Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 189: โบราณสถานเทลิก
“เราขนมาเยอะค่ะ แล้วก็อีกไม่ไกลก็จะถึงที่หมายแล้วด้วย” ไซคิกเลดีตอบ
“อย่าประมาท ศัตรูมีอีกแค่ไหนก็ไม่รู้” เขาดุลูกน้อง
ด้านคนที่มาช่วยเองก็ไม่ได้เป็นภาระเลยแม้แต่นิด สี่จากห้าคนในนั้นมีทักษะในการต่อสู้ พวกเธอเป็นกลุ่มหญิงล้วนแต่ก็มีทักษะไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชาย คนหนึ่งใช้ธนูได้อย่างยอดเยี่ยม คนหนึ่งเชี่ยวชาญหอก คนหนึ่งใช้มีดสั้นคู่ และอีกคนก็สามารถใช้เวทมนตร์ได้ด้วย มีเพียงแค่หญิงสาวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยืนอยู่ตรงกลางโดยไม่ได้ทำอะไรเลย
ด้วยความร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่าย ศัตรูตัวฉกาจจึงถูกบังคับให้ล่าถอยไป โซลิเนสังเกตว่าชนพื้นเมืองลึกลับกลุ่มนี้ยังไม่คลายจากการระแวงระวังตัว เธอจึงเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
“สวัสดี ฉันชื่อโซลิเน อเลฟกา ดิคาสโต พวกคุณอาจจะเดาได้สินะว่าเราไม่ใช่คนแถวนี้” โซลิเนทักทายอย่างเปิดเผย
โซลิเนเห็นชัด ๆ ว่าอีกฝ่ายลอบมองตากันเหมือนกำลังชั่งใจว่าควรตอบอย่างไรดี เธอเข้าใจเพราะถ้าเป็นเธอเองก็ยากที่จะไว้ใจคนที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า
หนึ่งในผู้ติดตามทำท่าจะพูด แววตาขึงขังของเธอทำให้แน่ใจว่าคำตอบคงไม่ได้เป็นมิตรนัก คนเป็นนายดูเหมือนจะดูออก เธอยกมือขึ้นห้ามและชิงพูดเอง
“มีลาคือชื่อของข้า ส่วนสี่คนนี้คือเพื่อนและผู้ดูแลของข้าเอง”
ไม่ต่างจากที่โซลิเนคาดไว้ มีลาต่างจากคนอื่น เธอดูบอบบางกว่าผู้หญิงอีกสี่คนที่มองด้วยหางตาก็รู้ว่าเป็นผ่านศึกสงครามมาพอตัว ส่วนหญิงผู้เป็นนายที่รุ่นราวคราวเดียวกับโซลิเนไม่ว่าจะมุมไหนเธอก็เป็นคนชั้นสูงอย่างแน่นอน
“ฉันอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับโลกนี้ กับชาลู… พวกคุณเรียกเจ้าสัตว์ประหลาดพวกนี้ว่าชาลูใช่ไหม”
“พวกเรากำลังรีบ คงต้องขอตัวก่อน” ผู้คุ้มกันที่ใช้หอกตอบกลับพร้อมกับส่งสายตาขวาง ๆ มาให้
“นี่…” มีลาดุคนของเธอ “อย่าเสียมารยาทสิ ท่านโซลิเนกับคนของเธอช่วยเราไว้นะ”
“แต่ว่าพวกเรากำลังรีบอยู่นะคะ” เพราะเกรงว่าจะถูกว่าอีก ผู้รับใช้จึงตอบแบบไม่เต็มเสียง
“อันที่จริงพวกเราก็มีเรื่องด่วนต้องเร่งสะสางเหมือนกัน ถ้าได้พบกันอีกครั้งในตอนที่ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องรีบเร่ง เอาไว้ค่อยมาพูดคุยกันอีกก็ได้ค่ะ” โซลิเนไม่ได้รั้งเอาไว้ เธอสนใจอยากรู้เรื่องของโลกนี้มาก แต่ก็ไม่ต้องการบีบบังคับให้อีกฝ่ายเล่าทุกอย่างในตอนนี้
