Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 199: ศึกใหญ่ที่เทลิก
ร่างไร้ชีวิตของโดโรธีถูกพบในตอนเช้า เอ็นดริคพยายามเรียกร้องความยุติธรรมให้กับโดโรธี แต่พวกโซลิเนไม่ได้สนใจจัดการเรื่องนั้นอย่างจริงจังเพราะเธอรู้ว่าเป็นฝีมือของใคร และเข้าใจได้ทันทีว่าแอมเบอร์ทำไปเพื่ออะไร
ก่อนที่เรื่องราวจะใหญ่โตไปกว่านั้น ข่าวร้ายกว่าก็แทรกเข้ามา พวกเขาได้รับรายงานว่าทัพใหญ่ของชาลูกำลังตรงมาที่เทลิก และอาจจะมาถึงภายในเวลาเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น
โซลิเนแบ่งหน้าที่ให้กับฝ่ายต่าง ๆ เตรียมรับมือ เช่นเคย เด็ก คนป่วย และคนชราถูกพาไปซ่อนตัวไว้ในชั้นกลางและชั้นล่างโดยมีกำลังคุ้มกันเล็กน้อย กองทัพส่วนใหญ่ตั้งกองกำลังอยู่ที่ชั้นบนสุดและอีกส่วนก็ตั้งทัพอยู่ด้านหน้าของโบราณสถาน
กับดักที่เคยวางไว้ภายในโบราณสถานทำให้หลายคนเป็นห่วงว่ามันจะอันตรายกับโครงสร้างของเทลิกเอง โซลิเนจึงย้ายทั้งหมดออกไปอยู่ด้านหน้าแทน เธอสร้างป้อมขนาดเล็กเพื่อให้หน่วยรบระยะไกลโจมตีลงมาได้ แต่ก็รู้ดีว่าของแบบนี้ช่วยอะไรไม่ได้มาก
ชาลูกลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่สุดที่เคยมีมา พวกมันน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยบุกรังของเซเวนวูล์ฟ แผนการรบของพวกโซลิเนคือการตัดกำลังของมันให้มากที่สุดจากกับดักทั้งหลาย จากนั้นจึงอาศัยประโยชน์จากเส้นทางที่คับแคบของเทลิกจัดการกับพวกที่เหลือ
จำนวนของศัตรูที่มีหลายหมื่นหรืออาจจะถึงแสนตัว ต่อให้เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีอย่างโซลิเนก็เข้าใจดีว่ามันยากลำบากกว่าครั้งก่อนแค่ไหน เธอยอมรับว่าครั้งนี้ต่อให้รอดไปได้ก็ต้องมีผู้เสียสละนับพัน
แต่เธอก็ถอยไม่ได้แล้ว… ไม่ใช่สิ มันไม่เหลือที่ให้ถอยแล้วต่างหาก
มืดฟ้ามัวดิน คงเป็นคำจำกัดความที่ดีที่สุดของกองทัพที่ยกมา น่าเสียดายที่พวกโซลิเนมีเวลาไม่เพียงพอ เธอวางแผนรับมือไว้หลายอย่าง แต่เกือบทั้งหมดในนั้นล้วนแต่เป็นหมันไปจนหมด
หลุมขนาดใหญ่ถูกขุดไปได้สี่หลุมจากทั้งหมดที่ตั้งใจไว้ถึงยี่สิบหลุม แถมไม้และเหล็กแหลมที่ตั้งใจจะเอาไว้ก้นหลุมก็ยังไม่ได้ติดตั้งด้วยซ้ำ ป้อมปราการที่ทำจากไม้เองก็เพิ่งเสร็จหมาด ๆ วันก่อน นอกจากจำนวนที่ไม่พอเช่นกันมันยังไม่เคยได้รับการทดสอบเลยสักครั้ง
ถ้าพระเจ้ากำลังรับฟังเสียงสวดภาวนาอยู่ โซลิเนอยากบอกว่าเธอไม่ขอสิ่งใดเลยเว้นเพียงเวลาเท่านั้น ตั้งแต่วินาทีที่เหยียบโลกนี้มันเป็นสิ่งเดียวที่เธอไม่เคยรู้สึกว่าเพียงพอ ชาลูโจมตีแทบไม่เว้นวัน การกดดันทั้งจากภายในและภายนอก ปัญหาสารพัดโหมกระหน่ำมาไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะมีมือแห่งความช่วยเหลือเพิ่มมากขึ้นแค่ไหนมันก็ไม่เคยมากพอ
