Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 192: พลังที่พวกเธอเลือก

อดีตนางแบบชื่อดัง แอมเบอร์ เรดวูด
วันที่สามหลังการเดินทางของพวกโซลิเนและปีที่สามในโลกเสมือนจริงของ แอมเบอร์ ซามูเอล และโดโรธี ทั้งสามกำลังรับมือกับความยากลำบากแบบเดียวกับที่โซลิเนเคยผ่านมาแล้วโดยมีไคเลอร์ตามมาช่วยในฐานะพี่เลี้ยง
ไคเลอร์ไม่ได้กลับมาเป็นเด็กเหมือนกับครั้งที่แล้ว เดอะคอลเลคชันมอบหน้าที่ใหม่ให้กับเขาในฐานะครูประจำกลุ่มของพวกแอมเบอร์ มันคล้ายกับครั้งก่อนของโซลิเน ทั้งสามถูกจับให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับคาเซียและลีอา
แอมเบอร์ปรับตัวได้อย่างยอดเยี่ยม เธอสวมบทกลายเป็นเด็กอีกครั้ง เดิมทีเธออายุมากกว่าโซนาตาและอลินาที่เป็นญาติของเธออยู่หลายปี แต่ตอนนี้เธอกลับกลายเป็นรุ่นน้องที่ตามติดพวกเขาแจไปแล้ว
ซามูเอลผู้เคร่งเครียดเสมอยังคงหน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลา เขาไม่สนุกสักนิดกับชีวิตใหม่ ไม่มีความคิดเรื่องเที่ยวเล่น พักผ่อน และทำกิจกรรมอื่นใดที่นอกเหนือไปจากการฝึก ในหัวของเขามีเพียงแค่ต้องการแข็งแกร่งขึ้นเพื่อให้ตนสามารถทำประโยชน์ให้กับลูเธอร์ผู้เป็นนายจ้าง รวมถึงโซลิเนที่เขายังไม่ได้ยอมรับเป็นนายใหม่อย่างเต็มใจ
ตรงกันข้ามกับโดโรธี รายนี้เจียดเวลาเท่าที่จำเป็นเพื่อฝึกฝน ส่วนเวลาอื่นเธอใช้ไปกับการเที่ยวเล่นสังสรรค์และความบันเทิงทุกอย่างเท่าที่สามารถหาได้ ที่น่าตกใจก็คือเธอกลับฝีมือก้าวหน้าเร็วกว่าซามูเอลและแอมเบอร์
ไคเลอร์ให้คำปรึกษาอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ทั้งสามเลือกความสามารถที่เหมาะสมที่สุด โดยต้องเป็นความสามารถที่ใช้การได้จริงและเข้ากับลักษณะนิสัยของคน ๆ นั้น
ซามูเอลสนใจพลังที่ทำให้เขาฆ่าคนได้แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นไซเลนเซอร์ หลังจากช่วยกันขบคิดอยู่นานไคเลอร์ก็ได้คำตอบ การสังหารไซเลนเซอร์ด้วยพลังพิเศษจำเป็นต้องทำเงื่อนไขบางอย่างเพื่อให้สามารถเอาชนะการต้านทานจากสเปลอิมมูนิตี นั่นก็คือมีสามทางเลือก
