Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 187: ห้าวันที่หายไป
โซลิเนใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งเพื่อตั้งสติ การติดอยู่ในโลกเหมือนจริงถึงสิบปีทำให้สมองเกิดความสับสน เดอะคอลเลคชันเองก็เหมือนกับเข้าใจว่าเธอกำลังเรียบเรียงสิ่งที่เกิดขึ้น เขาจึงปล่อยให้เธอได้รำลึกสิ่งต่าง ๆ อยู่เงียบ ๆ
“จบบททดสอบแล้วเหรอ” โซลิเนมองชุดของตัวเองที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ชุดเดิมที่ใส่ตอนที่เข้ามาที่นี่แต่กลายเป็นแบตเทิลสูทรัดรูปแบบเดียวกับที่ฟิลิเซียและไคเลอร์ใช้
“ตอนนี้คุณกลายเป็นไซเลนเซอร์ไปแล้ว” ภาพโฮโลแกรมของหนุ่มผมทองตอบเสียงใส
“นี่เหรอขุมพลังที่ว่าไว้” ไคเลอร์ถาม “พลังที่เปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นไซเลนเซอร์ แต่ว่าแค่ฝึกในโลกเสมือนจริงมันจะทำให้เธอกลายเป็นไซเลนเซอร์ไปได้เลยเหรอ”
เดอะคอลเลคชันฉีกยิ้ม “พวกคุณอาจจะไม่รู้สึกตัว ในระหว่างหลายวันที่พวกคุณเข้าไปในโลกนั่น ร่างกายของคุณโซลิเนก็ถูกดัดแปลงไปด้วยครับ ตอนนี้เธอไม่ต่างจากไซเลนเซอร์อย่างพวกคุณเลย”
“เดี๋ยวนะ!! เรื่องดัดแปลงร่างกายน่ะช่างมันเถอะ เมื่อกี้คุณบอกว่าอะไรนะ หลายวันงั้นเหรอ”
“ตั้งแต่ยานตกลงมาวันนี้ก็เป็นวันที่เก้าแล้วครับ”
“นี่พวกเราหายไปห้าวันเลยเหรอ” โซลิเนหน้าซีด เธอไม่อยู่ฟังคำอธิบายใด ๆ อีก ใจของเธอไปติดอยู่กับเรื่องที่จะเกิดอะไรขึ้นกับข้างนอกนั่น
เมื่อประตูเปิดออก หญิงสาวแทบจะทรุดเข่าลงไปนั่งกับพื้น ภาพข้างนอกแตกต่างจากตอนแรกที่เธอเข้าไปราวกับเป็นคนละที่ ถนนหนทางอาคารน้อยใหญ่เต็มไปด้วยร่องรอยจากสงคราม เศษซากของอาวุธ ตึกรามบ้านช่องที่พังทลาย เศษเลือดเศษเนื้อที่ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นของฝ่ายไหนถูกย้อมเมืองทั้งเมืองจนกลายเป็นสีแดง
กลิ่นคาวเลือดที่อัดแน่นอยู่ทั่วบริเวณทำให้เธอเกือบจะสำรอกออกมา เธอเห็นนรกมาไม่น้อยระหว่างการฝึกฝนเป็นไซเลนเซอร์แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่เลวร้ายเท่านี้
“ฟอลลอนทาวเวอร์” โซลิเนพึมพำ
“ใจเย็น ๆ ก่อนโซลิเน” ฟิลิเซียคว้าแขนเธอไว้และเขย่า
“มันใช่เวลาใจเย็นอีกเหรอ” โซลิเนสะบัดแขนออกอย่างง่ายดาย ฟิลิเซียรู้สึกประหลาดใจเพราะแน่ใจว่าออกแรงจับพอสมควร ที่เดอะคอลเลคชันบอกนั้นเป็นความจริง โซลิเนในตอนนี้เฉพาะร่างกายก็แข็งแกร่งไม่ต่างจากไซเลนเซอร์แล้ว
“สัญญาได้ไหมว่าไม่ว่าจะเจอกับอะไร เธอก็จะยังควบคุมสติได้อยู่ พวกเรายังต้องพึ่งเธออยู่นะ”