เสียงกับระเบิดที่ฝังไว้ทั่วบริเวณคือสัญญาณบอกว่าสงครามเริ่มแล้ว ไคเลอร์และฟิลิเซียขอให้โซลิเนอย่าออกไปเป็นแนวหน้าแต่ให้รอรับมืออยู่ภายในเทลิกชั้นบนเท่านั้น ส่วนทั้งคู่จะเป็นคนเปิดฉากของสงครามเอง
ไคเลอร์และฟิลิเซียออกไปรับมือก่อน พวกที่ตั้งรับอยู่หน้าทางเข้าทำหน้าที่หลักคือสาดกระสุนเพื่อต้านเอาไว้ ระเบิดจำนวนมากทำให้กลุ่มแรกสุดลดจำนวนลงไปได้หลายสิบแต่เพียงอึดใจเดียวกลุ่มใหม่ก็เติมเข้ามาในช่วงว่างนั้น
ชาลูยักษ์ที่อยู่หน้าสุดทักทายไคเลอร์ด้วยท่อนไม้ขนาดยักษ์ ร่างของเขาแตกกระจายในการโจมตีครั้งเดียว แต่ของเหลวที่กระจัดกระจายไปทั่วไม่ใช่เลือดสีแดงแต่กลับเป็นของเหลวสีเงิน
ไคเลอร์เริ่มปฏิบัติการล่าสังหาร ของเหลวที่เคยเห็นจากร่างของเขาแทรกซึมเข้าไปในร่างชาลู สำหรับศัตรูที่ไม่มีพลังต้านทานอย่างชาลู เพียงหยดเดียวของตัวเขาก็สามารถฆ่าอีกฝ่ายได้ เขาแค่ต้องทำลายมันให้ถูกจุดเท่านั้น
อาวุธมากมายที่ได้มาจากกลุ่มเอ็นดริคกำลังแสดงแสนยานุภาพ ปืนบางชนิดมีพลังทำลายไม่มากแต่มีพลังในการหยุดยั้งสูง ชาลูจำนวนหนึ่งถูกคลื่นพลังงานกระแทกใส่จนปลิวไปกระแทกอีกหลายตัวที่อยู่ข้างหลัง แม้ว่าจะฆ่าไม่ได้ทุกตัวแต่มันก็ทำให้การบุกช้าลง
หน้าที่ของกองทัพที่ตั้งรับอยู่ด้านนอกมีเพียงแค่ถ่วงเวลา ฟิลิเซียรอจนแน่ใจว่ากับดักทั้งหมดทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้น จากนั้นจึงออกคำสั่งให้ล่าถอย
“ถอย ทุกหน่วยไปรวมตัวกันที่จุดบี” ฟิลิเซียตะโกน
การถอยเป็นไปได้ด้วยความราบรื่น กลุ่มที่ตั้งรับอยู่ข้างนอกถูกคำนวณไว้แล้วไม่ให้มีมากเกินไป มันทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลระหว่างการถอยกลับฐานผ่านเส้นทางแคบ ๆ พวกเขาสู้พลางและถอยพลางไปด้วยได้
เสียงกัมปนาทจากปืนและระเบิดดังสลั่นราวกับป่าแตก โซลิเนรอจังหวะช่วยเหลือทุกคนผ่านมุมมองของไซคิกเน็ตเวิร์ก เสียงของเธอส่งไปถึงทุกคน แต่ละคนรู้สึกถึงเรี่ยวแรงที่มีมากขึ้น
พวกเขาวิ่งพลาง หันกลับมาสู้พลาง ชาลูนับไม่ถ้วนล้มลงตลอดทางเดิน แต่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงสักนิด
ไม่นานนักกลุ่มที่ยันอยู่หน้าทางเข้าก็กลับมารวมตัวกันได้จนเกือบครบถ้วน พวกเขาแทบไม่มีเวลาได้พักหายใจ เพราะชาลูฝูงใหญ่ไล่ตามมาชนิดที่แทบหายใจรดต้นคอ
มีสิ่งหนึ่งในพฤติกรรมของชาลูที่แปลกออกไป แทนที่จะรีบรุกคืบเข้ามา พวกมันบางตัวกลับหยุดอยู่ที่ศพของมนุษย์หรือพวกเดียวกัน ชาลูกลุ่มนี้หิวกระหายยิ่งกว่ากลุ่มไหน ๆ ที่พวกเขาเคยพบ พวกมันเริ่มสวาปามซากศพแม้ว่าสงครามจะไม่จบ
