Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 197: 8,143 คน และ 10,972 คน
เมื่อเสร็จจากศึกชาลู เจ้าหญิงมีลาขออนุญาตเพื่อกลับไปสะสางเรื่องของผู้ที่ถูกจองจำต่อ โซลิเนไม่ต้องการให้เธอกดดันจนเกินไปจึงปล่อยให้แค่เธอและผู้ติดตามจัดการเรื่องนี้ต่อตามลำพัง
มีลาตรงดิ่งเข้าไปในทางลับ เธอพบว่าที่หน้ากำแพงเวทมีคนรอเธออยู่แล้วหนึ่งในนั้นแนะนำตัวว่าเขาคือผู้นำผู้ที่ถูกจองจำ
“ข้าพระองค์ชื่อจาคินพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าจำท่านได้ บุตรชายคนรองของท่านลอร์ดเจฟคิน”
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่องค์หญิงจำคนต้อยต่ำอย่างกระหน่อมได้” จาคินและผู้ติดตามคุกเข่าลง
“อย่าได้พิธีรีตรองเลยค่ะ ตอนนี้เราไม่ได้เป็นเจ้าหญิงแล้ว”
หลายคนในนั้นแนะนำตัวเช่นกัน พวกเขาทั้งหมดล้วนแต่เป็นชนชั้นสูง บ้างก็เป็นตระกูลอัศวิน พระญาติห่าง ๆ ขององค์หญิงเอง หรือข้าราชบริพารเก่าแก่
“เราและเสร็จพ่อถูกจับกุมและเกือบจะถูกประหารไปแล้ว แต่เราก็รอดมาได้เพราะเกิดเหตุไม่คาดฝัน”
“พวกเรากำลังกังวลอยู่เลยครับว่า องค์ราชากับองค์หญิงจะปลอดภัยไหม แต่ก็โชคดีจริงที่พวกเราชนะการเดิมพัน” ชายแก่ผู้เคยเป็นอดีตเจ้าเมืองพูด
“ชนะการเดิมพัน”
“ไม่มีอะไรหรอกครับ” จาคินพยายามจะเปลี่ยนเรื่อง แต่ไม่ทันแล้ว
“ถ้าไม่ใช่ผลงานของท่านจาคิน องค์หญิงก็คงจะยังถูกจับกุมตัวอยู่เลย”
“พวกท่านพูดเรื่องอะไรกันเนี่ย”
“เงียบเถอะ” จาคินหันไปตวาดใส่ชายแก่พร้อมกับจ้องถลึงใส่ด้วยความโกรธ ชายแก่จึงเพิ่งรู้ตัวว่าพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดไปแล้ว
“ชาลู… หรือว่าพวกท่านจะเกี่ยวข้องกับมัน”
ทั้งสองฝ่ายนิ่งงันกันอยู่พักใหญ่ จาคินรู้สึกพลาดที่ไม่ได้กำชับเรื่องนี้กับทุกคน เจ้าหญิงมีลาขึ้นชื่อเรื่องความมีน้ำพระทัย เธอไม่เคยแบ่งแยกคนด้วยซ้ำ เขาไม่รู้เลยว่าเธอจะรู้สึกอย่างไรถ้ารู้ว่าพวกเขาคือสาเหตุที่มีชาลูเพ่นพ่านอยู่ข้างนอก และเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งอาณาจักรล่มสลาย
“มาถึงขั้นนี้แล้ว ปิดบังไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ” หญิงในชุดคลุมมอซอเข้ามาสะกิด
จาคินถอนหายใจเฮือกใหญ่ จากนั้นก็เริ่มเล่า
“พวกเราคือคนที่ซัมมอนชาลูมาเองพ่ะย่ะค่ะ” เขาพูดเสียงราบเรียบ
“ไม่จริงใช่ไหม” มีลาเสียงสั่น เธอส่ายหน้าอย่างไม่อยากยอมรับ
“ตอนที่ถูกขัง… พวกเรารู้ว่าราชากับองค์หญิงถูกจับกุมตัวแล้ว ส่วนพวกเราทุกคนก็คงถูกขังลืมอยู่ที่นี่ ห้องขังนี้แม้จะเชื่อมต่อกับทะเลใต้ดินทำให้เรายังไม่ถึงขั้นอดตาย แต่เรื่องอื่นก็ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ข้าพระองค์จำเป็นต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง”