โซลิเนพยักหน้าแบบลังเล “ฉันรับปากไม่ได้หรอก แต่จะพยายามนะ”
หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ในหัวยังสับสนกับประสบการณ์ที่ได้รับจากทั้งสองโลก น้ำตาเริ่มไหลอาบหน้าเมื่อคิดว่าอาจจะไม่ได้เจอกับเพื่อน ๆ อีก
พวกเขาหลายคนต่างก็ตัดสินใจทิ้งหลายสิ่งหลายอย่างไว้เบื้องหลังและติดตามเธอมาไกลจนถึงที่นี่ ลินดาถึงกับเสียคู่หมั้นของเธอไปตอนที่ยานตก แต่เธอก็ไม่เคยกล่าวโทษใคร แอมเบอร์และอลิสันถึงทั้งคู่จะไม่มีครอบครัวและญาติสนิท แต่ทั้งสองก็ทิ้งชีวิตเดิมและติดตามมาเพราะไม่สามารถทิ้งโซลิเนให้มันเผชิญโชคตามลำพัง จิมมีที่เกลียดการผจญภัยเป็นที่สุดพยายามกล่อมอยู่นานให้โซลิเนเปลี่ยนใจ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกตามมาด้วย
ยังไม่นับเพื่อนและแฟนคลับอีกหลายรายที่จบชีวิตลงไปในเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ พวกเขาเสี่ยงชีวิตตามเธอมาและต้องตายไปโดยที่โซลิเนไม่สามารถทำอะไรได้เลย
แล้วขาทั้งคู่ก็พาเธอไปจนถึงตึกระฟ้าของฟอลลอนคอร์เปอร์เรชัน สภาพอาคารทำให้โซลิเนใจชื้นขึ้นมาบ้างเพราะถึงจะมีร่องรอยความเสียหายแต่มันก็ยังอยู่ในสภาพที่ดีมากเมื่อเทียบกับอาคารน้อยใหญ่ที่เธอเห็นมาตลอดสองข้างทางที่วิ่งผ่านมา
“ท่านโซลิเน” หน่วยรักษาความปลอดภัยรายหนึ่งวิ่งปรี่เข้ามาหา
“เกิดอะไรขึ้น” โซลิเนถามแต่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ตอบเพราะเขากำลังรีบรายงานผ่านทางเครื่องมือสื่อสารว่าได้พบกับเธอแล้ว
ผู้คนอีกหลายชีวิตทยอยกันออกมาจากตึกและตรงกันเข้ามารุมล้อม ต่างคนต่างก็ทักทายด้วยความยินดี หลายคนแข่งกันพูดจนฟังจับใจความเกือบไม่ได้ และหนึ่งในนั้นก็โผเข้ากอดเธอไว้แน่น
“อลิสัน” โซลิเนเรียกชื่อเธอ
“ช่วงที่เธอหายไป เจ้าพวกนั้นบุกมาหลายครั้ง คนตายกันเป็นเบือเลย” เพื่อนสาวรีบอธิบาย
“งั้นเหรอ มีคนตายไปอีกเยอะเลยสินะ” น้ำตาของหญิงสาวเริ่มคลอเบ้า เธอโกรธตัวเองที่หายไปและทิ้งคนอื่นให้เผชิญชะตากรรมกันตามลำพัง แม้ว่าควรจริงมันจะไม่ใช่ความตั้งใจของเธอเลยก็เถอะ
“จิมมี แอมเบอร์และลินดา ยังปลอดภัยดี คุณฟอลลอนด้วย” กลัวว่าเพื่อนรักจะกังวล อลิสันเลยรีบบอกไว้ก่อน “สามคนนั้นอาสาไปลาดตระเวนตามหาเธอนี่แหละ พอรู้ว่าเธอกลับมาแล้วเดี๋ยวก็คงรีบแจ้นกลับมา”
“งั้นเหรอ ทำให้ทุกคนลำบากมากเลยสินะ”
“ว่าแต่พวกคุณหายไปไหนมาเหรอครับ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถามแบบไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นฟิลิเซีย ไคเลอร์หรือโซลิเน