“พวกคุณจะไปไหนเหรอคะ” มีลารู้สึกสังหรณ์ใจเมื่อเห็นพวกโซลิเนกำลังมุ่งไปในทิศเดียวกับเธอ
“โบราณสถานที่อยู่ทางทิศเหนือจากที่นี่ค่ะ”
“บังเอิญจริง พวกเราก็กำลังจะไปที่นั่น” สาวใช้ของมีลาผู้ซึ่งใช้เวทมนตร์หลุดปาก มันทำให้เธอถูกเพื่อนอีกสามคนรุมหยิกจนร้องลั่น
“ถึงจะไปที่เดียวกัน แต่ถ้าไม่สะดวกใจ…”
“ขอรบกวนด้วยนะคะ”
โซลิเนยังไม่จบประโยคดีมีลาก็แทรกขึ้นมา
อีกห้าชีวิตจึงเพิ่มเข้ามาเป็นการชั่วคราว มีลาใช้เวลาระหว่างทางเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้กับโซลิเน เริ่มตั้งแต่ชื่อของอาณาจักรโอรินอส ชื่อของโบราณสถานเทลิก เรื่องราวเบื้องต้นเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคนบนโลกนี้ รวมถึงเหตุการณ์ที่ชาลูปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่อหลายเดือนก่อน
“หมายความว่าชาลูไม่ใช่สิ่งมีชีวิตดั้งเดิมของเกาะนี้”
“ค่ะ เชื่อกันว่าชาลูเคยปรากฏตัวในอดีตและหายไปอย่างไร้ร่องรอย มันถูกมองเป็นแค่ตำนานเท่านั้นตอนที่พวกมันปรากฏตัวผู้คนจึงไม่รู้ว่ามันอันตรายแค่ไหน”
“กว่าที่พวกเราจะสำนึกได้ว่าควรฆ่าพวกมันให้หมด มันก็เพิ่มจำนวนจนหยุดไม่อยู่แล้ว” อเดลาพลหอกอารมณ์ร้อนพูดอย่างหัวเสีย
“มันเกิดขึ้นเร็วมากค่ะ ตอนแรกก็หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง จากนั้นก็กระจายออกไปจนถึงเมืองหลวง มันเลวร้ายขนาดนี้เพราะประเทศของเรากำลังประสบปัญหาอื่นอยู่ด้วย… ไม่นับว่าโลกข้างนอกก็กำลังเกิดมหาสงคราม ทุกอย่างมันผิดเวลาค่ะ” สาวใช้จอมเวทเริ่มพูดเรื่อยเจื้อย
“ข้างนอกก็มีสงครามเหรอครับ” ไมสเตอร์กุมคางครุ่นคิด เป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้เรื่องของซีนที่นอกเหนือจากเกาะนี้
“พวกเราไม่รู้รายละเอียดมากหรอกค่ะ รู้เพียงว่าช่วงปีสองปีนี้ โลกภายนอกวุ่นวายจากสงครามระหว่างมนุษย์กับกองทัพปีศาจ โอรินอสเราก็มีปัญหาภายในมากพอแล้วจึงไม่ได้เข้าร่วมมหาสงคราม” มีลาอธิบายเพิ่ม
“ขอบคุณนะคะ พวกเราพอจะมองเห็นภาพชัดขึ้นแล้ว”
จากนั้นมีลาและคนของเธอก็ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับโลกนี้อีกหลายเรื่อง เรื่องของเวทมนตร์ เรื่องของสัตว์ประหลาดที่เรียกว่าเดวัล ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ และอีกมากมายที่เธอหวังว่ามันจะช่วยให้โซลิเนเข้าใจและเพิ่มโอกาสในการเอาชีวิตรอด
ด้านโซลิเนก็เช่นกัน เมื่อแน่ใจว่ามีลาเป็นมิตร เธอจึงเปิดเผยเรื่องราวของตนเองและเรื่องของเซคเตอร์โฟร์อย่างตรงไปตรงมา มีลาและพวกพ้องของเธอตกใจหลาย ๆ เรื่องที่โซลิเนเล่าและก็ได้ซักถามมากมายจนหายสงสัย
“เหลือเชื่อเลยนะคะ ตอนแรกข้าก็คิดอยู่ว่าท่านมาจากมิติอื่น แต่ไม่ได้คิดไปถึงว่าจากมาจากข้างนอกซีน”
