Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 200: งานเลี้ยงของชาลู
เป็นสงครามที่กินเวลาถึงเก้าชั่วโมงเต็ม มันก็จบลงเมื่อชาลูเป็นฝ่ายยอมถอยกลับ พวกมันชิงศพจำนวนหนึ่งไปด้วย แน่นอนว่าพวกโซลิเนพยายามหยุดแล้วแต่มันก็ยังเอาไปได้ส่วนหนึ่ง
ถ้ามองจากจำนวนผู้สูญเสีย ฝ่ายมนุษย์เสียหายน้อยกว่า แต่ไม่มีใครกล้าพูดว่านี่คือชัยชนะ
โซลิเนคิดทบทวนอยู่ในหัวเหมือนคนบ้า เธอย้ำถามว่าอะไรคือสาเหตุของความพ่ายแพ้ อาวุธไม่เพียงพอ เวลาเตรียมตัวที่น้อยไป จำนวนคน ชัยภูมิหรือกลยุทธ์
ลูเธอร์เดินเข้ามาตบไหล่โซลิเน เขาเข้าใจว่าเธอทำดีที่สุดเท่าที่คน ๆ หนึ่งจะทำได้แต่ก็ไม่ได้พูดออกอย่างตรงไปตรงมาเพราะโซลิเนย่อมต้องรู้แก่ใจดีว่าเธอทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้
…อาจจะไม่มีใครทำได้ดีไปกว่านี้แล้วด้วยซ้ำ… เขาได้แต่คิดอยู่ในใจ
วันที่สิบหกจบลง ผู้เสียชีวิต 4,904 คน
ผู้รอดชีวิตยังไม่รวมชาวพื้นเมือง 14,211 คน
แยกเป็นกลุ่มโซลิเน 8,980 คน และกลุ่มเอ็นดริค 5,241 คน
วันที่สิบเจ็ด
ทุกคนกังวลว่าชาลูจะกลับมาอีกครั้ง แต่วันนี้ทั้งวันก็ผ่านไปโดยไม่มีแม้แต่วี่แววของชาลู ฟิลิเซียเชื่อว่าศพจำนวนมากที่พวกขนกลับไปอาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้วันนี้ผ่านพ้นไปโดยไม่มีการนองเลือด
เอ็นดริคเพิ่งรู้เรื่องกี่ยวกับชนพื้นเมืองของโอรินอส และเรื่องที่มีลาคือเจ้าหญิงของพวกเขา เอ็นดริคเชื่อว่าเขาสามารถเกลี้ยกล่อมชาวโอรินอสให้มาช่วยตนได้ เขาพยายามเข้าหามีลา
ความพยายามของเขาล้มเหลว มีลาไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมกับการคุยอะไรทั้งนั้น เธอเพิ่งเสียสาวใช้คนสนิทและเพื่อนแค่ไม่กี่คนที่ยังเหลืออยู่ในโลกไปถึงสองคน นอกจากนั้นเธอก็ยังไม่สามารถให้อภัยพวกของจาคินที่อยู่เบื้องหลังการนำชาลูมาสู่โลกนี้
เมื่อไม่สามารถพึ่งเจ้าหญิงมีลาได้ เอ็นดริคก็หาวิธีการด้วยตนเอง คนของเขาสืบจนรู้มาว่าทางลับอยู่ที่ไหนและเขาก็เป็นคนไปเจรจาด้วยตนเอง
“เจ้าหญิงล่ะ” จาคินดูผิดหวังเมื่อคนที่เขารอคอยมานานกลายเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหญิงมีลา
“ฉันมาเจรจาให้แทน”
“เจรจา” จาคินขมวดคิ้ว “เจรจาอะไร”
“แน่นอนว่าต้องเกี่ยวกับการช่วยพาพวกนายออกมาน่ะแหละ แล้วก็เรื่องอนาคตหลังจากนั้นด้วย”
“ไม่มีเจ้าหญิงอยู่ด้วยก็ไม่มีประโยชน์ที่จะคุย เจ้าหญิงมีลาคือคนเดียวที่ทำลายกำแพงเวทนี้ได้”
“ทำไมถึงมั่นใจแบบนั้น” หัวหน้ามาเฟียวัยกลางคนหน้าย่นลง เขาเริ่มหัวเสียที่อีกฝ่ายเอาแต่พูดย้ำว่าเจ้าหญิง ๆ
“เพราะกำแพงเวทอันนี้มันถูกสร้างมาแบบนั้น พวกเราไม่ได้งอมืองอเท้าอยู่ภายในที่ขังนี่นะ เราลองทั้งเวทมนตร์ หาช่องทางอื่น และอีกสารพัดวิธีเท่าที่นึกออก ผลลัพธ์ก็คงเห็นอยู่พวกเรายังติดอยู่ที่นี่ คนที่จะหยุดกำแพงเวทได้ต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติพิเศษอย่างสายเลือดตระกูลเดียโมเรียส”