หนึ่ง… พลังทำลายรุนแรงอย่างไร้เงื่อนไข ยิ่งตัดเงื่อนไขซับซ้อนและลูกเล่นออกไป หลงเหลือไว้เพียงพลังทำลายบริสุทธิ์ได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสชนะแรงต้านทานได้สูง จุดอ่อนของวิธีนี้คือมันยังเป็นการแข่งกันระหว่างพลังในการทะลุทะลวงและพลังที่การต้านทาน นั่นก็คือหากอีกฝ่ายมีสเปลอิมมูนิตีระดับที่สูงกว่ามันก็ยังคงมีปัญหา
ตัวอย่างของพลังลักษณะนี้ที่เห็นได้ชัดก็เช่น “เทิร์นทูดัสต์” ของเคสเทรล ฟอร์ทีส พลังของเขาไม่มีอะไรซับซ้อนนอกจากการแยกสลายอะตอมของทุกสิ่งที่ตนสัมผัส และหากมีเวลาในการยึดจับศัตรูได้นานพอ แม้แต่ไซเลนเซอร์ก็ไม่สามารถหยุดพลังทำลายของมันได้
สอง… พลังทำลายทางอ้อม ในเมื่อใช้พลังกับไซเลนเซอร์โดยตรงยาก ความสามารถที่ได้ผลจึงมักเป็นความสามารถที่ส่งผลกับสภาพแวดล้อมแทน ไฟพลังจิตไม่สามารถผ่านสเปลอิมมูนิตีได้ แต่ความร้อนของมันอาจจะทำให้อากาศลุกไหม้ และมีอีกหลายกรณีที่เข้าข่ายแบบนี้ เช่น เล่นงานด้วยการทำให้เกิดสูญญากาศ สร้างความสั่นสะเทือน และอื่น ๆ อีกมากมายที่ผู้ใช้เองไม่ได้ตั้งใจให้มันส่งผลกับมนุษย์เพียงอย่างเดียว
ทางเลือกที่สาม… คือทางที่ซามูเอลสนใจที่สุด ลักษณะของทักษะแบบมีเงื่อนไขซับซ้อน ยิ่งทำได้ครบตามเงื่อนไข ผลของมันก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไคเลอร์ยกตัวอย่างทักษะบางประเภทที่ผู้ใช้จะได้รับผลเสียไปด้วย ทักษะลักษณะนี้ส่งผลต่อจิตใจของผู้ใช้โดยตรงแต่มันก็บีบให้ทักษะทรงพลังขึ้น
“ทักษะที่โจมตีและแฝงพลังระเบิดไว้ในตัวอีกฝ่าย” ไคเลอร์ที่สวมบทครูที่ปรึกษาเสนอ
“ระเบิดเหรอครับ” ซามูเอลในร่างเด็กหกขวบขมวดคิ้ว “มันก็ตรงกับที่ผมอยากได้อยู่ แต่มันจะได้ผลกับไซเลนเซอร์เหรอ”
“ไม่มีทางหรอก อย่างมากก็คงรู้สึกเจ็บ ๆ คัน ๆ” ไคเลอร์หัวเราะ เขาคิดว่าจะทำให้ซามูเอลยิ้มได้ แต่อีกฝ่ายตีสีหน้าไม่รับมุก
“มันต้องเอาผสมกับเงื่อนไขที่สามที่คุณเคยอธิบายมาก่อนสินะ”
“ตามนั้นแหละ ครั้งเดียวผลที่ได้มันจะเบาบาง แต่ก็ใช้กับพวกที่พลังต้านทานต่ำได้ แต่พอใช้ซ้ำกับเป้าหมายเดิม มันก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ”
“ระหว่างใช้แล้วระเบิดทันทีแต่แรงขึ้นเรื่อย ๆ กับใช้แล้วไม่ระเบิดจนกว่าจะปล่อยให้มันทำงาน...”