“มิติอื่น” โซลิเนขมวดคิ้ว ดูเหมือนเธอเพิ่งได้ยินเรื่องน่าตกใจอีกแล้ว
“เนเธอร์เวิลด์ เพอร์กาโทเรีย อีโทเรีย มีโลกอื่นอีกมากที่สามารถเชื่อมต่อกับซีนได้ค่ะ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะคะที่รู้” จอมเวทสาวอธิบายด้วยเสียงสดใส
โซลิเนไม่รู้ตัวว่าเธอเผลออ้าปากหวออยู่ครู่ใหญ่
“พวกเราเชื่อว่าชาลูเองก็น่าจะมาจากเนเธอร์เวิลด์ค่ะ” สาวใช้ผู้ใช้ธนูเข้ามาร่วมบทสนทนาด้วย
“มันไปมาระหว่างโลกกันได้ง่าย ๆ เหรอคะ” ไซคิกเลดีรายหนึ่งสงสัย
“ไม่ค่ะ มันไม่ง่ายแบบนั้น อย่างน้อยที่สุดอาณาจักรโอรินอสของเราก็ไม่มีประตูเชื่อม” มีลาตอบ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
เส้นทางสู่โบราณสถานอยู่อีกไม่ไกล การโจมตีเกิดขึ้นอีกหลายครั้งจนโซลิเนเลิกนับจำนวนครั้งไปแล้ว ทั้งสองสาวแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างไม่รู้เบื่อในขณะที่ก้าวเข้าใกล้เป้าหมายเข้าไปในทุกก้าว
เวลาเดียวกันกับที่โซลิเนใกล้จุดหมายด้านฟอลลอนทาวเวอร์ก็มีบางอย่างเกิดขึ้น ทั้งที่มีการจัดหน่วยลาดตระเวนแต่เนื่องจากจำนวนที่มีอย่างจำกัดเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ต้องดูแล และระบบรักษาความปลอดภัยของเมืองก็ใช้การไม่ได้ ทุกอย่างผสมกันทำให้พวกเขาค้นพบชาลูที่ลักลอบเข้ามาในเมืองช้ากว่าที่คาดไว้
ชาลูกลุ่มนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครพบเห็น พวกมันรวดเร็วกว่า ตัวสูงยาวไล่เลี่ยกับมนุษย์ที่โตเต็มวัย และมาพร้อมกับความสามารถใหม่
กว่าที่สัญญาณเตือนภัยจะร้องเตือน ชาลูกลุ่มนี้ก็มาจนถึงด้านหน้าตึกแล้ว
หน่วยต่อต้านที่มีทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย อาสาสมัคร และพวกไซคิกฮีโรวิ่งตาลีตาเหลือกกรูกันออกมาจากอาคาร พวกเขาตกใจไม่ใช่เพราะถูกโจมตีแต่เป็นเพราะศัตรูที่ควรจะอยู่ตรงหน้าได้อันตรธานหายไปแล้ว
“พวกมันปีนตึกอยู่” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งชี้ไปที่ตัวประหลาดนับสิบตัวที่กำลังปีนตึกด้วยความเร็วที่ไม่ต่างจากเวลาที่มันเดินอยู่บนพื้น
“แย่แล้ว สายพันธุ์ใหม่” เจ้าหน้าที่อีกคนโวยวายใส่อุปกรณ์สื่อสาร
ทุกคนที่มีปืนยกปืนขึ้นส่องแต่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าสาดกระสุนขึ้นไป พวกเขาต่างกลัวว่าจะมีคนถูกลูกหลงเพราะบนนั้นยังมีผู้คนอีกหลายพันชีวิต
“ไม่ต้องร้อนรน พวกมันมีแค่สิบกว่าตัวเท่านั้น ข้างบนนี้ยังมีคนของเราอีกเยอะ พวกเราตรึงกำลังตรงนี้ไว้อย่าให้พวกมันขึ้นมาเพิ่มได้” ไซคิกแมนคนหนึ่งพูด