“ ฉันไม่เข้าใจ”
“หึ… ก็ไม่คิดว่าจะเข้าใจเรื่องยาก ๆ อย่างเวทมนตร์หรอก นั่นคือข้อแตกต่างระหว่างชนชั้นสูงอย่างข้า และคนสามัญที่ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ยังไงล่ะ”
“ปากดีนี่… ทั้งที่ออกมาด้วยตัวเองยังไม่ได้แท้ ๆ เอาเถอะ ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อชวนทะเลาะ เรื่องเจ้าหญิงของพวกนายน่ะ เดี๋ยวลองเกลี้ยกล่อมให้ ฉันแค่อยากรู้ว่าถ้าฉันช่วยสำเร็จ ฉันจะได้อะไร”
จาคินพอเดาออกว่าเอ็นดริคคาดหวังอะไร “ถ้าช่วยออกไปได้อยากให้ทำอะไรก็บอกมาเถอะ ทุกคนในนี้ยินดีตอบแทนทุกสิ่งที่ทำได้”
เช้าวันที่สิบแปดหลังจากมาถึงโลกนี้ ลูเธอร์ออกมาเร่งงานทุกคนด้วยตัวเองเพราะเขาพบว่างานในหลายส่วนล่าช้ากว่าที่วางไว้ แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อพบว่าคนส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้อยู่ในความหวาดกลัว พวกเขาก็กำลังโศกเศร้าจนเกินกว่าจะทำงานได้อย่างที่ควร
ความคิดแบบสิ้นหวังไม่ใช่เรื่องแปลก ทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าในการโจมตีครั้งหน้า ไม่ก็ครั้งถัดไป มนุษย์จะเป็นฝ่ายปราชัย พวกเขาจะถูกเข่นฆ่า
บางคนที่เครียดหนักได้พยายามฆ่าตัวตาย พวกเขาตัดสินใจแบบนั้นเพราะเชื่อว่าตายตอนนี้ยังเจ็บปวดน้อยกว่าถูกชาลูฆ่า
หรือแย่กว่านั้น… คือโดนพวกมันจับตัวไป
โชคดีที่โซลิเนกำชับเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เมื่อทุกคนช่วยกันสอดส่อง เรื่องเศร้าแบบที่กลัวจึงถูกระงับไว้ได้ทัน
โซลิเนร้องเพลง มันเป็นเพลงไว้อาลัยให้กับผู้สูญเสียและมอบกำลังให้กับคนที่ยังอยู่ไปด้วยพร้อมกัน เข้มแข็งไว้นะ นั่นคือชีวิต นั่นคือหลักฐานแห่งความรักที่เรามอบให้กับผู้ที่จากไปก่อน
ในท่วงทำนอง ความรู้สึกอัดแน่นของโซลิเนกำลังถูกเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่ไพเราะดั่งเสียงสวรรค์ ทุกตัวโน๊ตเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่เธอไม่ได้บอกใคร
…ลินดา ขอโทษนะ ถ้าเธอไม่ตามมาด้วย เธออาจจะกำลังใช้ชีวิตคู่กับชายที่เธอรอคอยเขามานาน ขอบคุณจริง ๆ เธอเป็นเหมือนทั้งเพื่อนและพี่สาวของฉันมาเสมอ…
…อลิสัน ฉันต้องขอโทษเธอมากกว่าใคร เธอต่างจากคนอื่นที่ไม่มีครอบครัวเหลือแล้ว แต่เธอก็ยังยืนกรานมาด้วยแม้ว่ามันจะทำให้ต้องตัดขาดกับที่บ้าน ฉันอยากใช้เวลากับเธอมากกว่านี้ ฉันอยากจะเป็นครอบครัวใหม่ของเธอเหมือนกับที่เธอเป็นให้ฉันเสมอมา ขอบคุณนะ…
…จิมมี นายมันเฮงซวย ปากเสีย กินจุ ขี้ขลาดและสารพัดข้อเสียที่ร่ายทั้งวันก็คงไม่จบ แต่ทุกคนรู้ดีว่านายรักเพื่อนขนาดไหน หลักฐานก็คือความแข็งแกร่งของนายในแฟนคลับมีทอัพ มันคือสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกของนายออกมา ฉันรู้นายนี่แหละฮีโรตัวจริงของฉันเสมอ…
…ขอบคุณนะและขอโทษที่ดึงพวกเธอมาเจอกับเคราะห์ร้ายแบบนี้…
…ลาก่อนเพื่อนรักของฉันทุกคน...
เพลงของโซลิเนแม้จะแฝงความเศร้าและเจ็บปวด แต่มันก็ทำให้ทุกคนรู้สึกตัวว่าจะมามัวจมปลักอยู่กับความสูญเสียไม่ได้
“เอาวะ เรื่องอะไรจะยอมให้มันกินง่าย ๆ” ชายแก่คนหนึ่งจู่ ๆ ก็ตะโกนขึ้นมา
“เออ ให้มันรู้ซะบ้าง อย่ามาดูถูกมนุษย์นะโว้ย” หญิงสาวที่เหลือแขนข้างเดียวก็ลุกขึ้นมาพูดบ้าง
“สอนให้มันรู้ไปเลย ว่ามันเลือกเหยื่อผิดแล้ว”
จากที่เคยเอาแต่นั่งหมดอาลัยตายอยาก หลายคนเริ่มลุกขึ้นมาสู้ใหม่ และแรงฮึดนี้ก็ส่งต่อถึงกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ พวกเขาใช้เวลาที่มีในตอนนี้เพื่อเตรียมตัวรับมือกับภัยที่อาจจะมาถึงวันใดก็ได้
โซลิเน ไคเลอร์ และฟิลิเซีย ทุ่มเวลาส่วนใหญ่ให้กับการวางกับดักรูปแบบต่าง ๆ เพื่อมาทดแทนกับดักระเบิดที่ถูกใช้ไปจนร่อยหรอ แรงงานบางส่วนถูกแบ่งมาใช้กับการทำกระสุนและอาวุธเพิ่มเติม ด้วยจำนวนที่น้อยลง คราวหน้าทุกคนแม้แต่เด็ก คนเจ็บ หรือคนชราอาจจะต้องสู้ พวกเขาจึงตัดสินใจกันว่าจะไม่ปล่อยให้มีใครต้องสู้ด้วยมือเปล่า
หน่วยสอดแนมในสังกัดของไมสเตอร์ลาดตระเวนอยู่ใกล้ ๆ กับฐานทัพ พวกเขาตัดสินใจสร้างหอคอยระวังภัยขึ้นในจุดที่ห่างออกไป มันอาจจะช่วยอะไรไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ทำให้ทุกคนอุ่นใจขึ้น
พวกเขาไม่ได้ข่าวคราวของชาลูโดยตรงแต่กลับพบเรื่องอื่นแทน นั่นคือฐานทัพของไซริลมีร่องรอยถูกชาลูจู่โจมเช่นกัน แต่พวกเขาก็ยังดูปลอดภัยดี
“ดูเหมือนว่าชาลูจะโจมตีพวกนั้นแค่เพื่อประเมินกำลัง พอแน่ใจว่าฝ่ายเราอ่อนแอกว่ามันก็เลยเลิกสนใจพวกนั้นครับ” ไมสเตอร์รายงานกับโซลิเน
“ตราบใดที่พวกเรายังไม่ถูดจัดการจนหมด มันก็จะเล่นงานแต่เราเท่านั้น” โซลิเนพึมพำอย่างอ่อนล้า
วันคืนแต่ละวันผ่านไปอย่างราบเรียบ ราวกับเสียงสวดภาวนาของผู้คนได้ส่งไปจนถึงพระเจ้า ไม่มีการโจมตีใด ๆ เกิดขึ้นในระยะเวลาหลายวันนี้ จนกระทั่งวันที่ยี่สิบพวกมันก็กลับมา
พวกโซลิเนเตรียมพร้อมอย่างดีที่สุดเท่าที่พวกเขาสามารถทำได้ กับดักมากมายยังใช้ได้ผลดี พวกชาลูแม้จะมีสติปัญญาสูง แต่ก็สูงเมื่อเทียบกับสัตว์ร้ายยิ่งเมื่อพวกมันกำลังท้องว่าง สติปัญญาของมันก็ยิ่งด้อยลง