“หัวไวจริง” ไคเลอร์ตบมือฉาดใหญ่ “แบบหลังแน่นอนว่าฝึกยากกว่า และก็ใช้ยากกว่าเพราะอีกฝ่ายจะไม่อ่อนแรงลงจากการระเบิดในทุกครั้ง แต่เพราะมันยากนี่แหละอานุภาพของระเบิดก็จะรุนแรงกว่าด้วย”
“ถ้าจะให้ชนะสเปลอิมมูนิตีล่ะครับ จะต้องใช้สักกี่ครั้ง”
ไคเลอร์หยุดคิดครู่หนึ่ง “ขึ้นอยู่กับระดับพลังของนายและสเปลอิมมูนิตีของอีกฝ่าย แต่ฉันเชื่อว่าต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่น่ามีใครทนเกินเจ็ดครั้งหรอก”
“เจ็ดเหรอครับ” ซามูเอลลูบคางอย่างใคร่ครวญ เขากำลังคิดว่าหากวันหนึ่งตนต้องเผชิญหน้ากับไซริลและคนของเขามันจะเป็นไปได้แค่ไหนนี่เขาจะเอาชนะ
“ถ้ามันไม่ระเบิดทันที ก็อย่าลืมกำหนดเรื่องระยะเวลาด้วย นายต้องกำหนดเงื่อนไขว่าต้องโจมตีอีกครั้งภายในกี่นาทีหรือไม่ก็สั่งให้มันทำงานก่อนหมดเวลา ไม่เช่นนั้นระเบิดที่วางไว้ด้าน”
“ยิ่งตั้งเงื่อนไขให้ยากก็จะยิ่งรุนแรงสินะครับ ถ้างั้นก็ขอแค่สามสิบวินาทีก็พอ”
“เงื่อนไขเล็กน้อยเราอาจจะปรับแต่งเพิ่มทีหลังได้ ตอนนี้เรามาวางแผนการฝึกกันเถอะ” ไคเลอร์ฉีกยิ้ม เขาตื่นเต้นอยากเห็นความสามารถของซามูเอลยิ่งกว่าเจ้าตัวเสียอีก
คนต่อมาคือโดโรธี เปิดฉากมาเธอก็นั่งหาวหวอดอย่างไม่ใส่ใจ พอไคเลอร์ถามว่าเธออยากได้พลังแบบไหน โดโรธีก็ไม่ได้ตอบอย่างตั้งใจ
“อะไรก็ได้ คุณเป็นอาจารย์ของเราแล้วนี่ เลือกให้หน่อยก็แล้วกัน”
“ได้ที่ไหนเล่า” ไคเลอร์ตบหน้าผากตัวเอง
“ของตาลุงแกสดอน… เอ่อ หมายถึงของซามูเอลคือพลังอะไรเหรอ”
“ยังไม่ได้ตั้งชื่อ เป็นพลังที่วางระเบิดใส่เป้าหมายทุกครั้งที่โจมตี จากนั้นก็กดระเบิดได้ตามที่ต้องการ ยิ่งสะสมไว้ในตัวเป้าหมายมากก็ยิ่งรุนแรง” ไคเลอร์อธิบายแบบที่สั้นและน่าจะเข้าใจได้ง่ายที่สุด
“โห ของตาลุงก็ดีนี่นา”
“ตอนนี้เขาเป็นเด็กหกขวบเหมือนเธอนั่นแหละ”
“โอเค งั้นฉันเอาเหมือนของซามูเอลนี่แหละ”
“เดี๋ยวสิโว้ย ฉันเพิ่งบอกไปนะว่าให้คิดเอง”
“เหมือนกันก็ไม่ได้ผิดไม่ใช่เหรอ”
“มันก็ใช่อยู่หรอก อันที่จริงมันก็มีคนที่พยายามฝึกฝนเลียนแบบพลังของไซเลนเซอร์ชื่อดังอยู่”
“จริงด้วย แบบนั้นน่าจะเยี่ยมกว่าเนอะ” โดโรธีหัวเราะเอิ๊กอ๊าก ทำให้ไคเลอร์เริ่มเป็นฝ่ายเครียดแทน
“โดโรธี สเตวอร์ด” ไคเลอร์ถอนหายใจเบา ๆ “อย่าทำเป็นเล่นเลย หลังจากนี้ความสามารถนี้จะอยู่ติดตัวเธอไปตลอด ชีวิตของเธอ… ไม่สิ ชีวิตของทุกคนอาจจะต้องฝากไว้กับมัน จริงจังหน่อยเธอนะ คือว่าฉันขอร้องก็ได้”
“เอ้า! เห็นแบบนี้ฉันก็จริงจังอยู่นะ ความสามารถของคนดังก็น่าจะพิสูจน์มาแล้วว่ามันมีประสิทธิภาพสูง ดีกว่ามานั่งคิดเองแล้วอาจจะออกมาพลาดทีหลัง”
“อืมมม” ไคเลอร์กรอกตามองบน ถึงมันจะมีส่วนถูกอยู่ก็เถอะ แต่พอออกจากปากโดโรธีที่ดูไม่เคยจริงจัง มันชวนให้คิดว่าเธอก็แค่ขี้เกียจคิด
“ปัญหาก็คือจะจิ๊กพลังของใครดี”
“ไหน ๆ ก็ไม่สนความเข้ากันอยู่แล้ว งั้นก็เอาคนเก่งสุดไปเลยสิ”
“เอ๋ ไซเลนเซอร์ที่เก่งที่สุด… ใครกันล่ะนั่น”
“อ่าว นึกว่าไปสืบมาแล้วเรียบร้อย ทางนี้ก็ไม่รู้หรอกว่าใครเก่งที่สุดหรือมีชื่อเสียงที่สุด ของแบบนั้นมันวัดกันยากจะตาย”
“โธ่ อุตส่าห์ตั้งใจฟัง” โดโรธียักไหล่ “แต่ก็เอาเถอะ จริง ๆ ฉันก็คิดไว้แล้วล่ะ”
“อื้อ” ไคเลอร์รู้สึกเหนื่อยที่จะซักต่อ เขารู้สึกว่าจะเอายังไงก็เอาเถอะ
“สตีลมายด์ ฉันอยากได้พลังแบบนั้น”
“พลังของโซนาตา ดิอาลโนน่ะเหรอ”
“ใช่ พลังของผู้บัญชาการดูมแองเจิล ไอ้พลังเนี่ยมันน่าจะเหมาะกับฉันเลย”
ไคเลอร์เอียงคอครุ่นคิด จากนั้นก็ส่ายหน้า “ไม่น่าไหวนะ ที่ได้ยินมาคน ๆ นั้นมีพลังในการอ่านความรู้สึกของคนอื่นได้ตั้งแต่ก่อนหน้านั้น เขาก็เลยเหมาะกับพลังนี้ แถมสตีลมายด์ยังมีข้อจำกัดเรื่องระยะด้วย ต้องไม่ออกห่างจากเป้าหมายที่จะเลียนแบบพลัง แถมยังต้องมีเซนส์ในการอ่านพลังนั้นให้แตกฉานอีก ถึงฝึกสำเร็จก็ใช้ยาก”
“ฉันก็คิดงั้นแหละ” โดโรธีในร่างเด็กน้อยยิ้มแป้น “ก็เลยจะตั้งเงื่อนไขที่แตกต่างออกไป”
จากนั้นโดโรธีก็เล่าความคิดของเธอ มันทำให้ไคเลอร์ถึงกับอ้าปากค้าง
“เอาจริงเหรอ”
“เอาจริงสิ” เธอตาเป็นประกาย
“ถ้าทำได้มันก็แข็งแกร่งอยู่หรอก แต่… เป็นไอเดียที่ชั่วร้ายสุด ๆ แถมยังทำไม่ได้ในสถานการณ์ปกติ แต่มันก็น่าจะมีประโยชน์มาก ๆ เมื่อเรากลับออกไปข้างนอก”
“ใช่ไหมล่ะ งั้นเอาอันนี้แหละ”
“ถ้าโดนไล่ออกกลางคัน ฉันก็จะไม่แปลกใจเลย”
“เอาน่า อย่าไปคิดมาก จุดประสงค์หลักคือเอาความสามารถกลับไปให้ได้ จะอยู่จนจบไหมก็ไม่สำคัญหรอก”
แล้วก็มาถึงคนสุดท้าย สมาชิกที่เหมือนเป็นแค่ตัวแถม แต่ไคเลอร์ก็แอบหวังกับเธอไว้เยอะ สาเหตุก็มาจากที่เธอคือหนึ่งในสมาชิกก๊วนเพื่อนสนิทของโซลิเน