การหยุดกินทำให้กระแสการบุกชะงักลงไปเล็กน้อย แต่ด้วยจำนวนที่มากมายกว่าทุกครั้ง มันก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนเบาใจลงได้ เพียงอึดใจเดียวซากศพก็เหลือแต่โครงกระดูก และพวกมันก็รุกคืบเข้ามา
โซลิเนนึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่เธอเคยแสดง เป็นหนังเกรดบีเกี่ยวกับปลาปิรันยากลายพันธุ์ที่ตัวโตผิดปกติ ชาลูที่จัดการซากศพอย่างรวดเร็วทำให้เธอนึกถึงเจ้าสัตว์ประหลาดพวกนั้น ต่างกันตรงที่มันไม่ต้องรอให้ใครตกลงไปในแม่น้ำ ที่ไหนที่มนุษย์สามารถอยู่ได้ชาลูก็จะบุกเข้าไปจนได้ในที่สุด
ในตอนนั้นยังไม่มีใครรู้สึกตัว ชาลูที่อิ่มท้องแทนที่จะสงบลงบ้าง มันกลับยิ่งดุร้ายขึ้นอีก ราวกับเลือดและเนื้อที่กินเข้าไปทำให้มันคลั่งยิ่งกว่าเดิม
เดิมทีเจ้าสิ่งมีชีวิตพวกนี้ก็ไม่ใช่สัตว์ธรรมดา พวกมันคือปีศาจที่ไม่สามารถเอาหลักวิทยาศาสตร์มาอธิบายได้ในทุกเรื่อง มันกำลังพัฒนาตัวเองในแบบที่สิ่งมีชีวิตปกติทำไม่ได้ ยิ่งกินมันก็ยิ่งโตขึ้น แข็งแกร่งขึ้น
แผนเดิมที่โซลิเนใช้เริ่มใช้ไม่ได้อีก หน่วยโล่ใหญ่ถูกแหวกวงล้อมเข้ามาได้และถึงแม้มันจะถูกแอมเบอร์ปิดบัญชีในไม่กี่อึดใจ แต่แนวป้องกันก็เริ่มเอาไม่อยู่แล้ว
เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่ว เลือดสาดกระจายจนเส้นทางแคบ ๆ นั้นถูกย้อมไปด้วยสีแดง ความปั่นป่วนหนักข้อขึ้นอีกเมื่อมีชาลูบางตัวสามารถแหวกวงล้อมออกไปได้
ราวกับมันรู้ว่า พวกที่อยู่ชั้นใต้ดินลงไปมีแต่เด็ก คนแก่และคนที่ไม่มีกำลังรบ พวกมันหาทางลงไปชั้นต่อไปเจอโดยแทบไม่ต้องเสียเวลา
ชาลูที่หลุดเข้าไปได้เป็นตัวที่กระหายเลือดเป็นพิเศษ ไซคิกแมนหลายคนช่วยกันหยุดมันไว้ได้แต่ก็ต้องแลกกับชีวิตของพวกเขา
“อย่าให้มันฝ่าไปได้แม้แต่ตัวเดียว ข้างล่างเราแทบไม่เหลือคนคุ้มกันแล้ว” ไมสเตอร์สั่งการไซคิกฮีโร ซึ่งแทบไม่จำเป็นเลย หลายคนไปรวมตัวกันอยู่ตรงนั้นเพราะคิดแบบเดียวกัน
นอกจากสภาพย่ำแย่ที่เห็นอยู่ตรงหน้า โซลิเนยังห่วงสถานการณ์ฟิลิเซียกับไคเลอร์ที่ยังอาละวาดอยู่ข้างนอก ทุกคนอาจมองว่าไซเลนเซอร์แข็งแกร่งเหนือมนุษย์ แต่ร้ายกาจแค่ไหนไซเลนเซอร์ก็เป็นสิ่งมีชีวิต ประมาทเพียงเสี้ยววินาทีพวกเขาก็อาจถูกเล่นงานได้
โซลิเนกลัวว่าทั้งสองจะพลาดพลั้ง แต่โซลิเนไม่สามารถเรียกทั้งคู่กลับมาได้ เพราะพวกเขาคือสาเหตุที่ชาลูมากกว่าครึ่งยังไม่กรูกันเข้ามาในเทลิก
ผู้คนล้มลงในทุกนาที เพลงในการรักษาไม่อาจเยียวยาคนที่ตายไปแล้วได้ มันคือการแข่งขันกว่าฝ่ายใดจะถูกกำจัดจนหมดไปก่อน