“เรื่องมันยาว ไว้ค่อยไปอธิบายทีหลังดีกว่าครับ” เสียงดังมาจากอีกด้าน เมื่อหันไปมองตามเสียงโซลิเนก็ต้องตกใจ
หนุ่มผมแดงคนนั้นคือเบลซ สคอร์ชเชอร์! และด้านหลังของเขาก็ยังมีผู้คนอีกนับร้อยชีวิต
โซลิเนรอจนจิมมี ลินดาและแอมเบอร์กลับมาพร้อมกับหน่วยลาดตระเวนแล้วจึงเริ่มการประชุม ที่ห้องของลูเธอร์ ฟอลลอน ขณะนี้มีเธอ ฟิลิเซีย ไคเลอร์และเพื่อน ๆ เหล่าบรรดาผู้บริหารของฟอลลอนคอร์เปอร์เรชัน และผู้นำชุมชนต่าง ๆ มาอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้า รวมถึงตัวละครลับอย่างเบลซและหัวหน้าของเขา
“ก่อนอื่นดิฉันขออธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงห้าวันที่พวกเราหายไปก่อนนะคะ”
จากนั้นก็เป็นเรื่องเล่าของเดอะคอลเลคชันและประสบการณ์ในโลกเสมือนจริงของโซลิเน เธอขอโทษที่ตัดสินใจไปตรวจสอบมันโดยไม่ได้ปรึกษาใครและเป็นเหตุให้เธอต้องติดอยู่ที่นั่นถึงห้าวันเต็ม ๆ
“ตอนแรกพวกเรากังวลคิดว่า เธอจะหนีไปหรือไม่ก็ถูกพวกชาลูมันฆ่าไปแล้ว” ลูเธอร์พูดอย่างตรงไปตรงมา
“กลุ่มของท่านผู้นำไซริลที่ออกไปสำรวจยังไม่กลับมา บางคนเลยลือว่าพวกเธออาจจะหนีไปพร้อมกับพวกนั้น” ผู้นำชุมชนหนึ่งพูด
“พวกเราไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ” ไคเลอร์ช่วยยืนยันอีกเสียง
“ว่าแต่คนธรรมดาจะกลายเป็นไซเลนเซอร์ได้จริงเหรอ” ประธานเมอร์ดิอัสอินดัสเทรียลยังรู้สึกข้องใจกับเรื่องเล่า โซลิเนเพิ่งนึกออกว่าเธอคุ้นหน้าคุ้นตาเขาที่ไหน เขาคือคู่แข่งรายใหญ่ของฟอลลอนคอร์เปอร์เรชันนั่นเอง
“ถ้าต้องการทดสอบ ดิฉันก็ไม่มีปัญหานะคะ”
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ แล้วทางนี้ล่ะเกิดอะไรขึ้นบ้าง” ฟิลิเซียเปลี่ยนเรื่องแบบไม่สนใจคนฟัง คำถามของเธอทำให้พวกลูเธอร์ดูสลดลง
“ชาลูบุกโจมตีพวกเราหนักมาก โดยเฉพาะช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เราเสียคนไปมากมาย ตอนนี้เราเหลือคนแค่ราวสองหมื่นเศษ ๆ เท่านั้น”
“อะไรกัน” โซลิเนตกใจจนเผลอป้องปากตัวเองเอาไว้ ตัวเลขล่าสุดที่เธอจำได้ยังมีผู้รอดชีวิตอยู่เกือบห้าหมื่นแปดพันคน แต่ตอนนี้กลับเหลือไม่ถึงครึ่งเสียแล้ว
“มากกว่าที่คิดเอาไว้ซะอีก” ไคเลอร์ส่ายหน้าอย่างรู้สึกสมเพช รู้สึกสงสารคนที่ต้องตายไปจับใจ
“มันเลวร้ายอย่างที่สุด คนของจักรวรรดิเอาแต่ป้องกันพื้นที่ของตัวเอง พวกคนที่รอดชีวิตก็ถูกแยกกลายเป็นสองกลุ่มใหญ่”
“ตอนนี้กลุ่มใหญ่สุดกลายเป็นกลุ่มของเอ็นดริคไปแล้วล่ะ” แอมเบอร์อธิบายเสริม
“เอ็นดริค?”
