Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 190: ย้ายฐานทัพ
“ดันเจียน” ใครคนนึงพึมพำขึ้น
“เบลซอยู่นั่นไง” อีกคนพึมพำบ้าง เขาชี้ไปทางแสงสว่างที่อยู่ห่างออกไปลิบ ๆ มันคือแสงจากคบเพลิงที่พวกเบลซจุดไว้ตามทาง
“ใหญ่มาก ๆ ว่าแต่นั่นเสียงอะไรน่ะ” โซลิเนพยายามเงี่ยหูฟัง เธอได้ยินเสียงคล้ายเสียงน้ำดังสะท้อนจากที่ไกล ๆ
“เสียงน้ำค่ะ อาจจะเป็นทะเลก็ได้”
“ทะเลในนี้น่ะเหรอ”
แล้วกลุ่มของโซลิเนก็เข้ารวมตัวกับกลุ่มของเบลซที่ยืนยิ้มแฉ่งต้อนรับอยู่
“เดินทางลำบากมาไหมครับ นี่ถ้าให้พวกผมเอารถกลับไปรับ ไม่นานก็มาถึงแล้ว ไม่น่าลำบากเดินเท้ามากันเลย” เบลซทักทายด้วยน้ำเสียงแฝงแววทะเล้น
“ไม่ใช่เพราะเสียงรถที่พวกนายใช้เหรอ ชาลูแถวนี้มันถึงได้ชุมขนาดนี้” โซลิเนถอนหายใจ
“ว่าแต่ว่า…” โซลิเนหันไปทางมีลา “เรื่องเมื่อกี้ คุณพูดว่าทะเลเหรอคะ”
“อาา… เดี๋ยวสิ รู้กันหมดแล้วเหรอ” เบลซทำเสียงเหมือนเด็กร้องโยเย
“หมายความว่ายังไง มันมีทะเลจริง ๆ เหรอ ไม่ใช่แหล่งน้ำใต้ดินนะ” ไมสเตอร์คาดคั้น
“ผมว่าพวกเราไปดูให้เห็นกับตาจะดีกว่าครับ” เบลซแสยะยิ้ม
เบลซพาทุกคนเดินไปในเส้นทางที่เขาสำรวจไว้หมดแล้ว ยิ่งเดินโซลิเนก็ยิ่งตกใจกับขนาดของโบราณสถาน มันถูกแบ่งออกเป็นหลายห้องหลายส่วน จนสามารถกลายเป็นเมืองย่อม ๆ ได้และยิ่งลงลึกเธอก็พบกับสิ่งที่มหัศจรรย์ยิ่งขึ้น
“ลูมิฟิตา มันคือตะไคร่เรืองแสงค่ะ” มีลาตาลุกวาว เธออธิบายว่ามันเป็นพืชที่เติบโตในสภาพแวดล้อมพิเศษ
ดูเหมือนว่าในโบราณสถานใช้ชั้นที่อยู่ลึกจะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเติบโตของลูมิฟิตาพอดี และด้วยเหตุนั้นมันทำให้ชั้นนี้และชั้นที่ต่ำกว่าสว่างไสวด้วยแสงสีเขียวอ่อน
ในห้องที่อยู่จุดต่ำสุดของโบราณสถาน มันถูกเชื่อมต่อกับโพรงขนาดยักษ์ที่ไม่รู้ว่าปลายทางไปสิ้นสุดที่ใด ที่แห่งนี้คือต้นกำเนิดเสียงดังตั้งแต่ก้าวแรกที่พวกเขามาถึง มันเหมือนกับชายหาดแต่แทนที่จะมีเม็ดทรายละเอียดแต่กลับเต็มไปด้วยก้อนหินแหลมคม ท้องฟ้าสดใสถูกแทนด้วยถนังถ้ำ และดวงอาทิตย์ก็ถูกแทนด้วยแหล่งกำเนิดแสงอย่างลูมิฟิตาที่ขึ้นกระจายอยู่ทั่วบริเวณ
“เหมือนทะเลจริง ๆ ด้วย”
“บางคนเชื่อว่ามันอาจจะเชื่อมต่อไปถึงทะเลข้างนอกค่ะ แต่ยังไม่เคยมีใครสำรวจได้ทั่วเพราะในชั้นนี้นอกจากเส้นทางสลับซับซ้อนแล้วบางส่วนก็มืดและมีน้ำท่วมทั้งเส้นทาง” มีลาให้ข้อมูลเสริม