มีลาร้องสุดเสียง อเดลลาใช้ร่างกายของตัวเองเป็นกำแพงให้กับเธอ ชาลูหลายตัวรุมทิ้งและกำลังจับเธอแยกส่วน อเดโดนาน้องคนที่สามพยายามช่วยพี่คนโต เธอยิงธนูเวทใส่พวกชาลูด้วยความเร็วที่นักธนูทั่วไปไม่สามารถทำได้ แต่แม้จะเร็วแค่ไหนมันก็สายไปแล้ว
“ยันไว้ไม่อยู่แล้ว องค์หญิงหนีไปก่อนค่ะ” อเดเลียตะโกนขณะที่กระหน่ำมีดใส่ชาลูยักษ์ที่เกือบจะคว้าตัวมีลาไว้ได้
“ท่านโซลิเนบอกว่าถ้าคับขันให้ข้าพาองค์หญิงลงไปที่ชั้นล่าง” อเดมิลาน้องคนสุดท้องเข้ามาคว้ามือมีลาไว้
“จะหนีได้ยังไง ทุกคนยังสู้อยู่”
“พวกเราทำอะไรไม่ได้หรอกค่ะ”
“โอ้ย” มีลาร้องเพราะข้อมือของเธอถูกสาวใช้บีบแรงจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ
อเดมิลาหยุดนิ่ง สีหน้าของเธอดูผิดปกติ มือข้างหนึ่งยังกำข้อมือของผู้เป็นนายไว้แน่น แต่อีกมือที่ถือไม้เท้าเธอปล่อยให้มันหลุดร่วงไปแล้ว
“หนีไปค่ะ” อเดมิลาเอ่ยเสียงเบา เลือดไหลซึมออกมาจากดวงตาของเธอ จากนั้นเธอก็เอนล้มใส่มีลาทั้งยืน
มีลาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอเดมิลา เธอไม่ได้สังเกตรอยแผลเล็ก ๆ ที่คอของสาวใช้ เธอถูกลูกดอกที่มียาพิษร้ายแรงเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
แทนที่จะหนีตามคำสั่งเสีย องค์หญิงมีลากลับฮึดสู้ เมื่อเห็นว่าสุดกำลังจะทัดทาน ผู้รับใช้อีกสองจึงไม่พูดสิ่งใดอีก ทั้งคู่ขอแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ถ้าพวกตนจะต้องตายก็ขอตายก่อนนายหญิง
หลายนาทีต่อมาชาลูตัวที่สองก็ฝ่าวงล้อมไปได้อีก แอมเบอร์รอจังหวะอยู่แล้วเธอให้ซัมมอนของซามูเอลจัดการกับมัน แต่จากนั้นก็มีตัวที่สาม ที่สี่และหลุดออกมาเพิ่มได้เรื่อย ๆ กลายเป็นหน้าที่หนักของไซคิกฮีโรที่คอยระวังอยู่ที่บันไดสู่ชั้นต่อไป
ในชั้นกลาง ลินดา จิมมี และอลิสันคือกลุ่มติดอาวุธกลุ่มสุดท้าย ข้าง ๆ ของพวกเธอมีกลุ่มชายหญิงชราหลายสิบชีวิตที่มีเพียงอาวุธประสิทธิภาพต่ำ คนเจ็บบางคนสละอาวุธประจำของพวกเขาให้กับพวกที่รับมืออยู่ที่ชั้นบน บางรายไม่มีอะไรให้ใช้ถึงขั้นต้องเอาฉมวกหาปลามาถือไว้
“ดีกว่ามือเปล่าแหละ” ชายขาเดี้ยงและปิดตาข้างหนึ่งพึมพำ เขากังวลใจเพราะไม่ได้ถือปืนสักกระบอก
ลินดาตัดสินใจยื่นปืนของเธอให้ ถึงมันจะเป็นปืนลูกซองจากโลกเก่าแต่ก็น่าจะดีกว่าฉมวกประดิษฐ์เองที่เขาใช้อยู่
“แล้วคุณล่ะครับ”
“ฉันมีปืนพกอีกกระบอก” เธอตอบ เช่นเดียวกับเขาและอีกหลาย ๆ คนลินดามอบปืนที่ดีกว่าให้กับพวกที่สู้อยู่ข้างบน
“ไม่ต้องห่วงนะครับ ยังไงก็ลงมาไม่ถึงที่นี่หรอก” เขาปลอบใจตัวเอง
ลินดาหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่เสียงกรีดร้องในไม่กี่อึดใจต่อมาทำให้ความหวังของเธอดับวูบ
“พวกมันลงมาแล้ว” ใครคนหนึ่งตะโกนลั่น