“เอ็นดริค ชิลด์” ลูเธอร์รับหน้าที่อธิบายต่อ “เขาคือลูกพี่ใหญ่ของเขตเจ็ด เป็นอดีตมาเฟียที่มีอำนาจมากและเป็นพวกคลั่งจักรวรรดินิยม ในช่วงหลายวันที่เธอหายไป เขาใช้อิทธิพลบีบบังคับให้ผู้นำเขตอื่นยอมเข้าร่วมด้วยแล้วก็ก่อตั้งกลุ่มที่ชื่อว่าเซเวนวูล์ฟ”
“หมอนั่นบ้าอำนาจยิ่งกว่าไซริลซะอีก ใครที่ไม่ยอมเข้าร่วมก็โดนหมายหัว เขตห้าที่พวกเราช่วยเอาไว้ตอนนี้ก็เละเทะเพราะต่อต้านพวกมันนี่แหละ” ลินดาบอก
“เซเวนวูล์ฟต้องการให้ทุกกลุ่มเข้าร่วมและมอบเสบียงกับอาวุธให้กับมัน ไม่ใช่ทุกคนที่ยอมโดยดี กลุ่มที่เข้มแข็งพอจะงัดข้อกับพวกมันได้ก็เหลือแค่พวกเรานี่แหละ”
“กลุ่มของเรา” ประธานเมอร์ดิอัสอินดัสเทรียลย้ำคำว่าเราเพื่อบอกว่าตอนนี้เขาเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังด้วย “มีทั้งหมด 6,772 คน ส่วนของเอ็นดริคเท่าที่รู้ตอนนี้มี 16,029 คน”
“6,972” เบลซแก้ตัวเลข
“รวมพวกเราไปด้วยอีกสองร้อย” หัวหน้าของเบลซว่าพร้อมแนะนำ “ขออภัยที่แนะนำตัวช้า ผมชื่อจอร์จ ดี. ไมสเตอร์ พวกคุณจะเรียกผมว่าไมสเตอร์หรือไซคิกคอมมานเดอร์ก็ได้ครับ”
“เดี๋ยวสิ ผมตามไม่ทัน คุณกำลังจะบอกว่าคุณมาจากเรื่องที่คุณโซลิเนเล่า… ไซคิกฮีโรจากโลกเสมือนจริงงั้นเหรอ” ลูเธอร์ถามแล้วก็หันไปมองทางโซลิเนเพื่อให้เธออธิบาย เธอได้แต่ยักไหล่เพราะก็ไม่ได้เข้าใจไปมากกว่านั้น
“ด้วยเทคโนโลยีของท่านโซนาตา พวกเราก็เลยออกมาจากโลกเสมือนจริงได้ยังไงครับ” เขาตอบ ซึ่งไม่ได้ช่วยให้ทุกคนเข้าใจอะไรมากขึ้น
“หรือว่า…” ฟิลิเซียลูบคางครุ่นคิด
“คุณคงนึกออกแล้วสินะครับ” เขาฉีกยิ้ม
“เวพอนงั้นเหรอ”
“ถูกต้องแล้วครับ” ไมสเตอร์หัวเราะที่เธอเดาถูก “ด้วยเทคโนโลยีเวพอนที่สามารถสร้างได้แม้แต่สร้างเครื่องจักรผสานกับเซลล์สิ่งมีชีวิต การสร้างร่างให้กับปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่งานที่ยากเย็นอะไรเลย”
“สรุปก็คือพวกเพี้ยน ๆ จากโลกเสมือนจริงสินะ” ชายชราอดีตผู้นำเขตแปดพยักหน้าเข้าใจ ฟังดูแล้วไม่รู้ว่ายอมรับหรือปลงกันแน่
“จะมองว่าเพี้ยนก็ช่างเถอะ ตอนนี้พวกเราทั้งสองร้อยคนคือกำลังรบของพวกคุณ” เบลซหันไปพูดกับโซลิเน “คุณคือนายของพวกเราแล้ว”
“อาจจะเทียบกับไซเลนเซอร์ไม่ได้ แต่พวกเราแข็งแกร่งกว่าคนปกติแน่นอนครับ เดิมทีเวพอนเองก็แข็งแรงกว่ามนุษย์อยู่แล้วยิ่งพวกเราสามารถแปลงร่างได้ด้วยก็ยิ่งเหนือกว่า”