เหตุผลที่ว่ามาไม่ได้ทำให้กองทัพของมันอันตรายน้อยลง ครั้งก่อนพวกมันมากันแล้ว แต่กองทัพคราวนี้ใหญ่โตยิ่งกว่าเดิมอีก เมื่อคำนวณจากปริมาณและพื้นที่ในเกาะแล้วหลาย ๆ คนเชื่อว่านี่คือกองทัพใหญ่สุดของมันและอาจจะเป็นกองทัพที่รวบรวมชาลูทั้งหมดเอาไว้แล้ว
อย่างต่ำห้าแสนตัว… นั่นคือจำนวนคร่าว ๆ ที่หน่วยสอดแนมรายงานมา
“ถ้าคราวนี้รอดไปได้ ก็ถือว่าพวกเราเก่งพอตัวเลย” ไคเลอร์พยายามสร้างบรรยากาศ แต่ดูเหมือนทุกคนจะฟังแล้วเครียดยิ่งกว่าเดิม
เหมือนหนังเก่าที่ถูกนำมาสร้างใหม่ด้วยโครงเรื่องซ้ำซาก ชาลูแห่กันเข้ามาโดยไม่สนใจกับดัก พวกมันล้มตายไปเป็นเบือแต่ก็ยังดาหน้าเข้ามาไม่หยุด กองหน้ารับมือไว้ได้ไม่นานก็ต้องถอยร่นไปตั้งรับภายในเมือง
ฝ่ายมนุษย์ทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม แม้จะไม่ใช่เรื่องน่าโอ้อวด แต่พวกเขาทุกคนต่างก็มีประสบการณ์ในการต่อสู้กับชาลูเป็นอย่างดี ยิ่งเมื่อหลังชนฝาแล้วความเกรงกลัวที่เคยมีก็ถูกเปลี่ยนกลายเป็นความโกรธแทน
ไซคิกฮีโรส่วนหนึ่งยังอาละวาดอยู่ข้างนอกฐานทัพ พวกเขามาพร้อมกับพาหนะใหม่ที่เก็บซ่อนไว้เป็นไพ่ตาย ฟีนิกซ์วิงก์ยานบินพิเศษเฉพาะสำหรับไซคิกเรดยิงถล่มลงมาจากฟ้าด้วยระเบิดปูพรม
ซีดรากอนฟอร์เทรสยานสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกของไซคิกบลูโจมตีใส่ฝูงชาลูด้วยสารเยือกแข็ง
ทวิสเตอร์ร็อกเฮลิคอปเตอร์ของไซคิกกรีนนอกจากจะเต็มไปด้วยปืนกลหนักมันยังมีการโจมตีด้วยการสร้างพายุ
กริฟฟินเทอร์เรตวิ่งคู่มากับแมมมอธแทงค์ นอกจากจะมีโหมดสัตว์ทั้งคู่ก็มีปืนใหญ่ที่ทรงประสิทธิภาพ
เหมือนว่าในพริบตาหนึ่งพวกไซคิกฮีโรจะได้เปรียบขึ้นมา แต่ชาลูก็มีอาวุธเด็ดซ่อนไว้เช่นกัน นอกจากไจแอนท์ชาลูที่มีขนาดใหญ่กว่ารถถังแล้ว แนวหลังของพวกชาลูยังปรากฏเงาขนาดยักษ์ที่ดูแล้วน่าจะใหญ่กว่าพวกไจแอนท์ถึงสองเท่า
“จะใช้วิธีไหนก็ได้ พวกเราต้องลดจำนวนพวกมันให้ได้มากที่สุด” ไซคิกเรดประกาศออกไปผ่านช่องสื่อสารพิเศษที่มีแต่ไซคิกฮีโรด้วยกันรับรู้
“จะให้ชั้นแช่แข็งปิดทางเข้าออกเลยดีไหม”