ชายแก่ที่ยืนอยู่ด้านข้างอธิบายเสริม เขาเล่าว่าพื้นที่ด้านบนเหนือโบราณสถานมีบริเวณพิเศษที่คนโบราณสร้างขึ้นมาสำหรับการอัญเชิญปีศาจจากเนเธอร์เวิลด์ พวกเขาใช้ประโยชน์จากวงเวทหินโบราณที่มีอยู่แล้วเชื่อมต่อและนำชาลูมา
“องค์หญิงอาจจะคิดว่ามันคือวิธีที่โหดร้าย แต่พวกเราไม่เหลือวิธีอื่นใดแล้ว”
“ไม่เหลือวิธีอื่นเรอะ” อเดลาขึ้นเสียงใส่ “ไม่รู้เหรอไงว่าท่านมีลากับองค์ราชาก็อยู่ข้างนอกด้วย อย่ามาหลอกเลยว่าทำเพื่อให้ใครสักคนมาช่วย พวกเจ้าก็แค่อยากพาทุกคนตายไปด้วยต่างหาก”
“มันไม่ใช่นะ” หญิงสาวที่ถูกจองจำรีบแก้ตัว “พวกเราเชื่อว่าถ้าเกิดความวุ่นวายจากชาลู คนที่มีเวทมนตร์อย่างเชื้อพระวงศ์ย่อมมีโอกาสรอดมากกว่า ที่สำคัญชาลูก็เป็นแค่ปีศาจระดับต่ำเท่านั้น”
“มันกินทุกอย่างที่ขวางหน้า เพิ่มจำนวนอย่างบ้าคลั่ง จนโอรินอสตอนนี้เกือบจะกลายเป็นดินแดนรกร้างที่ไม่เหลืออะไรเลย” มีลาตอบทั้งน้ำตา ในหัวเห็นภาพที่ราวกับนรกบนดินฉายซ้ำไปมา
“ชาลูเนี่ยนะ”
“ใช่ ชาลูที่พวกท่านเรียกว่าปีศาจระดับต่ำ มันพัฒนาตัวเองหลังจากกินทุกอย่างรวมทั้งพวกเดียวกันเอง ตอนนี้ไม่มีใครหยุดอยู่แล้ว”
คำพูดของมีลาทำให้ทั้งสองฝ่ายเงียบกันไปอีกรอบ จาคินกำลังกลั่นกรองคำในหัวเพื่อจะใช้พูดปลอบเจ้าหญิง แต่เขานึกอะไรดี ๆ ไม่ออกเลย เดิมทีวันนี้เขาเตรียมมาพูดแค่เกี่ยวกับวิธีการพาพวกตนออกไป ซึ่งเจ้าหญิงอาจจะเป็นคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้
“ข้า… จะปรึกษาเรื่องนี้กับท่านโซลิเน”
“โซลิเน”
“นางคือผู้นำในตอนนี้ เจ้าหญิงตัดสินใจร่วมมือกับนาง”
“ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนางมาก่อน นางเป็นท่านหญิงของตระกูลใดหรือ”
“นางไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ นางไม่ใช่คนของประเทศเราด้วย”
“ข้าไม่เข้าใจ แล้วทำไมองค์หญิงจะต้องไปฟังสามัญชนด้วย”
ประโยคธรรมดา ๆ ที่จาคินพูดเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย มีลาระงับความโกรธมาตลอดเพราะยังเห็นแค่ชีวิตของพวกเขา แต่จาคินไม่เคยสำนึกเลยแม้แต่นิด
“ที่ประเทศเรามาถึงจุดนี้ มันไม่ได้ทำให้ท่านสำนึกเลยเหรอ” น้ำเสียงเกือบจะกลายเป็นการตะคอก เหล่าสาวใช้ทั้งสี่ตกใจจนเผลอถอยออกมาคนละก้าว พวกเขาไม่เคยเห็นองค์หญิงโกรธขนาดนี้มาก่อน
“องค์หญิง”
“ประชาชนลุกฮือ ก็เพราะไอ้ชนชั้นบ้าบอที่แบ่งแยกคนออกจากคน แทนที่จะสำนึกในเรื่องนั้น พวกท่านกลับก่อความผิดซ้ำซ้อน แล้วนี่ยังกล้าเอาเรื่องไร้สาระอย่างนั้นมาปั่นหัวข้าอีกงั้นเหรอ”
“แต่ว่า…”
“ถ้าจะพูดอะไรอีกก็ขอให้ท่านคิดให้ดี” มีลาไม่ได้แค่ขู่ จาคินรู้สึกได้ว่าเธอเอาจริง หากเขาพูดอะไรออกไปพล่อย ๆ บางทีเธออาจจะจากไปและไม่กลับมาอีกเลยก็ได้
การเจรจาจบลงด้วยหัวใจที่แตกสลาย มีลานั่งซึมอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าพบกับโซลิเน เธอเล่าทุกอย่างทั้งน้ำตา อีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ ที่ส่อว่าไม่พอใจ มีแต่ความเห็นใจเธอในแววตา
“ข้ารู้สึกละอายเหลือเกิน ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้” ไม่หลงเหลือมาดของเจ้าหญิง มีลาร้องไห้งอแงเหมือนกับเด็กหลงทาง เธอกลัว สับสน และสิ้นหวัง
“ขะ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะปล่อยพวกนั้นออกมาดีหรือไม่ เรื่องที่พวกเขาทำมันเกินจะให้อภัย เหนืออื่นใดในฐานะเจ้าหญิง มันอาจจะเป็นความผิดของข้าด้วย…”
โซลิเนดึงมีลามากอดและลูบหัว ส่วนอีกฝ่ายก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น มีลาคิดว่าถ้าโซลิเนจะเกลียดตนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เธอไม่เป็นแบบนั้น
“ฉันไม่ใช่ชาวโอรินอส ไม่ใช่เหยื่อโดยตรงของพวกชาลู ฉันคงพูดได้ไม่เต็มปากว่าสามารถยกโทษแทนพวกเขาได้ แต่ที่สามารถพูดได้ก็คือ มีลา… เรื่องนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเธอเลย”
โซลิเนปล่อยให้มีลาร้องไห้อยู่อีกพักใหญ่โดยไม่ได้ขัดขึ้นมาอีก
ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย เอ็นดริกหลังจากที่พวกเขาตกลงใจว่าจะอพยพไปอยู่กับโซลิเน เขาก็หาวิธีติดต่อกับเธอและบอกความประสงค์ของตนเองออกไป ลูเธอร์ ฟิลิเซีย ไคเลอร์ และคนใกล้ชิดของโซลิเนแสดงออกชัดเจนว่าไม่ต้อนรับพวกเขา แต่เขารู้ว่าโซลิเนจะตอบตกลง
เธอทำเช่นนั้น ด้วยเงื่อนไขเดียวกับที่เคยมอบให้กับมีลา ระหว่างที่ยังอยู่ที่เทลิก เอ็นดริกจะต้องทำงานให้เธอ โซลิเนไม่ต้องการให้พวกเขาเป็นอีกกลุ่มอำนาจที่จะมาทำให้กลุ่มมีปัญหาภายหลัง
มันก็แค่สัญญาปากเปล่า การร่วมมือกันจะทำให้เขาเสียคนจำนวนหนึ่งไปแต่ก็ไม่ทั้งหมด เอ็นดริคแน่ใจว่าคนส่วนใหญ่ยังเชื่อมโยงกับเขาผ่านอำนาจที่เขามี ความกลัวฝังใจจะทำให้คนเหล่านั้นไม่กล้าทรยศ เขาจึงตกลงรับข้อเสนออย่างว่าง่าย
…ตอนนี้แกอาจจะได้ใจอยู่ แต่เมื่อฉันไปถึงที่นั่นแล้ว แกก็จะได้รู้ว่าใครถือไพ่เหนือกว่า…
กลุ่มของเขาเร่งออกเดินทางตั้งแต่เห็นแสงแรกของดวงอาทิตย์ พวกเขาโชคดีกว่ากลุ่มของโซลิเนที่เดินทางไปก่อนหน้านี้เพราะมีความพร้อมด้านพาหนะมากกว่า แม้จะเสียหายไปส่วนหนึ่งจากการปะทะแต่กลุ่มเอ็นดริคยังมีรถขนาดเล็กและใหญ่รวมกันหลายร้อยคัน ยานบินขนาดเล็กอีกสองลำ รวมไปถึงรถสะเทินน้ำสะเทินบกที่ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาอ้อมแม้น้ำหรือบึงอย่างที่กลุ่มโซลิเนเคยมีปัญหามาก่อน
แต่แม้จะมีพาหนะมากมายแค่ไหนมันก็เป็นไปไม่ได้จะพาคนหนึ่งหมื่นสองพันคนไปถึงที่หมายในรอบเดียว
เอ็นดริคต้องแข่งกับเวลา ชาลูทัพใหญ่อาจจะกลับมาได้อีกทุกเมื่อ หากเขาต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งรอบในการพาคนทั้งหมดไป มันเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะต้องสูญเสียคนที่เหลือเอาไว้