แอมเบอร์ เรดวูดรู้จักกับโซลิเนมาตั้งแต่ช่วงที่โซลิเนเข้าวงการใหม่ ๆ เธออายุมากกว่าโซลิเนหลายปี และมีชื่อเสียงมาก่อนตั้งแต่สมัยที่เธอยังเป็นดาราเด็ก ทั้งคู่สนิทกับอย่างรวดเร็วจากลักษณะนิสัยที่คล้ายกัน แอมเบอร์เป็นคนเปิดเผยไม่ถือตัว มีความโผงผางเล็กน้อยไม่เข้ากับภาพลักษณ์ที่ทุกคนเข้าใจว่าเธอเป็นสาวสังคมชั้นสูง
ทั้งคู่มีปมเรื่องพ่อและแม่เหมือนกัน แอมเบอร์ถูกพ่อและแม่บังคับให้ทำงานหนักตั้งแต่เด็กเพียงเพื่อจะหาเงินมาปรนเปรอความสุขของตัวเอง และวันที่เธอโตขึ้นและต้องการดูแลทรัพย์สินของตนเอง เธอก็ถูกพ่อแม่แท้ ๆ ฟ้องร้องจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล
พ่อแม่ของโซลิเนอาจจะไม่เลวร้ายเท่าพ่อแม่ของแอมเบอร์ แต่ทั้งคู่ก็แทบไม่เคยสนใจลูกของตัวเองเหมือนกัน หลายครั้งหลายหนที่แอมเบอร์ท้อจนหมดกำลังใจจะดิ้นรน คนที่คอยฉุดรั้งเธอเอาไว้เสมอคือโซลิเน และก็โซลิเนอีกนั่นเองที่ทำให้เธอได้รู้จักกับเพื่อนคนอื่นไม่ว่าจะลินดา จิมมี หรืออลิสัน
แอมเบอร์คือคนที่จะไม่มีวันหักหลังโซลิเน โซลิเนเชื่อแบบนั้นและไคเลอร์เองก็เชื่อด้วย แค่ลำพังข้อดีในตรงจุดนี้ก็เป็นสิ่งที่ไคเลอร์คิดว่าโชคดีเหลือเกินที่เธอได้กลายมาเป็นหนึ่งในสามของผู้ผ่านการทดสอบ
“คิดเอาไว้บ้างหรือยังครับ”
แอมเบอร์พยักหน้า “อยากได้สายซัมมอนค่ะ”
“มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”
“โซลิเนเล่าว่าเธอรู้ดีว่าตัวเองไม่เหมาะกับสายโจมตี ทางเลือกของเธอจึงมีแค่สายสนับสนุน แต่เธอพลาดที่คิดว่าแค่การสนับสนุนอย่างเดียวจะทำให้เอาตัวรอดไปจนถึงปีสุดท้ายได้ หลายคนที่ใช้ความสามารถสายสนับสนุนนั้นมีพื้นฐานที่เหนือกว่าเธอทั้งนั้น อย่างเช่นคุณฟิลิเซียก็เป็นตัวอย่างที่ดี เธอไม่จำเป็นต้องใช้พลังใด ๆ ก็ยังแข็งแกร่งจนเหลือเชื่อ สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปก็คือตอนที่โซลิเนได้เรียนรู้การใช้ซัมมอนของแฟนคลับค่ะ”
“ก็เลยคิดว่าถ้าใช้ซัมมอนเหมือนกันก็น่าจะมาเติมเต็มส่วนที่หายไปได้ง่ายกว่าสินะ”
“แล้วมันจะเวิร์กไหมคะ”
“ตอบยากแฮะ” ไคเลอร์กอดอกและเหม่อมองเพดานห้อง สำหรับไซเลนเซอร์ด้วยกันแล้วสายไหนแข็งแกร่งกว่า เอาตัวรอดได้มากกว่า จนบัดนี้ก็ยังถกเถียงกันไม่จบสิ้น สายโจมตีก็ดีตรงที่ไม่ต้องพึ่งพาทีมมาก สายสนับสนุนถ้าอยู่เป็นกลุ่มก็ได้เปรียบ ทุกอย่างมันขึ้นกับสถานการณ์ทั้งนั้น เรื่องที่บอกว่าสายอัญเชิญเหมาะกับคนที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นไซเลนเซอร์ ไคเลอร์ก็ไม่แน่ใจว่ามันสามารถฟันธงได้หรือไม่