“แปลงร่าง….” ลูเธอร์ลูบหัวที่ไร้เส้นผมไปมา กำลังชั่งใจอยู่ว่าควรถามต่อหรือปล่อยผ่านดี
“นี่ไม่ใช่โลกเสมือนจริงนะ ยังจะแปลงร่างได้อีกเหรอ” ไคเลอร์โพล่งออกมาเพราะอดไม่ได้
“ไม่มีเหตุผลที่จะทำไม่ได้นี่ครับ” ไมสเตอร์หัวเราะ “ถ้าอยากทดสอบล่ะก็ พวกเราลองลงไปข้างล่างดีไหมครับ ถ้าจะใช้งานพวกเรา พวกคุณก็จำเป็นต้องรู้ว่าพวกเราทำอะไรได้บ้าง ที่สำคัญคือคุณโซลิเนเองก็ยังไม่ได้แสดงให้ทุกคนเห็นด้วยนี่ครับว่าได้พลังแบบไหนมา”
โซลิเนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตัดสินใจตามคำแนะนำของเขา ตอนนี้ทุกคนกำลังเสียขวัญ อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าตัวเธอแข็งแกร่งกว่าเดิมมันอาจจะทำให้ทุกคนอุ่นใจขึ้นได้บ้าง
ที่ลานกว้างหน้าอาคารฟอลลอนทาวเวอร์ โซลิเนแสดงพลังของเธอให้ทุกคนชม เสียงของเครื่องดนตรีปรากฏขึ้นโดยปราศจากแหล่งกำเนิดเสียง และพอเมื่อโซลิเนเริ่มร้อง เพลงของเธอก็ส่งตรงไปถึงผู้ฟัง
“เฮ้ย แผลหายเจ็บแล้ว” ชายคนหนึ่งเรียกให้ทุกคนดูแขนที่เข้าเฝือกของเขา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังปวดจนข่มตาหลับไม่ลง แต่พอได้ยินเพลงของโซลิเนมันก็ดีขึ้นทันตาเห็น
“ไม่ใช่แค่หายเจ็บนะ ดูนี่สิ” อีกคนหนึ่งก็ชี้ให้ดูรอยแผลที่แขน รอยบาดยาวที่ชาลูฝากเอาไว้ค่อย ๆ เลือนหายไปกับตา ทำเอาทุกคนตกตะลึงพรึงเพริดตามกัน
ลูเธอร์และบรรดาหัวหน้าชุมชนต่างมองหน้ากันอย่างตื่น ๆ คนสนิทของเขาเดินเข้ามาใกล้และทำการทดสอบให้ดู เขาใช้มีดกรีดแขนตัวเองเพื่อให้ทุกคนเห็นกันชัด ๆ มันไม่ใช่กลตบตาอย่างแน่นอน เลือดหยุดไหลภายในไม่กี่อึดใจจากนั้นแผลก็สมานตัวและจางหายไปในที่สุด
จากนั้นโซลิเนก็เปลี่ยนเพลงเป็นเพลงที่เร็วขึ้น ทุกคนที่อยู่ที่นั่นรู้สึกเลือดลมสูบฉีดแรงขึ้นในทุกจังหวะดนตรีที่ผ่านไป มันทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหลายเบาบางลง
เสียงดนตรีของเธอดึงดูดผู้คนให้มารวมตัวกัน มีทั้งผู้อพยพจากชุมชนในแต่ละเขต พนักงานและครอบครัวของฟอลลอนคอร์เปอร์เรชันและเมอร์ดิอัสอินดัสเทรียล กลุ่มแฟนคลับของเธอ รวมถึงเพื่อน ๆ ที่คอยให้การสนับสนุนเธออยู่เสมอ ทุกคนต่างมายืนล้อมกันไว้
บางคนก็ร้องเพลงตาม บางคนก็ฟังแล้วน้ำตาไหลพราก เนื้อหาเพลงของเธอเกี่ยวกับการต่อสู้ การเอาชีวิตรอด และการที่มนุษย์จะช่วยเหลือกันแม้ในยามยาก