“อ๊ะ อย่าลงไปเดินในน้ำนะครับ มันมีปลาที่อันตรายด้วย” เบลซเตือนเมื่อเห็นโซลิเนทำท่าจะลงไปสำรวจ เขาไม่ได้บอกว่าตนเองเกือบถูกปลาฉลามไร้ตาที่เป็นเจ้าถิ่นในนี้เล่นงานมาแล้ว
“น้ำเค็ม… แถมยังมีปลาด้วย ก็คงจะเชื่อมไปถึงทะเลจริง ๆ แหละครับ” ไมสเตอร์สรุปตามที่เห็น
เบลซแสยะยิ้มและผายมือไปทางทะเลสีดำอยู่ข้างหลัง “มีทะเลนี่เราก็มีอาหารแทบไม่จำกัดครับ ถ้าขนเครื่องกรองจากฟอลลอนทาวเวอร์มาใช้เราก็จะหมดปัญหาเรื่องน้ำจืดด้วย”
“เส้นทางด้านบนก็เหมาะกับการเฝ้าระวัง” ไมสเตอร์กุมคางครุ่นคิด
“เราเจอทางเข้าอีกทางด้วย เป็นทางที่เล็กกว่าและมองเห็นได้ยากจากภายนอก จะปิดตายทางนั้นทิ้งหรือซ่อนมันเอาไว้ก็ไม่ยากครับ” ลูกน้องเบลซรายงาน
“น่าสนใจ… ซ่อนมันไว้ก่อนก็แล้วกัน ถ้าเราจะย้ายมาอยู่ที่นี่ฉันก็อยากแน่ใจว่าเรามีทางหนีทีไล่หลายทาง” โซลิเนออกคำสั่ง
โซลิเนสำรวจเทลิกต่อจนเวลาล่วงเลยไปจนถึงพลบค่ำ เมื่อแน่ใจแล้วว่าเธอเห็นทุกอย่างที่ควรต้องเห็นแล้ว เธอจึงติดต่อกับลูเธอร์และรายงานสิ่งที่ได้มาโดยไม่ลืมถามไถ่สถานการณ์ของทางนั้นด้วย
“แย่กว่าที่คิด พวกพันธุ์ใหม่ตัวโตขึ้นจนเกือบเท่ากับมนุษย์ และมันก็อุกอาจขึ้นทุกวัน กลุ่มของเราเล็กกว่ากลุ่มของเอ็นดริคมันเลยเล็งพวกเราก่อน พรุ่งนี้ก็น่าจะมาอีกแน่”
“แล้ว… เราเสียหายไปแค่ไหนคะ”
“เราเสียคนไป 35 คน ที่บาดเจ็บก็อีกไม่น้อย ทุกคนเสียขวัญกันมาก แต่ก็ยังดีที่ไม่มีใครย้ายไปร่วมกับพวกเอ็นดริคนะ”
“ถ้าย้ายแล้วปลอดภัยกว่าก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
“จะปลอดภัยกว่าจริงหรือเปล่าก็ไม่แน่หรอก”
“เรียกประชุมผู้บริหารเถอะค่ะ” โซลิเนเปลี่ยนเรื่อง “ฉันอยากให้วันนี้เราได้ข้อสรุป จะย้ายมาที่นี่หรือปักหลักอยู่ที่ฟอลลอนทาวเวอร์ต่อ เราต้องรีบตัดสินใจแล้ว”
มันไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจได้โดยง่าย แม้ว่าโซลิเนและไมสเตอร์จะนำเสนอข้อดีของเทลิกหลายข้อ แต่การต้องทิ้งที่มั่นเดิมเป็นเรื่องที่ยากลำบาก การอพยพคนหกพันกว่าคนที่มีทั้งเด็ก คนแก่ และผู้บาดเจ็บ ผ่านพื้นที่รกร้างที่มีชาลูดักซุ่มอยู่เป็นการกระทำที่หลีกเลี่ยงความสูญเสียได้ยาก
“เราผลิตปัจจัยสี่ได้ไม่พอกับความต้องการ… การป้องกันก็ยากเย็นขึ้นทุกวัน ยังไม่นับแรงกดดันจากกลุ่มเอ็นดริคที่กำลังรอให้พวกเราอ่อนแออยู่ ถ้าตั้งรับอยู่ที่เดิมก็เหมือนเราโยนโอกาสรอดทิ้ง”