“เดิมทีฉันสนใจเลเวลซัมมอนค่ะ โซลิเนเล่าว่ามีจตุรเทพที่แข็งแกร่งมากที่ใช้พลังนี้ รวมไปถึงไซริลและคนในตระกูลของเขาเองก็เช่นกัน”
“แต่ว่า…” ไคเลอร์รู้สึกได้ว่ามันจะมีคำนี้ต่อท้าย
“มันเป็นหนึ่งในทักษะที่ซับซ้อนเกินไปค่ะ และฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าถึงฝึกสำเร็จเลเวลรวมที่มีจะพอใช้การได้แค่ไหน ได้ยินมาว่าถ้าเลเวลรวมถึงแปดก็จะเก่งเทียบเท่าไซเลนเซอร์ที่ฝีมือทั่วไป แต่ก็มีคนที่เลือกความสามารถนี้และไม่สามารถทำให้เลเวลรวมไปถึงแปดได้”
“อืมมม” ไคเลอร์ไม่ได้ปฏิเสธ เขาก็เคยได้ยินมาแบบนั้นเช่นกัน บางคนที่ใช้ความสามารถเดียวกันหยุดอยู่แค่ที่เลเวลเจ็ดตลอดทั้งชีวิต ในขณะเดียวกันก็เคยได้ยินกว่าฟรานเซสกาในปัจจุบันไปถึงจุดที่เลเวลรวมเกินสามสิบไปแล้วด้วยซ้ำ
“ฉันก็เลยคิดว่าจะ ดัดแปลงมันค่ะ เป็นสายซัมมอนที่ไม่จำเป็นต้องเก่งกาจ แต่สามารถเติบโตได้เอง อาจจะตั้งขีดจำกัดเลเวลไว้ละเอียดกว่า เอาสักหนึ่งถึงร้อย แล้วก็ให้ตัวซัมมอนเก่งกาจขึ้นแทนส่วนที่ตนเองพัฒนาไม่ได้”
“โดยหลักการก็คล้ายกับเลเวลซัมมอน แต่แทนที่เลเวลจะเป็นสิ่งที่จัดแบ่งโดยผู้ใช้ ก็ให้มันเป็นเลเวลของตัวซัมมอนถาวรไปเลย แล้วก็ซอยย่อยมันเพื่อให้เติบโตได้ง่ายขึ้น”
“แล้วมันจะเวิร์กไหมคะ”
“ก็อาจจะ แต่ถ้าใส่เงื่อนไขเพิ่มเข้าไปอีกก็น่าจะยิ่งทำให้ทรงพลัง ไม่สิแทนที่จะไปคำนึงเรื่องทรงพลังตอนนี้ควรจะคิดว่าใส่เงื่อนไขเพื่อให้มันทำงานได้จริงมากกว่า”
“งั้นเอาเป็นว่าเป็นซัมมอนที่ออกแบบเองไม่ได้ดีไหมคะ”
“หมายความว่ายังไง สุ่มงั้นเหรอ”
“ไม่ใช่ค่ะ คือต้องทำบางอย่างเพื่อให้ได้มา เช่นต้องใช้วิญญาณของสิ่งอื่นมาสร้างอะไรงี้”
“อา… มาแนวนี้อีกคนแล้วสินะ”
“เอ๋… หมายถึงเหมือนของคุณซามูเอลหรือคุณโดโรธีงั้นเหรอคะ”
“คล้ายของโดโรธีน่ะ พวกเธออยู่กลุ่มเดียวกันจะบอกความสามารถของโดโรธีก็คงไม่เป็นไรมั้ง”
“คืองี้….” แล้วไคเลอร์ก็อธิบายออกไปจนหมดเปลือก มันทำให้แอมเบอร์ถึงกับเบิกตากว้าง
“เอาจริงเหรอ”
“ฉันก็เคยพูดแบบเดียวกันนี่แหละ”
ผลสรุปคือทั้งสามคนก็ได้ความสามารถสามอย่างแบบที่พวกเขาต้องการ