เสียงจากเครื่องมือสื่อสารดังไม่หยุด ส่วนใหญ่เป็นการรายงานสถานการณ์ระหว่างพวกที่ปักหลักรออยู่ด้านล่างกับพวกบนตึกที่เข้าปะทะกับสายพันธุ์ใหม่โดยตรง ชาลูพวกนี้อันตรายแต่ตราบใดที่มันยังปีนอยู่ด้านนอกตึกมันก็เป็นเพียงเป้าให้พวกพลซุ่มยิงเลือกส่องได้ตามใจ
ตัวแล้วตัวเล่าถูกสอยร่วงลงมาอย่างสิ้นท่า บางส่วนเท่านั้นที่ตัดสินใจทุบกระจกบุกเข้าไปแต่พวกมันก็ถูกดักรอไว้แล้ว รายหนึ่งเกือบเข้าถึงตัวแม่ลูกคู่หนึ่งแต่ก็ได้ไซคิกเลดีที่เพิ่งมาถึงจัดการไปได้ก่อน
ทุกคนเริ่มเบาใจลงว่าสถานการณ์กำลังดีขึ้น แต่แค่พริบตาต่อมาความหวังก็ถูกสั่นคลอน มีรายงานมาเพิ่มว่าหน่วยลาดตระเวนพบกับชาลูกลุ่มใหญ่กำลังตรงมา
“เธอกลับมาไม่ทันหรอก” ฟิลิเซียส่งภาพของสงครามย่อม ๆ ให้โซลิเนเห็นสด ๆ ผ่านไซคิกเน็ตเวิร์ก
“จะให้ฉันดูเฉย ๆ งั้นเหรอ”
“ฉันขอให้คุณฟิลิเซียส่งภาพให้เธอดู แต่ไม่ได้ต้องการให้เธอย้อนกลับมาช่วย เราแค่อยากให้เธอรู้สถานการณ์เท่านั้น” ลูเธอร์ที่อยู่ในเครื่องข่ายชี้แจง
“เธอจะสำรวจโบราณสถานก็ทำไปเถอะ ทางนี้พวกเราจะทำให้เต็มที่ ถ้ากรณีที่เลวร้ายก็จะขอให้เดอะคอลเลคชันหยุดโปรแกรมโลกเสมือนจริงและเรียกไคเลอร์มาช่วยอีกแรง”
“ไม่มีอะไรที่ฉันทำได้เลยเหรอคะ”
“มีสิ รีบทำภารกิจของเธอให้สำเร็จ ถ้าสามารถยืนยันได้ว่าโบราณสถานเป็นฐานทัพใหม่ได้ พวกเราก็จะได้อพยพหลังจากเรื่องนี้จบลง” ลูเธอร์ตอบกลับด้วยเสียงเฉียบขาด “ทุกคนคาดหวังกับเธออยู่นะ”
“ฉันจะทำให้ดีที่สุดค่ะ” โซลิเนตอบแบบไม่เต็มเสียง เหตุเพราะในหัวยังมีแต่ความเป็นห่วงทุกคน
บริเวณลานกว้างกลางป่า มีของแปลกประหลาดที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดมอง มันคือหินสีขาวจำนวนมากมายที่ถูกใครบางคนนำมาวางเรียงไว้เป็นวงกลมหลายชั้น ชั้นวงนอกน่าจะมีรัศมีเกินกว่าหนึ่งร้อยเมตร โซลิเนคาดเดาว่าของแบบนี้ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดจากจากธรรมชาติมันต้องเป็นฝีมือของมนุษย์อย่างแน่นอน
“ที่นี่มันคืออะไรคะ” เธอถามมีลาอย่างใคร่รู้
“น่าจะเกี่ยวข้องกับโบราณสถานนะคะ ข้าเองก็ไม่แน่ใจ…”
“มันคือวงกลมไสยเวทที่สร้างขึ้นจากการเรียงหินอาคมค่ะ เป็นของโบราณที่ไม่รู้ว่าใครสร้างทิ้งเอาไว้ และสร้างไว้เพื่อประโยชน์อันใดแน่” จอมเวทสาวตอบแทน
ยามเมื่อมองวงกลมหิน โซลิเนรู้สึกไม่ดีอย่างอธิบายไม่ถูก อาจจะเป็นประสบการณ์จากที่เธอฝึกฝนไซเลนเซอร์มา ยามที่มองสิ่งที่แฝงเจตนาร้ายเอาไว้เธอจะรู้สึกได้
กระอักกระอ่วน น่าขยะแขยง เป็นคำอธิบายเดียวที่จะเรียกความรู้สึกของโซลิเนในตอนนี้
“ไปต่อเถอะค่ะ ทางเข้าโบราณสถานอยู่ข้างหน้านี้เอง” มีลาเร่งให้ไปจากที่ตรงนั้น เธอเองก็รู้สึกแปลก ๆ กับสถานที่นี้เช่นเดียวกับโซลิเน
