Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 196: จะต้องไม่เสียใครไปสักคน
มีลาเล่าลงรายละเอียดเพิ่ม เรื่องนี้ไม่ต่างจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่โซลิเนเคยเรียนมาในโลกของเธอ รัฐที่ใช้อำนาจจนเกินเลยทำให้ประชาชนลุกขึ้นต่อต้าน กษัตริย์ที่มองคนของตัวเองราวกับเป็นแค่แมลง สุดท้ายก็จะถูกมดปลวกเหล่านั้นโค่นอำนาจในสักวัน มันก็แค่เปลี่ยนเรื่องแบบเดียวกันมาเป็นเรื่องของอาณาจักรโอรินออส
ผู้คนที่โกรธแค้นไล่ล่าอดีตผู้ปกครองและทายาท เจ้าหญิงมีลาต้องลี้ภัยและหลบซ่อนตัว คนบางส่วนที่ถูกจับกุมถูกสำเร็จโทษ แต่บางส่วนก็ถูกเนรเทศ
“พวกที่ถูกขังอยู่ที่นี่คือเชื้อพระวงศ์และเชื้อสายขุนนางที่เหลือรอดเหรอคะ”
“ค่ะ… พวกที่มีหลักฐานเอาผิดได้ล้วนถูกจัดการไปหมดแล้ว คนที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่จึงเป็นแค่คนที่ไม่ได้มีความผิดเลย ในฐานะที่เป็นเจ้าหญิง เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ข้าไม่มีอะไรจะแก้ตัวค่ะ แต่ว่าคนที่ถูกจองจำอยู่ที่นี่เป็นผู้บริสุทธิ์”
“องค์หญิง…”
“พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้ายกับท่านเลย เรื่องนี้คือความสัตย์จริง”
“ถ้างั้นทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกล่ะ”
“เราเองก็ยังไม่แน่ใจค่ะว่าพวกเขาอยู่ที่นี่ มันเป็นข่าวลือเท่านั้น พวกเราเพิ่งจะแน่ใจว่ามันคือเรื่องจริงก็ตอนที่พบทางลับค่ะ” สาวใช้อธิบาย
“ตอนที่ชาลูอาละวาด พวกเธอก็เลยคิดว่ามันเป็นโอกาสที่จะช่วยคน”
“ใช่ค่ะ”
“มาช่วยทั้งที่ไม่แน่ใจว่าข่าวลือนั้นจริงหรือไม่เนี่ยนะ”
“ค่ะ… เป็นความดื้อรั้นของข้าเอง” มีลาเสียงสลดลงเล็กน้อย “แต่ถ้ามีโอกาสแม้เพียงนิด… มันก็ไม่ควรเพิกเฉยไม่ใช่เหรอคะ”
โซลิเนคิดว่าเธอเข้าใจสิ่งที่มีลาสื่อ หากอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกันเธอเองก็คงต้องทำแบบมีลา และเรื่องแบบนี้มันก็คงเอ่ยปากเล่าให้กับคนที่มาจากต่างโลกต่างแดนแบบพวกเธอไม่สะดวกปากนัก
“แล้วยังไงต่อคะ”
“คะ” มีลาไม่เข้าใจว่าโซลิเนถามสิ่งใด
“หลังจากนี้แล้วยังไงต่อ ถ้าช่วยทุกคนแล้วจะยังไง”
“คือ…”
“อย่าบอกนะคะว่ายังไม่ได้คิด ฉันไม่รู้หรอกว่าคนที่ถูกจองจำอยู่มีเท่าไหร่ แต่พวกคุณจะอยู่อย่างไรต่อ ข้างนอกเทลิกมีแต่ชาลูนะ”
“ข้ายังไม่ได้คิดอะไรหลังจากนั้นค่ะ อย่างที่บอกไป เรื่องที่มีคนถูกคุมขังอยู่ ข้าก็เพิ่งจะได้รับการยืนยันด้วยตาตัวเอง”
“หรือจะยึดเทลิกล่ะ เดิมทีโบราณสถานนี่ก็เป็นของชาวโอรินอสนี่” ฟิลิเซียถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังไม่ออกว่าตั้งใจยั่วยุหรือมีเจตนาอื่น
“พวกท่านช่วยให้เรามาถึงที่นี่อย่างปลอดภัยและยังให้ที่พักกับคนแปลกหน้าอย่างเรา พวกเราไม่มีทางทำเรื่องเนรคุณแบบนั้นหรอกค่ะ” อเดลาพูดแทน
อเดลาเป็นคนตรงไปตรงมา คิดอย่างไรก็พูดแบบนั้น พอเป็นแบบเธอพูดมันก็ดูน่าเชื่อถือขึ้น
“แล้วถ้าพวกที่ถูกขังอยู่เกิดอยากได้ที่นี่ขึ้นมาล่ะ” ลูเธอร์ถามคำถามสุดท้าย
“เราจะไม่ยอมให้พวกเค้าทำอะไรที่ทำให้พวกท่านเดือดร้อนค่ะ แต่เรื่องที่พวกเรากำลังจนตรอกก็เป็นความจริง หากต้องออกไปเสี่ยงกับชาลูข้างนอก สุดท้ายก็คงไม่แคล้วกลายเป็นเหยื่อของชาลู”
มีลาทำท่าตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดต่อ “ถ้าเป็นไปได้พวกเราก็อยากขอความเมตตาจากพวกท่าน เทลิกนี้ยังมีพื้นที่มากพอสำหรับพวกเราทุกฝ่ายค่ะ”
“ทุกฝ่าย…” ฟิลิเซียทวนคำ “ถ้าอยากจะอยู่ที่นี่กับพวกเรา ก็ต้องไม่ใช่ทุกฝ่ายแล้ว”
โซลิเนเข้าใจสิ่งที่ฟิลิเซียสื่อ เธอคิดว่าการแบ่งกลุ่มย่อยในกลุ่มที่เป็นอยู่ก็น่าปวดหัวพอแล้ว ถ้าอดีตผู้ถูกจองจำจะมาอยู่ที่เทลิก มันก็ต้องไม่ใช่เป็นแค่การขอแบ่งพื้นที่อาศัย แต่เป็นการรวมกลุ่มเป็นหนึ่งเดียวกัน
“พวกเราเข้าใจว่าพวกคุณคือเจ้าของแผ่นดินแต่ดั้งเดิม เราไม่ได้คิดที่จะบังคับผนวกรวมกลุ่มอย่างถาวรค่ะ แต่อย่างน้อยระหว่างที่ยังต้องอยู่ที่นี่ พวกเราอยากแน่ใจว่าพวกคุณจะมองเราเป็นพวกเดียวกัน พวกเราจะแบ่งงาน ทรัพยากร และพื้นที่ให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม”
“ข้าเข้าใจสิ่งที่ท่านต้องการสื่อค่ะ และข้าก็เห็นด้วยกับความคิดนี้”
“เจ้าหญิงเองยังไม่ได้คุยกับคนที่ถูกขังอยู่ พวกเราจะรับปากทุกอย่างได้ก็ต้องหลังจากที่คุยกับทุกคนแล้วค่ะ” จอมเวทสาวว่าขึ้น
โซลิเนพยักหน้า เธอหวังว่าเรื่องมันจะออกมาด้วยดี เธอรู้สึกถูกชะตากับมีลาและไม่อยากให้เรื่องนี้มันจบลงด้วยความร้าวฉาน
คดีความของมีลาและลูกน้องจบลงในวันนั้น แต่ปัญหาของเธอยังเพิ่งจะเริ่มขึ้น มีลายังไม่รู้วิธีจัดการกับกำแพงเวทที่ใช้จองจำคนของเธอ นอกจากนั้นเธอก็ยังต้องเจรจากับคนเหล่านั้นเพื่อไม่ให้มีปัญหากับกลุ่มโซลิเนอีกด้วย
อีกปัญหาที่เกิดตามมาก็คือการบุกโจมตีของพวกชาลู ทุกคนเชื่อว่าไม่ช้าก็เร็วชาลูจะรู้ว่ามีมนุษย์อยู่ที่นี่และมันต้องเริ่มการโจมตี แต่พวกเขายังหวังว่าอย่างน้อยมันจะเกิดขึ้นในอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนข้างหน้า
ระลอกแรกที่โจมตีเป็นแค่พวกลาดตระเวน มันมีกันแค่สามสิบเจ็ดตัว ครึ่งหนึ่งถูกกับดักที่ไซคิกฮีโรวางเอาไว้จัดการไป แต่อีกครึ่งก็หลุดรอดมาจนถึงชั้นบนสุด