เอ็นดริคตั้งใจเลือกคนของตัวเองเป็นอันดับแรก คนพวกนี้จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้เดินทางไปกับยานพาหนะ ส่วนคนที่เหลือเขาตั้งใจจะให้เดินเท้าตามไป เมื่อกลุ่มแรกไปถึงเทลิกแล้วพาหนะทั้งหมดก็จะย้อนกลับมารับกลุ่มที่เดินเท้าตามมา
มันฟังดูประหลาด แต่เขาเชื่อว่ามันดีกว่าทิ้งคนที่เหลือเอาไว้ในเมืองที่แน่นอนว่าจะถูกโจมตี
ไม่ใช่ว่าเขาสนใจชีวิตของคนที่ถูกทิ้งไว้มากมาย เขาเป็นคนประเภทที่พร้อมจะทิ้งใครก็ตามที่ถ่วงให้ตัวเองช้าลง สาเหตุที่เขาเพิ่มทางรอดให้กับกลุ่มหลังก็มีเพียงแค่คิดว่าคนเหล่านี้อาจจะมองว่านี่คือหนี้บุญคุณ
“วิถีนี้จะช่วยให้เราถึงเร็วขึ้น กลุ่มที่เดินเท้าไปจะมีแต่คนที่แข็งแรงที่ยังเดินไหว เมื่อยานพาหนะถึงเทลิกแล้วเราก็จะย้อนกลับมารับกลุ่มที่เดินเท้าที่น่าจะเดินไปได้เกินหนึ่งในห้าของระยะทาง อาจจะต้องใช้หลายรอบแต่ระยะทางมันจะสั้นลงในทุกครั้ง” นั่นคือสิ่งที่เอ็นดริคโฆษณาชวนเชื่อ
มีคนไม่น้อยคิดว่ามันคือแผนฆ่าตัวตาย ความตลกคือมีคนอีกไม่น้อยที่เชื่อว่ามันคือแผนที่ดี บางคนถึงกับแก้ตัวแทนเสียด้วยซ้ำ ผู้นำของเขาเองก็คงลำบากใจที่ต้องตัดสินใจแบบนี้
มันคงดูจริงใจกว่านี้ ถ้ากลุ่มแรกที่ไปกับยานพาหนะไม่ใช่ตัวเขาและคนที่เขาเลือกมาแล้ว และมันคงจะดูดีขึ้นอีกเยอะถ้าตอนมารับในรอบต่อ ๆ มาเขาจะเป็นหนึ่งในคนที่กลับมารับกลุ่มที่เดินเท้าด้วยตนเอง
โชคดีอย่างเหลือเชื่อก็คือ พวกเขาเกือบจะไม่มีการปะทะกับชาลูเลย ชาลูกลุ่มที่โจมตีเมืองไม่รู้ว่าเหยื่อของมันได้ทิ้งฐานที่มั่นเดิมไปแล้ว ส่วนชาลูที่เคยกระจัดกระจายอยู่ในที่รกร้างก็ลดจำนวนลงไปอย่างมากหลังจากที่มันรวมตัวกันบุกเทลิกและไม่เคยได้กลับออกมา
เอ็นดริคยิ่งได้ใจหนักขึ้นที่วิธีการของเขาได้ผล เพียงแค่หนึ่งวันเขาก็สามารถพาคนจำนวนมากมาไกลจนถึงเทลิกได้ แม้ว่ามันจะต้องแลกกับเชื้อเพลิงเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ก็ตาม
วันที่สิบหก เที่ยงคืนกับอีกสามนาที เอ็นดริคและผู้คุ้มกันของเขาก็ได้พบกับโซลิเนที่ออกมาต้อนรับอยู่ด้านนอกของโบราณสถาน
“เอ็นดริค ชิลด์” อดีตมาเฟียชื่อดังแนะนำตัว เขาโค้งให้โซลิเนก่อนแต่ท่าทางที่ดูนอบน้อมนั้นโซลิเนสัมผัสได้ถึงการไม่ยอมรับ
“โซลิเน อเลฟกา ดิคาสโต” โซลิเนแนะนำตัวเองบ้าง จากนั้นเธอก็ผายมือไปยังผู้ติดตามอีกหลายคนซึ่งก็มีตั้งแต่ ลูเธอร์ ฟิลิเซีย ไคเลอร์ แอมเบอร์ ไมสเตอร์ รวมทั้งคนที่แต่งตัวแปลกแยกออกไปอย่างชัดเจนอย่างมีลา
แล้วทุกคนก็ไปสะดุดตาอยู่กับหญิงสาวนางหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังของเอ็นดริค ผมสั้นสีทองและรอยยิ้มยียวนที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ
“โดโรธี”
“ไง” โดโรธีโบกมือให้
“เกิดอะไรขึ้น พวกเราติดต่อพวกเธอไม่ได้เลย คุณเมอร์ดิอัสก็เป็นกังวลอยู่” ลูเธอร์ถาม