คณะของเธอมาถึงปากทางเข้าหนึ่งในสองแห่งที่เบลซเคยส่งข้อมูลมาให้ มองผิวเผินมันคล้ายกับถ้ำขนาดใหญ่ริมเนินเขาที่เมื่อเดินลึกเข้าไปก็จะพบกับบันไดขนาดใหญ่ที่ทอดยาวสู่เบื้องล่างใต้ดิน
“บันไดหิน… ลึกน่าดูเลยนะครับ” ไมสเตอร์มองสำรวจ จากตำแหน่งตรงนี้เขาไม่สามารถมองเห็นด้านล่างได้จึงไม่รู้ว่ามันจะลึกลงไปจนถึงแค่ไหน
“ลงไปดูกันเถอะค่ะ”
มันลึกยิ่งกว่าที่คาดไว้ บางครั้งเส้นทางก็ถูกเปลี่ยนเป็นทางวกวน บางครั้งบันไดก็จะหายไปกลายเป็นพื้นที่ของถ้ำตามธรรมชาติ โซลิเนไม่ได้สนใจมันนักเธอมุ่งค้นหาเฉพาะสิ่งที่น่าจะเกิดจากน้ำมือมนุษย์
ในความมืดมิดที่แสงส่องมาไม่ถึง พวกเขาอาศัยแสงสว่างจากสองสิ่ง คือไฟฉายแรงสูงที่ลูกน้องของโซลิเนถือเอาไว้และเวทมนตร์แสงที่พวกมีลาใช้กัน
มีลามีอาการผิดปกติจนสังเกตได้ ตอนแรกโซลิเนเข้าใจว่าเธออาจจะกลัวความมืดหรือกลัวว่าจะถูกสัตว์ร้ายที่ซ่อนตัวอยู่โจมตี แต่อาการนี้แปลกออกไป มีลามองสำรวจกำแพง ผนังถ้ำแทบทุกชุดที่พวกเขาเดินผ่าน ราวกับว่าเธอกำลังมองหาอะไรสักอย่าง
“หาอะไรอยู่เหรอคะ” ในที่สุดโซลิเนก็ทนต่อความสงสัยไม่ได้
“กับดักค่ะ ที่แบบนี้มันอาจจะมีกับดักอยู่ก็ได้”
“กับดักในโบราณสถานเหรอคะ”
“สถานที่โบราณแบบนี้ เราไม่รู้หรอกค่ะว่าจะมีอะไร”
“มันมีสมบัติที่ต้องเฝ้าเหรอครับ” ไมสเตอร์จี้ต่อ เขาก็รู้สึกแปลกใจเหมือนโซลิเน
“ระวังไว้ดีกว่าไม่ใช่เหรอคะ” อเดลาตอบห้วน ๆ เหมือนรำคาญที่นายหญิงเธอถูกซัก น้ำเสียงกระชาก ๆ ของเธอทำให้มีลาต้องหันมาและส่งสายตาปราม
คำพูดของอเดลามีเหตุผลอยู่บ้างสำหรับไมสเตอร์ แต่ไม่ใช่ในเรื่องการระแวงระวังภัยต่อกับดัก สำหรับเขาพวกมีลาดูไม่น่าไว้วางใจมากกว่าเสียอีก เขาลอบส่งสัญญาณให้กับลูกน้อง
“จับตาดูพวกนี้ไว้ ถ้าทำอะไรมีพิรุธก็จับตัวไว้เลย” มันเป็นสัญญาณลับที่รู้กันเฉพาะพวกไซคิกฮีโร
“ทำอะไรน่ะคะ” โซลิเนเห็นสัญญาณมือเข้าโดยบังเอิญ
“มือเป็นตะคริว… ครับ” ไมสเตอร์ยิ้มเฉไฉแบบไม่แนบเนียน เขาขยับนิ้วไปมาแก้เขินจนแน่ใจว่าโซลิเนและพวกมีลาไม่สนใจแล้วจึงออกคำสั่งย้ำอีกครั้ง ลูกน้องทุกคนพยักหน้ารับอย่างแข็งขันแล้วต่างก็แอบดูทุกการเคลื่อนไหวของพวกมีลา
ความลึกชันหลายร้อยเมตรผ่านไป ในที่สุดบันไดที่ยาวราวกับไร้ที่สิ้นสุดก็พาพวกโซลิเนมาสู่ชั้นแรกของโบราณสถานเทลิก ร่องรอยของอารยธรรมที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นอีกครั้ง ถึงจะไม่สามารถมองเห็นรอบด้านได้ทั้งหมดเพราะความใหญ่โตของสถานที่แต่อย่างน้อยพวกเขาก็พบว่าพื้นที่ยืนทั้งหมดได้ผ่านการปรับสภาพมาแล้ว ไม่เพียงแค่อยู่ในระนาบเดียวกัน มันยังถูกปูไว้ด้วยกระเบื้องหินที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา