Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 19: เริ่มการผจญภัยของโซนาตาและเจเนวีฟ
“แน่ใจแล้วเหรอว่าจะไม่พาคนไปเพิ่ม อย่างน้อยก็น่าจะพาฉันไปด้วย” อัลโตซึ่งอยู่ด้วยรู้สึกวิตก โซนาตาฝากเขาให้ช่วยเจ้าเมืองคนใหม่คุ้มครองเมืองนี้ แต่อัลโตไม่คิดว่าความปลอดภัยของเมืองสำคัญเท่าชีวิตของเพื่อนสนิท
“รออีกสักหน่อยไม่ได้เหรอ” ด็อกมาก็เป็นห่วงไม่ต่างกัน เขาบอกโซนาตาว่าตนเองได้เจอพาลาดินมือดีคนหนึ่งและอีกฝ่ายรับปากจะมาเป็นกำลังให้ในภายหลัง
“ไม่จำเป็นต้องรอหรอก แค่อยากไปสืบดูลาดเลาเท่านั้น แล้วเอาคนไปเยอะมันจะยิ่งเอิกเกริก” โซนาตาตอบหน้านิ่ง
“แล้วจำเป็นต้องพายัยเจเนวีฟไปด้วยเหรอ” เวเนชี้ไปที่เพื่อนรักตัวดีที่ตอนนี้ยืนหลบหลังโซนาตา เธอทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้กับท่าทีไม่ชอบใจของเวเน เห็นได้ชัดว่าความคิดเรื่องติดตามโซนาตาไปไม่ได้มาจากเวเนซึ่งชอบการผจญภัย
“ทำอะไรกับเพื่อนเธอหน่อยก็ดีนะ ฉันก็ไม่ได้อยากจะพาไปด้วยหรอก” โซนาตาคิดว่าอาจจะได้พวกมาช่วยจัดการเรื่องนี้
“นั่น! เขาพูดออกชัด เธอเองก็รู้ตัวว่าต่อสู้ไม่ได้ เธอจะไปทำไมกัน” เวเนรู้สึกมึนงงกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเพื่อน เจเนวีฟไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
“ข้าก็คงมีประโยชน์อะไรอยู่บ้าง” เจเนวีฟเอ่ยอ้อมแอ้ม “ข้าบอกว่าจะไป แล้วตอนแรกเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เจ้าอย่าทำให้เสียเรื่องสิ”
“เขาไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้อยากให้เจ้าไปนะ” เวเนครางออกมาอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรกับเพื่อน เธอว่าเธอเดาได้ว่านี่คงเป็นอานุภาพของรักแรกที่เธอเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เจเนวีฟแสดงออกมาสักพักแล้วว่ารู้สึกหลงใหลชื่นชมในตัวโซนาตา
พอเห็นว่าเขายิ่งสนิทชิดเชื้อกับเชอรีส เจเนวีฟก็ดูเหมือนพยายามจะดึงความสนใจของโซนาตามาที่เธอให้ได้ พยายามทำทุกวิธีการแม้แต่จงใจยั่วยวน ดูเหมือนตั้งใจจะชนะใจเขาให้ได้ด้วยทุกสิ่งที่เธอทำได้แม้แต่การเอาชีวิตไปเสี่ยง
“เจเนวีฟ… ” เวเนหาโอกาสพูดคุยกับเจเนวีฟเป็นส่วนตัวครั้งสุดท้ายก่อนโซนาตาออกเดินทาง
เธอลองห้ามปรามเท่าที่เธอจะทำได้ แต่ก็ต้องจนมุมเมื่ออีกฝ่ายอ้างถึงแต่ความรู้สึกของตนเอง ดูเหมือนว่าโซนาตาผู้นำกลุ่มทหารจากต่างโลกจะได้หัวใจเพื่อนของเธอไปครองทุกห้องหัวใจ เมื่อเวเนพูดจนเหนื่อยแต่เปลี่ยนใจอีกฝ่ายไม่ได้ เธอถึงกับทำหน้าท้อ
“ทีเจ้ายังอยากติดตามเขาไปเลย แล้วทำไมถึงต้องมาห้ามข้าด้วย” เจเนวีฟเสียงเขียวใส่เวเน
“เหมือนกันที่ไหนเล่า เจ้าก็รู้ ข้าอยากผจญภัยด้วยถึงได้อยากติดตามไป ที่สำคัญข้าก็ต่อสู้ได้ ข้ามีประโยชน์กับพวกเขา ส่วนเจ้า เจ้าไปเพราะ… ” เวเนไม่อยากพูดดัง เธอลดเสียงลง “นี่มันไม่ใช่เรื่องดีเลย เจ้าต้องตาสว่างนะ ผู้ชายคนนั้นดูเหมือนจะต้องจากที่นี่ไปในภายหลัง เจ้าอย่าพยายามฝืนพยายามอย่างเสียเปล่าเลย เขาไม่ชอบเจ้าหรอก”
“เรื่องนั้น ข้าไม่ลองเข้าหาต่อไป แล้วจะรู้ได้ยังไง” เห็นได้ชัดว่าเจเนวีฟปักใจกับโซนาตาอย่างเหนียวแน่น “หลายเดือนมานี้ข้าก็เริ่มศึกษาเวทมนตร์มาบ้างด้วย ข้าทำเพื่อเขา อีกไม่กี่ปีข้าก็อาจจะเป็นกำลังให้เขาได้เหมือนกัน”
“เริ่มศึกษา แต่ไม่เก่งกาจ เจ้าควรจะรอให้เก่งก่อนสิ นี่รนไปหาที่ตาย” เวเนเสียงดุ อยากให้เพื่อนคิดถึงความปลอดภัยของตนและคุณค่าภายในตัวเอง “เจ้าหลงใหลเขาซะจนอยากให้เค้าสนใจขนาดนั้นเลยเหรอ”
“เธอไม่เข้าใจหรอก จนกว่าเธอจะรักใครเข้าสักคน” เจเนวีฟใช้แต่หัวใจ ไม่ได้ใช้สมอง
เวเนฟังแล้วคิ้วกระตุก ความฉุนเฉียวโมโหพล่านในอก เธออาจจะไม่เคยรู้จักกับความรัก แต่ก็ไม่คิดว่าเจเนวีฟมีประสบการณ์มากกว่า เธอเป็นพวกบางทีทำสิ่งที่ต้องการทื่อ ๆ ตรง ๆ เหมือนคนโง่ แต่เธอก็ฉลาดพอจะรู้ว่าสิ่งที่เพื่อนรักตัดสินใจว่าจะต้องทำลงไป มันคือเรื่องโง่ ๆ
“หมอนั่น ไม่ได้คิดอะไรกับเธอหรอก เอาชีวิตไปเสี่ยงก็ไม่ได้ช่วยให้เขาหันมาสนใจ”
“ถ้าเขารู้ว่าข้ารู้สึกกับเขาขนาดไหน เขาจะต้องใจอ่อนแน่” เจเนวีฟยืนกรานอย่างมั่นอกมั่นใจ ไม่สนใจคำตักเตือน
แล้ววันออกเดินทางก็มาถึง จุดหมายแรกของโซนาตาคือหมู่บ้านรามอนที่อยู่ในอาณาเขตของเรวาเรนท์ เขาเคยได้ยินโครงสร้างของสังคมเรวาเรนท์มาแล้วแต่ก็อยากเห็นกับตาตัวเอง
รามอนมองผิวเผินไม่ต่างจากหมู่บ้านในเขตปกครองของเอเทเซียนัก แต่มันดูเงียบเหงา อึมครึมและเต็มไปด้วยกลิ่นเน่าเหม็นของซากศพ ผู้คนที่นี่ใช้ชีวิตประจำวันกันตามปกติ แต่ในยามกลางคืนทุกคนจะเก็บตัวอยู่กับบ้านเพราะมันเป็นช่วงเวลาที่พวกอันเดดจะออกมาจากที่หลบภัย