“ใช่… เราต้องทำอะไรสักอย่างแน่นอน แต่ฉันยังไม่มั่นใจว่าการย้ายฐานทัพมันคือคำตอบ” ลูเธอร์พูดด้วยน้ำเสียงระอาใจ
“ฉันเสียเมอร์ดิอัสอินดัสเทรียลไปแล้ว บอกตามตรงว่าการที่ได้มาอยู่กับฟอลลอนคอร์เปอร์เรชันเป็นความอุ่นใจของฉันและทุกคนที่ตามฉันมา ฉันเองก็เห็นด้วยกับลูเธอร์ ถ้าเราจะทิ้งที่นี่ไปมันจะต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายจริง ๆ” มิสเตอร์เมอร์ดิอัสก็มาในทิศทางเดียวกัน
“สำหรับผม ผมไว้ใจคุณหนูโซลิเน ถ้าเธอเชื่อว่าที่ใหม่ดีกว่าผมก็อยากติดตามเธอไป” ชายแก่อดีตผู้นำชุมชนเขตแปดยืนกรานว่าเขาเลือกตามเธอ
อีกหลายคนเสนอความเห็น อีกหลายคนให้ข้อมูลเพิ่ม มีทั้งข้อมูลทางสถิติที่เห็นเป็นตัวเลขอย่างชัดเจน ข้อมูลผลสำรวจความเห็นของผู้คน ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่กำลังเปลี่ยนไปของชาลู ข้อมูลมากมายจากหลายด้านไม่ได้ช่วยให้พวกเขาได้ข้อสรุป
อาจจะเป็นเพราะทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจว่าฟอลลอนทาวเวอร์จะต้านทานไว้ได้อีกไม่นาน แต่พวกเขาก็รู้ว่าการทิ้งมันไปจะต้องแลกกับสิ่งสำคัญมากมายที่ไม่มีโอกาสได้คืนมาในอนาคต
“มันโหดร้าย เราอาจจะต้องทั้งความสะดวกสบาย และเอาชีวิตคนมากมายไปเสี่ยงในระหว่างการอพยพ แต่… ได้โปรดเข้าใจด้วยเถอะค่ะว่ามันเป็นโอกาสรอดของเรา”
ลูเธอร์เห็นภาพโฮโลแกรมของโซลิเนแล้วก็เผลอหัวเราะ ไม่ใช่การหัวเราะเพราะสบประมาท แต่มันคือความรู้สึกเอ็นดูของชายสูงวัยที่มองหญิงสาวคนหนึ่งเหมือนกับลูกหลาน เขายังจำได้ว่าไม่กี่วันก่อนหน้านี้เธอยังไม่มีแววตาและน้ำเสียงแบบนี้เลย ดูเหมือนเวลาสิบปีในโลกเสมือนจริงจะเปลี่ยนโซลิเนให้กร้าวแกร่งขึ้นไปอีกขั้นโดยที่เจ้าตัวเองก็อาจไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ
“ที่จำเป็นต้องพูด ก็พูดกันไปหมดแล้ว มาโหวตกันเถอะ”
สิบเอ็ดต่อสิบ… โซลิเนโหวตชนะไปเพียงฉิวเฉียด เป็นอันว่ามติย้ายฐานทัพได้ข้อสรุปอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ มีบางคนแสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจกับผลลัพธ์นี้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้อีก
โซลิเนทิ้งพวกมีลาเอาไว้ที่เทลิกตามคำขอของพวกเธอ คณะของโซลิเนเร่งเดินทางกลับมาเพื่อเตรียมการสำหรับการอพยพครั้งใหญ่ที่น่าจะเต็มไปด้วยปัญหามากมาย
อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่สามารถโยกย้ายจากฟอลลอนทาวเวอร์ไปได้ พวกเขาก็ช่วยกันย้ายมันไปไว้บนพาหนะที่มีอยู่อย่างจำกัด
“ชีวิตคนสำคัญ แต่เทคโนโลยีพวกนี้เราหาไม่ได้อีกแล้ว” ลูเธอร์ไม่ยอมอ่อนข้อ เขายืนกรานที่จะใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ไปกับการขนย้ายสิ่งของและอาวุธ
“เอาคนเจ็บและคนที่ไม่สามารถเดินทางไหวขึ้นรถให้หมดก่อนค่ะ เหลือที่เท่าไหร่แล้วค่อยขนของอย่างอื่นไป” โซลิเนก็หัวดื้อไม่แพ้กัน
“ทิ้งเอาไว้ไม่ได้นะ โดยเฉพาะอาวุธ เรากลับมาเก็บรอบสองไม่ได้หรอก พวกเซเวนวูล์ฟได้มาเก็บไปหมดแน่”
“ถ้าขนไม่ไหวก็ทิ้งไปค่ะ เอาเท่าที่เอาไปได้ หลังจากนี้เราค่อยสร้างเพิ่มเอา”
“สร้างเพิ่ม…” ลูเธอร์ถอนหายใจ “สร้างปืนเพิ่ม มันไม่เหมือนกับการสร้างดาบสร้างหอกนะ”
“ถ้าเอาคนไปได้ไม่หมด รับรองได้เกิดปัญหาตามมาแน่ค่ะ หรือคุณอยากจะลองเสี่ยง” โดยไม่รอคำตอบของลูเธอร์ โซลิเนหันไปตบไหล่เจ้าหน้าที่และกำชับให้เขาดูแลผู้โดยสารทุกคนให้ดี
“ดื้อจริง ๆ” ลูเธอร์ส่ายหัวพร้อมกับหัวเราะอย่างเหนื่อยใจไปด้วย “หวังว่าเธอจะคิดถูกนะยายหนู”
ย้อนกลับไปเล็กน้อย ก่อนที่โซลิเนจะออกไปสำรวจเทลิก เธอได้รู้มาว่าจะมีการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเพื่อมารับการฝึกฝนและดัดแปลงเป็นไซเลนเซอร์แบบที่โซลิเนเคยได้รับมาก่อน เธอไม่ได้สนใจนักว่าใครจะได้รับเลือกและฝากเรื่องนี้ให้ลูเธอร์รับผิดชอบไป
ผลของการคัดเลือกทำให้เธอประหลาดใจ เพราะหนึ่งในนั้นมีคนโซลิเนที่คิดว่าไม่น่าจะไปอยู่ตรงนั้นได้
ซามูเอล แกสดอน หัวหน้าบอร์ดีการ์ดส่วนหัวของลูเธอร์ ฟอลลอน อดีตทหารปลดประจำการของจักรวรรดิ คือคนแรกที่ถูกเสนอชื่อ และเขาก็ผ่านการทดสอบที่ทำขึ้นพอเป็นพิธีอย่างง่ายดาย
โดโรธี สเตวอร์ด อดีตหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยเมอร์ดิอัสอินดัสเทรียลและอดีตทหารรับจ้างชื่อดัง เช่นเดียวกับซามูเอลที่ทุกคนมองว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด เธอได้รับการสนับสนุนจากมิสเตอร์เมอร์ดิอัสอย่างเต็มที่
งานหนักจึงเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่มีนับสิบตัวเลือก พวกเขาคัดเลือกจากทักษะการยิงปืน การต่อสู้มือเปล่า ความรู้และทักษะเอาตัวรอดพื้นฐาน และคนที่เอาชนะทุกคนได้อย่างไม่น่าเชื่อก็คือเธอ
