไม่ได้อ่านสถานการณ์ เมื่อเห็นว่าเพื่อนกำลังอมพะนำเธอก็คะยั้นคะยอต่อทันที “อะไรกัน มีความลับเหรอ เล่ามาเดี๋ยวนี้เลย”
“พี่สาวน่ะ แล้วก็เหมือนเจ้านายด้วย” ฟิลิเซียตอบเสียงเรียบ “เธอเป็นพี่สาวคนละแม่”
ถึงน้ำเสียงจะไม่เปลี่ยน แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ว่าฟิลิเซียไม่ได้อยากพูดเรื่องนี้นัก ตอนนั้นเองคาเซียเพิ่งสำนึกว่าได้ถามเรื่องที่ไม่ควรถามไปแล้ว เธอรีบเปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องอื่นทันที
เมื่อคาเซียพูด โซลิเนจึงเพิ่งนึกได้ เธอเคยได้ยินข่าวลือของพี่สาวของฟิลิเซียคนนี้มาไม่น้อย เรื่องความแข็งแกร่งอย่างที่คาเซียพูดถึงและเรื่องที่เธอเป็นศัตรูสำคัญอันดับหนึ่งของโซนาตา มันเป็นเรื่องที่ทุกคนในโรงเรียนต่างก็รู้ดี ฝ่ายหนึ่งคือประธานนักเรียนผู้เคร่งครัด อีกฝ่ายเป็นเด็กนอกคอกที่ทำผิดกฎของโรงเรียนแบบจะทุกข้อ
ที่โซลิเนกำลังนึกถึงไม่ใช่ข้อมูลที่กล่าวมา แต่เป็นข้อมูลในอนาคตหลายปีข้างหน้านี้ เธอจำได้ว่าเธอเคยอ่านชื่อของไซเลนเซอร์ทุกคนที่เดินทางมาพร้อมกับดูมแองเจิล และชื่อหนึ่งที่เธอรู้สึกสนใจก็คือ
“ฟรานเซสกา ลินด์เซย์”
หญิงสาวผมแดงเพลิงผู้ที่ขณะนี้เธอยังมีอายุเพียงสิบห้าปี นักเรียนไซเลนเซอร์ที่แข็งแกร่งที่สุด ผู้ที่รั้งตำแหน่งประธานนักเรียนและหนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งอัลเทอัน
ถ้าความทรงจำของโซลิเนไม่ผิดพลาด ฟรานเซสกาผู้นี้คือหัวหน้าใหญ่ผู้คุมเซคเตอร์ไฟว์ หลังจากดูมแองเจิลทั้งห้าเซคเตอร์แยกย้ายกันออกไป ชะตากรรมของเธอและลูกเรือทั้งหมดก็ยังเป็นปริศนา
โซลิเนไม่รู้เลยอนาคตหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร เธอจะได้กลับไปร่วมต่อสู้กับทุกคนบนเซคเตอร์โฟร์หรือไม่ และหลังจากนั้นเธอจะได้พบกับเซคเตอร์อื่นหรือไม่ แต่โซลิเนสังหรณ์ใจว่าวันหนึ่งเธอจะได้พบกับฟรานเซสกาตัวจริง ไม่ใช่แค่โปรแกรมจากโลกเสมือนจริง