“พวกอันเดดส่วนใหญ่กลัวแสงอาทิตย์ พวกมันเลยซ่อนตัวในตอนเช้าและออกมาแค่เฉพาะเวลากลางคืน” เจเนวีฟกระซิบ มือของหนึ่งบีบกำแขนของโซนาตาที่ยืนล้ำด้านหน้าเธอ ทั้งสองหลบมุมแอบลอบมองหมู่บ้านจากระยะไกลเพราะว่าไม่ฉลาดเลยที่จะพยายามแฝงตัวเข้าไปในหมู่บ้านที่ถูกปิดกั้น
“หมู่บ้านของมนุษย์นี่ทำหน้าที่สำหรับเพิ่มจำนวนสินะ” โซนาตาสรุปจากที่เห็น มือค่อย ๆ ปลดแกะมือเล็กที่เกาะแขนของเขาอย่างถือวิสาสะ
พวกเรวาเรนท์ปล่อยให้มีคนเป็นเหลืออยู่ในเขตของตน เพียงเพื่อตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ในเรื่องการเพิ่มจำนวน คนในหมู่บ้านเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนมาเป็นอันเดดในภายหลัง
“ส่วนหนึ่งก็เอาไว้เป็นอาหารด้วย พวกแวมไพร์เองก็ต้องใช้เลือด”
“ว่าไปก็เหมือนปศุสัตว์สินะ” โซนาตาเห็นแล้วก็อดขำตลกร้ายไม่ได้ เขาเห็นเรื่องนี้มาตลอดทั้งชีวิต ในโลกอนาคตที่เขาจากมาก็เป็นแบบเดียวกัน มนุษย์ไม่ได้มีชีวิตอย่างที่ควรมีแต่ถูกปล่อยให้ยังมีชีวิตอยู่โดยพวกดราโกเนียน
กองทัพอันเดดบางส่วนฝังตัวเองอยู่ใต้ดินในช่วงเวลาเช้าแบบนี้ แต่โซนาตาไม่คิดว่าพวกในใต้ดินนั่นคือทั้งหมดของกองทัพซึ่งได้ยินมาว่ามีจำนวนหลายหมื่นหลายแสนนาย เขาแน่ใจว่าพวกอันเดดต้องมีที่กบดานขนาดใหญ่อยู่อีก
“มีข่าวลือว่าเรวาเรนท์มีเมืองอยู่ใต้ดินด้วย แต่ว่าไม่เคยมีใครเห็นหรือรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน”
“นั่นคือหน้าที่ของเราที่ต้องหาให้เจอ”
ทั้งสองตระเวนซุ่มดูและสังเกตการณ์หมู่บ้านต่าง ๆ หลายแห่งผ่านทั้งสายตาของตนเองและอุปกรณ์สอดแนมที่โซนาตานำติดตัวมาด้วย เป็นอย่างที่โซนาตาเข้าใจ กองทัพผีดิบบางส่วนซ่อนตัวอยู่ในดินและค่ายทหาร
แต่พวกที่ซ่อนอยู่เป็นแค่ส่วนเดียวแบ่งออกมาเท่านั้น เรวาเรนท์ยังมีกองทัพที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้อีกมากมาย
“เจ้านี่ น่าจะคือมอร์โด” เจเนวีฟชี้ไปที่จอภาพโฮโลแกรมที่โซนาตาฉายจากชุด มือเธอจับมือของเขาไว้ มือเย็น ๆ ไม่มีเหงื่อชื้น โซนาตาชักเริ่มรู้สึกคุ้นกับมือนั้น หลังเธอถือวิสาสะจับมือเขาไปกุมอยู่นาน ๆ บ่อย ๆ สายตาของเขาจับจ้องมองภาพสิ่งที่เจเนวีฟชี้ให้ดู