แอมเบอร์ เรดวูด หนึ่งในเพื่อนสนิทของโซลิเน นางแบบชื่อดังในเวทีระดับโลก เธอ โซลิเน และ อลิสัน ไพรเมอร์คือสามสาวเพื่อนสนิทที่ติดอันดับสาวโสดที่ผู้ชายหมายปองมากที่สุดในดาวอัลเทอัน และยังติดหนึ่งในร้อยของระดับจักรวาลอีกด้วย
ไม่มีใครคิดว่าสาวบอบบางแบบแอมเบอร์จะผ่านการทดสอบและเป็นหนึ่งในสามของผู้ที่ถูกคัดเลือก เธอได้แสดงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมาจนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคน โซลิเนเองก็เพิ่งรู้ความจริงว่าแอมเบอร์เป็นลูกพี่ลูกน้องของอลินา แอมเบอรี และเธอก็แอบซ่อนคุณสมบัติเอาไว้ตั้งแต่แรก
โซลิเนมาลองใคร่ครวญดู …แอมเบอร์อาจจะเคยรู้จักโซนาตาผ่านทางอลินาด้วยซ้ำ หรือว่านี่คือสาเหตุที่เพื่อนตัวแสบมักจะถือหางโซนาตาอยู่เสมอนะ…
กลุ่มของโซลิเนใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม ๆ เพื่อเตรียมตัว แล้วการย้ายฐานทัพก็เริ่มหลังจากนั้น กำลังเพียงเล็กน้อยถูกทิ้งไว้เฝ้าที่อาคารลับของเดอะคอลเลคชัน ส่วนที่เหลือก็ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยคุ้มกัน
เป็นไปไม่ได้เลยที่ขบวนของมนุษย์กว่าหกพันคนจะเดินทางผ่านแดนรกร้างได้โดยไม่ถูกพบเห็น โซลิเนนำอยู่หน้าสุดของขบวน ฟิลิเซียอยู่รั้งท้าย ส่วนไซคิกฮีโรเกือบทั้งหมดถูกกระจายและแทรกซึมไปในฝูงชนเพื่อรอรับการโจมตีที่มาได้ทุกเมื่อ
อาวุธมีไม่เพียงพอ ปืนส่วนใหญ่เป็นของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่มีเหลืออยู่เพียงสามร้อยคน นอกนั้นก็มีปืนของชาวบ้านและปืนที่ได้มาจากทหารที่ลักลอบเก็บซ่อนไว้อีกราวสองร้อยกระบอก พวกที่เหลือจำเป็นต้องหาอย่างอื่นมาใช้เป็นอาวุธชั่วคราว
จิมมีเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ปืนมาจากศพทหาร เขาถือมันไว้ให้อุ่นใจแต่เจ้าตัวไม่แน่ใจว่าจะมีสติพอใช้มันหรือไม่ สุดท้ายลินดาเห็นท่าไม่ดีกลัวว่าเขาจะทำปืนลั่นเปรี้ยงปร้างขึ้นมาก็เลยอาสาเป็นคนดูแลปืนนั้นให้แทน
“อยู่ไกลมากไหม” จิมมีถามด้วยความกังวล
“ไม่ไกลมาก โซลิเนสามารถไปและกลับได้ในวันเดียว แต่ถ้าไปกันเป็นขบวนใหญ่แบบนี้ก็อาจจะต้องใช้เวลาสองสามวันเลย” ลินดาตอบแล้วก็เห็นสีหน้าเพื่อนที่เหมือนจะเป็นลม
โซลิเนสำรวจเส้นทางไว้แล้วจากการเดินทางครั้งก่อนแต่มันไม่ช่วยอะไรมาก เส้นทางที่เธอไปนั้นไม่เหมาะกับการพาคนจำนวนมากผ่าน หลายครั้งที่เธอผ่านอุปสรรคไปได้ก็เพราะตนและพวกไซคิกฮีโรทำในสิ่งที่คนทำธรรมดายากจะทำได้