“แย่จริง ทำให้เป็นห่วงแล้วสินะ เดี๋ยวนะ พวกซามูเอลยังมาไม่ถึงเหรอ”
“กลุ่มของเราเจอเธอระหว่างที่เดินทางมาที่นี่” เอ็นดริคแทรกขึ้นมาก่อน
“หมายความว่ายังไง”
โดโรธีปั้นเรื่องหน้าตาเฉย เธอเล่าว่าการฝึกของเดอะคอลเลคชันผ่านไปด้วยดีและหลังจากนั้นเขาก็ทำลายตัวเองเพื่อป้องกันข้อมูลถูกคนไม่หวังดีเอาไปใช้ โดโรธีและซามูเอลเมื่อได้รู้จากผู้คุ้มกันว่าฐานทัพถูกย้ายมาที่เทลิกแล้ว พวกเธอก็ตั้งใจจะเดินทางมาที่นี่
“พวกเราโชคไม่ดี ดันไปจ๊ะเอ๋กับชาลูฝูงใหญ่เข้า ถูกเล่นงานซะกระจัดกระจายเลย ฉันอาสาสู้ถ่วงเวลาไว้ให้เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น เข้าใจว่าคนที่สามารถติดต่อกับฐานได้คงจะรายงานไปแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ในเมื่อไม่มีใครรายงานกลับมาเลย สงสัยว่า…”
“คุณแซม” แอมเบอร์รู้สึกเข่าอ่อนเกือบจะยืนไม่อยู่
เธอเคยใช้เวลาในโลกเสมือนจริงกับซามูเอล แกสดอนถึงสามปี อีกฝ่ายเป็นชายวัยดึกผู้เคร่งเครียดตลอดเวลาทำให้แอมเบอร์ไม่ได้รู้สึกสนิทใจกับเขานัก แต่การที่ต้องอยู่กลุ่มเดียวกันหลายปีถ้าบอกว่าไม่ผูกพันเลยแม้แต่น้อยก็คงจะเป็นเรื่องโกหก
“บางทีนั่นอาจจะเป็นความผิดของพวกเราก็ได้นะ” เอ็นดริคแสร้งทำเป็นรู้สึกผิด เขาชี้แจงว่าในช่วงนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่เซเวนวูล์ฟขับไล่พวกชาลูไป บางทีกลุ่มที่หนีไปอาจจะเป็นกลุ่มเดียวกับที่พวกซามูเอลเจอก็ได้
ฟิลิเซียฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอรู้สึกว่าเรื่องเล่านี้มีบางอย่างน่าสงสัยแต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไร บางทีมันอาจจะเป็นสัญชาตญาณ ไม่ก็แค่อคติเพราะเธอรู้สึกไม่ชอบขี้หน้ามาเฟียอย่างเอ็นดริค ชิลด์ก็เป็นได้
จากนั้นเอ็นดริคก็เปลี่ยนไปคุยเกี่ยวกับวัตถุประสงค์หลักที่ทำให้มาดั้นด้นมาจนถึงเทลิก เนื้อหาครึ่งแรกคือการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเรื่องของไซริลที่ตั้งฐานอยู่ไม่ห่างออกไป เรื่องของชาลู และเนื้อหาครึ่งหลังก็เป็นข้อมูลเกี่ยวกับกำลังพล เสบียง อาวุธ และจำนวนยานพาหนะที่ฝ่ายเขาครอบครอง
“หมายความว่าถ้ารวมกัน ฝ่ายเราก็น่าจะมีหนึ่งหมื่นเก้าพันหนึ่งร้อยสามสิบห้า… มากขึ้นพอสมควร แต่ยังน่าจะเป็นจำนวนที่เทลิกยังรับไหวนะคะ”
…ไม่สิ ต้องลบยี่สิบคนที่เสียไปด้วย นอกจากนั้นยังไม่ได้นับจำนวนคนของเจ้าหญิงมีลา… เธอคิด
เอ็นดริคคิดว่าตัวเลขของโซลิเนไม่ถูกต้อง แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาเชื่อว่าคนที่ยังเหนียวแน่นกับเขายังมีอย่างน้อยแปดพันคน เขาแน่ใจว่าหากมีเวลาเลื่อยขาเก้าอี้ของโซลิเนสักหน่อย ตัวเลขนี้ก็จะยิ่งเทมาทางเขา
…อีกไม่นานหรอก… เอ็นดริคแอบแสยะยิ้มอยู่ในใจ
กลุ่มแอบแฝงของเอ็นดริค 8,143 คน กลุ่มโซลิเน 10,972 คน