โชคดีที่พวกโซลิเนรับมือได้อย่างทันท่วงที อดีตเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและอาสาสมัครตอบโต้อย่างแข็งขัน ไม่ทันที่โซลิเน ฟิลิเซีย ไคเลอร์ หรือแอมเบอร์จะทันได้ร่วมรบด้วยซ้ำ ทุกอย่างจบลงอย่างรวดเร็ว
อีกราวหนึ่งชั่วโมง การโจมตีของจริงจึงมาถึง ชาลูที่มาในครั้งนี้มีจำนวนร่วมห้าร้อยตัว และร้ายที่สุดคือมันมีชาลูยักษ์มาด้วยอีกสามตัว สิ่งที่ต่างจากครั้งแรกคือพวกโซลิเนเตรียมพร้อมไว้แล้ว
ไซคิกแมนและไซคิกเลดีตั้งป้อมรออยู่บนกำแพงสูงที่ถูกเจาะไว้เป็นช่องพอที่พวกเขาจะใช้เป็นที่ยืน กองกำลังร่วมสองร้อยคนสาดกระสุนใส่ชาลูที่ถูกบีบให้อยู่ตรงกลาง หน่วยป้องกันเข้าปะทะด้วยโล่ใหญ่และดันไม่ให้ชาลูรุกคืบไปได้มากกว่านั้น ในขณะที่พวกไซเลนเซอร์ทั้งหลายก็โดดเข้าไปอาละวาดกลางวงศัตรู
มีลาและคนของเธอก็เข้าร่วมด้วยอย่างแข็งขัน เจ้าหญิงรักษาระยะและใช้เวทมนตร์โจมตีจากระยะไกล อเดลาควงหอกเข้าปะทะโดยมีหน่วยโล่คอยเสริม
อเดเลียน้องสาวคนรองของอเดลาคือผู้ใช้มีด เธอใช้ความคล่องแคล่วที่ชาลูตามไม่ทันปาดคอศัตรูทิ้งไปหลายตัว อเดโดนาน้องสาวคนที่สามช่วยยิงธนูสนับสนุน ชาลูตัวไหนที่ใกล้พี่สาวทั้งคู่มากเกินไปจะถูกเธอประหาร
อเดมิลาน้องสาวคนสุดท้องไม่กล้าร่ายเวทโจมตีซี้ซั้วเพราะกลัวจะถูกพี่ ๆ แต่เธอไม่ได้ไร้บทบาทในการต่อสู้ อเดมิลาไม่ได้มีแค่เวทโจมตี แม้แต่เวทมนตร์สนับสนุนเธอก็ทำได้ดี
มีคนได้รับบาดเจ็บอยู่บ้าง ด้วยเพลงของโซลิเน แผลร้ายแรงถูกเปลี่ยนเป็นเพียงแผลขนาดกลาง แผลขนาดกลางก็กลายเป็นแค่แผลเล็กน้อย ในขณะเดียวกันซัมมอนแฟนคลับสร้างความเสียหายให้ชาลูอย่างหนักหน่วง
ไคเลอร์จัดการกับชาลูยักษ์ตัวหนึ่งอย่างไร้ความปราณี เขากลายเป็นของเหลวสีเงินและแทรกเข้าไปในร่างของศัตรู จากนั้นแทงทะลุร่างของมันออกมาด้วยหนามเหล็ก
ฟิลิเซียไม่ได้เน้นการสังหาร คำสั่งของโซลิเนคือต้องการชนะศึกนี้โดยไม่สูญเสียชีวิตใครไปแม้แต่คนเดียว ฟิลิเซียจึงตอบสนองด้วยการบริหารข้อมูลทั้งหมด บางครั้งเธอจะใช้ไซคิกเน็ตเวิร์กเข้าควบคุมร่างของใครสักคน ไม่ใช่เพื่อต่อสู้แต่เป็นการการันตีว่าเขาและคนอื่นจะรอด
เพื่อน ๆ ของโซลิเนทุกคนรับมืออยู่ในวงนอก จิมมียืนเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนอยากจะเข้าไปสู้แต่ก็ไม่กล้า ลินดาและอลิสันอยู่คุ้มกันให้กับพวกเด็กและคนแก่ที่ถูกย้ายลงไปชั้นกลางแทน มีเพียงแค่แอมเบอร์เท่านั้นที่มีบทบาทในสงครามอย่างจริงจัง
แอมเบอร์จะคอยเก็บกวาดชาลูที่หลุดออกมาจากวงล้อม ไม่เธอก็วอลันจะเป็นคนปิดฉากพวกมัน บางตัวถูกแอมเบอร์ล็อคและหักคอกลางอากาศ บางตัวถูกวอลันทะลวงด้วยหอกอย่างดีที่ช่างฝีมือของกลุ่มสร้างให้ ไม่มีตัวไหนเลยที่จะพ้นไปจากพวกเธอทั้งคู่
“ค่าประสบการณ์ถึงเกณฑ์ วอลันเพิ่มระดับเป็น Lv. 21”
แอมเบอร์มองสกิลใหม่ของวอลันอย่างตื่นเต้น พอเลเวลกลายเป็นยี่สิบเอ็ดสกิลก็เพิ่มขึ้นมาอีกหลายสกิล หนึ่งในนั้นคือแอดวานซ์สเปียร์มาสเตอร์รีที่เป็นขั้นต่อมาของสายสเปียร์มาสเตอร์รี สปิริตเอนแชนท์ Lv. 1 สกิลที่สามารถบรรจุผลของธาตุวิญญาณลงในอาวุธ ทเวิร์ลเลอร์สเปียร์ Lv. 1 ท่าไม้ตายใหม่ที่สามารถเลือกโจมตีศัตรูเป็นกลุ่ม
แอมเบอร์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปสู้ที่แนวหน้า แต่เธออดใจไว้ไม่อยู่ เธอสั่งวอลันให้ลองใช้สปริริตเอนแชนท์กับหอก จากนั้นก็ใช้ทเวิร์ลเลอร์สเปียร์โดยเล็งให้โดนเฉพาะศัตรูเท่านั้น
มันได้ผลเกินคาด
คลื่นพลังที่เกิดจากหอกร่วงลงมาราวกับห่าฝน มีหลายจุดที่ทำให้แอมเบอร์ใจหายเพราะมันหล่นใส่หน่วยโล่ใหญ่ที่เป็นฝ่ายเดียวกัน แต่ก็โชคดีที่มันไร้ผล
เธอไม่รู้ว่ามันเป็นผลมาจากสกิลตัวไหน แต่ก็ต้องขอบคุณมัน การโจมตีเมื่อกี้ทำให้ชาลูตายไปร้อยกว่าตัวในขณะที่ฝ่ายเธอเองยังรอดปลอดภัยดีทุกคน
“ค่าประสบการณ์ถึงเกณฑ์ วอลันเพิ่มระดับเป็น Lv. 22”
“ทำอะไรของเธอน่ะแอมเบอร์” โซลิเนตะโกนออกมา
“อุ๊ยย”
ทุกวินาทีที่ผ่านไป ชาลูลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ตัวยักษ์สามตัวถูกไคเลอร์กวาดเรียบด้วยตัวคนเดียว ชาแมนที่คอยชุบชีวิตถูกซัมมอนแฟนคลับจัดการจนไม่เหลือ พวกชาลูที่มีลักษณะพิเศษแบบอื่นก็เกือบไม่เหลือหลอแล้ว
เมื่อชาลูตัวสุดท้ายล้มลง โซลิเนก็หยุดเพลงและหันมาสั่งการให้ตรวจสอบความเสียหาย
“ไม่มีใครเสียชีวิตหรือเจ็บหนักเลยครับ” ไมสเตอร์รายงานด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ชัยภูมิมีผล แต่ที่ทำได้ขนาดนี้เพราะเราเตรียมตัวมาดีและมีประสบการณ์มากขึ้น” ลูเธอร์แหวกวงล้อมออกมา เขากวาดตาสำรวจซากศพชาลูกับผู้คนรอบ ๆ อีกครั้งจนแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี
“เพราะได้เธอเป็นผู้นำนี่แหละ” ไคเลอร์หันไปบอกกับโซลิเน แต่เธอส่ายหน้า
“เพราะทุกคนช่วยกันต่างหากค่ะ”
วันที่สิบห้าหลังจากการต่อสู้ ผู้เสียชีวิต 0 คน
พวกโซลิเนเชื่อว่ายังมีผู้รอดชีวิตในกลุ่มเธอ 6,972 คน
การติดต่อขาดหายไป โซลิเนจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับซามูเอล โดโรธีและผู้คุ้มกันพวกเขา