เพลงจบลง แต่ทุกคนยังอยากได้ยินเสียงของเธออีก โซลิเนสัญญาว่าเธอจะร้องอีกอย่างแน่นอน แต่ขอเป็นหลังจากที่เธอได้พูดทุกอย่างจบก่อน
“พลังจากเสียงเพลงเป็นแค่ส่วนหนึ่งของพลังพิเศษที่ชื่อว่าโซลิเน ดิ คอนเสิร์ตโตค่ะ พลังนี้อย่างที่ฉันได้แสดงไปแล้ว ผลของมันจะเปลี่ยนไปตามเพลงที่ใช้ และอีกส่วนหนึ่งของความสามารถก็คือ…”
โซลิเนเรียกซัมมอนแฟนคลับออกมา หลายคนถึงกับตกใจก้าวถอยหลังออกมาหลายเก้า ฝูงชนในร่างเรืองแสงสีแดงปรากฏขึ้นรอบ ๆ ตัวเธอและหลายคนในนั้นก็คุ้นหาคุ้นตาเป็นอย่างดี พวกเขาคือแฟนคลับตัวยงหรือเหล่าเพื่อนฝูงของโซลิเนนั่นเอง
“แฟนคลับมีทอัพ พลังนี้คือพลังที่ต่อยอดมาค่ะ มันไม่ใช่พลังของฉันโดยตรง แต่เป็นพลังของทุกคนที่เชื่อในตัวฉันจนก่อตัวเป็นรูปร่าง พลังนี้จะแข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยวิธีเดียวคือความไว้ใจระหว่างเราค่ะ”
ลินดา แอมเบอร์ อลิสัน และจิมมีเห็นตัวร่างซัมมอนของตัวเองในฝูงชน มีจิมมีคนเดียวเท่านั้นที่กลัวจนไม่กล้าเข้าไปใกล้ แต่สามสาวไม่ได้หวาดกลัวใด ๆ พวกเธอเข้าไปสำรวจร่างซัมมอนใกล้ชิดและพบว่ามันเหมือนพวกเธอไม่ผิดเพี้ยนยกเว้นแค่พวกเขาดูโปร่งแสงและเกือบจะมีสีอยู่สีเดียว
“ฉันรู้สึกได้…” ลินดาลูบใบหน้าของร่างซัมมอนที่เหมือนตนเองไม่ผิดเพี้ยน “มีบางอย่างอยู่ในนี้ มันเหมือนกับฉันกำลังอยู่ตรงนั้นด้วย มองมาด้วยตาอีกคู่หนึ่ง”
“จริงด้วย แล้วไม่ใช่ครั้งแรกที่รู้สึกแบบนี้นะ” แอมเบอร์พรรณนาความรู้สึกออกมา “ช่วงสี่ห้าวันที่เธอหายไป ก็มีบางครั้งบางคราที่รู้สึกแบบนี้ มันต้องเป็นตอนที่พลังนี้ตื่นขึ้นแน่นอน”
“เธอเล่าว่า พวกซัมมอนพวกนี้มีพลังพิเศษด้วยเหรอ” จิมมียังกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่แต่เขาก็สนใจเหมือนกับคนอื่น โดยเฉพาะที่โซลิเนเล่าว่าเขาเคยล้มไซเลนเซอร์ด้วยพลังพิเศษนั้น
“อาจจะเป็นพลังบางอย่างที่ซ่อนอยู่” อลิสันเสริม “ไม่แน่ว่าถ้าได้ฝึกฝน แม้แต่พวกเราก็อาจจะมีพลังแบบนี้ได้”
จากนั้นเหล่าแฟนคลับก็เข้าไปรุมล้อมซัมมอนแต่ละตน ยิ่งเมื่อรู้ว่าร่างเหล่านี้คือหลักฐานแห่งความเชื่อใจที่ตนมีให้กับโซลิเนพวกเขาก็ยิ่งรู้สึกปลื้มใจ ด้วยพลังนี้ความรู้สึกที่พวกเขามีให้เธอจะไม่มีทางสูญเปล่า พวกซัมมอนจะติดตามโซลิเนไปในทุกสนามรบและเป็นกำลังให้เธอ