ภาพของการ์กอยล์ตัวใหญ่กว่าการ์กอยล์ทั่วไปอยู่ในสายตาของเขา มันมาพร้อมกับชุดเกราะและไม้เท้าท่าทางอันตราย “ข้าได้ยินมาว่ามันเป็นลูกน้องของดาร์คเจสเตอร์”
โซนาตามองมอร์โดด้วยความสนใจ ตอนแรกเขาได้เห็นแต่พวกอันเดด แต่ดูเหมือนว่ากลุ่มเรวาเรนท์นี้จะมีเผ่าอมนุษย์ปะปนอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก
“อยากลองสู้ดูจังเลย” เขาพึมพำด้วยความเสียดาย ถ้าไม่ติดที่ต้องกระเตงเอาเจเนวีฟมาด้วย ชายหนุ่มคงดักโจมตีเจ้าตัวประหลาดนี่ไปแล้ว
“ข้าขอโทษที่เป็นตัวเกะกะท่าน” เจเนวีฟไม่ยอมปล่อยมือเขา เสียงของเธอกระเง้ากระงอด
“ฉันยังไม่ได้กล่าวหา” โซนาตาหน้านิ่ว
“แต่ท่านทำสีหน้าเหมือนกับว่าเป็นเช่นนั้น… ” เธอช้อนสายตามองเขาอย่างตัดพ้อ มือที่จับเขาอยู่บีบแน่น ไม่ยอมคลายในชั่วระยะเวลาหนึ่ง
โซนาตาหันไปคิดถึงข้อมูลที่รวบรวมมา แทนจะจดจ่อกับมือที่ยื้อแขนเขาอยู่ และคำตัดพ้อซึ่งเขาไม่อยากเสียเวลาแก้ตัว เขายิ่งคิดก็ยิ่งพบว่าประมาทกองทัพเรวาเรนท์ไม่ได้เลย เขาได้พบกับเผ่าพันธุ์ที่เรียกตนเองว่าบอร์แมนแล้ว พวกนั้นเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งหมู่ป่าที่ป่าเถื่อน บอร์แมนอาจจะไม่ได้เป็นอมตะเหมือนพวกอันเดดซึ่งเป็นกำลังส่วนใหญ่ของเรวาเรนท์แต่พวกนี้อย่างน้อยก็โดดเด่นในเรื่องอยู่ภายใต้แสงตะวันได้
“ตรงนั้นมีบอร์แมนที่เป็นอันเดดด้วย” เจเนวีฟดึงกล้องสอดแนมของโซนาตามาส่อง เพราะเห็นบางสิ่งเข้ามาในระยะมองเห็น
สิ่งที่เธอกำลังมองดูอยู่ คือบอร์แมนที่ถูกเปลี่ยนเป็นซอมบีหรือโครงกระดูกผีแล้ว
“เจ้าพวกนี้โดยพื้นฐานแข็งแรงกว่ามนุษย์ ยิ่งกลายเป็นอันเดดก็ยิ่งอันตราย” โซนาตาเริ่มเข้าใจเหตุผลที่เอเทเซียไม่มีโอกาสเอาชนะได้ แม้ว่ากองทัพพาลาดินของพวกเขาจะแข็งแกร่งและยังชนะทางพวกอันเดด แต่เรวาเรนท์เองก็มีความหลากหลายของสายพันธุ์และพวกเขายังมีขุนพลที่แข็งแกร่งอีกนับไม่ถ้วน
ทั้งสองได้ข้อมูลมามากมายเกี่ยวกับกำลังรบ สภาพภูมิประเทศและผู้คน แต่ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองหลวงของเรวาเรนท์มีเพียงน้อยนิดที่สามารถสอดแนมมาได้ โซนาตาขอให้ด็อกมาช่วยสแกนหาเมืองหลวงใต้ดินผ่านวิธีการหลายอย่าง แต่มันก็ไม่เป็นผล เมืองหลวงน่าจะมีวิทยาการเวทมนตร์ที่ป้องกันการถูกค้นหาและตรวจสอบจากภายนอก วิธีเดียวที่จะล้วงลึกข้อมูลของฝั่งนั้นได้คือพวกเขาต้องเข้าไปยืนยันด้วยตนเอง