“ยังก่อน ตอนนี้ข้างในยังพอต้านได้อยู่ ถ้าปิดทางเข้าพวกมันจะหันไปเล่นงานทุกคนที่อยู่ข้างนอก ประคองไว้แบบนี้แหละ พวกนายต้องคอยลดจำนวนพวกมันและปล่อยให้พวกมันเข้ามาเท่าที่คนในเทลิกยังต้านทานไหว” ไซคิกคอมมานเดอร์เปลี่ยนแผนเมื่อเห็นว่าชาลูไม่ได้ตั้งใจสู้กับพวกที่อยู่ข้างนอก แต่เกือบทุกตัวพยายามกรูกันเข้าไปในเทลิก
สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในระดับที่ไม่เกินกว่าที่ประเมินไว้ ทุกคนทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม แม้แต่เอ็นดริคเองก็ทำผลงานไว้ได้ดี เขาไม่เพียงแค่กราดยิงและสังหารชาลูได้มากมาย มีหลายครั้งที่เขาช่วยชีวิตคนที่เกือบถูกฆ่าด้วย
ราบรื่นจนน่าเป็นห่วง ในเวลาแบบนี้โซลิเนกลับรู้สึกกังวลยิ่งกว่าเดิม ชาลูไม่ได้โง่ขนาดนั้น พวกมันต้องรู้ว่าตอนนี้มันเป็นฝ่ายดาหน้าเข้ามาตายอย่างไร้ค่า พวกมันคิดอะไรอยู่กันแน่นะ
แล้วเรื่องที่กลัวก็เกิดขึ้นจริง เสียงเฮโลดังขึ้นมาจากอีกด้าน โซลิเนเข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ในเมื่อพวกเธอสู้ยันทางออกอยู่แบบนี้ เสียงนั้นก็ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากชาลูหาทางเข้าอีกทางเจอแล้ว
ทางเข้าอีกทาง เป็นหลักประกันที่โซลิเนเหลือทิ้งเอาไว้สำหรับการหนี มันเป็นทางแคบ ๆ ที่ใหญ่พอจะให้คนเดินผ่านได้ทีละสองถึงสามคนเท่านั้น มีหลายคนเสนอให้ปิดทางออกนี้ไปเสียแต่โซลิเนไม่สามารถทำได้ คนส่วนใหญ่ยังอยากแน่ใจว่าพวกเขามีทางเลือกสำรอง รวมถึงทางออกในกรณีที่ทางหลักเกิดพังถล่มลงมาด้วย
“ใจเย็นก่อน ทางนั้นแคบนิดเดียว เรามีคนเฝ้าไว้อยู่แล้ว ส่งอีกสักหน่วยไปเพิ่มก็น่าจะยันไหว”
“ให้ฉันไปเพิ่มคนเดียวก็พอ” แอมเบอร์เสนอตัว
“งั้นให้ไคเลอร์ไปด้วย” โซลิเนกำลังจะหันไปพยักหน้ากับไคเลอร์แต่ถูกเพื่อนรั้งไว้
“บอกว่าไม่ต้องไง ไคเลอร์มีหน้าที่สำคัญกว่าตรงนี้”
โซลิเนมองแอมเบอร์อย่างครุ่นคิด ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจ แต่เพื่อนในกลุ่มของเธอตอนนี้เหลือแค่แอมเบอร์เท่านั้น โซลิเนไม่พร้อมที่จะเสียเธอไปอีกคน
“เชื่อใจฉัน มันต้องเวิร์ค” ใบหน้าที่สวยคมส่งยิ้มมาให้
“สัญญานะ ห้ามตายเด็ดขาด”
“สัญญา… เธอเองก็ห้ามตายนะ”
“จะพยายาม”
“ขี้โกงนี่นา” แอมเบอร์หัวเราะก่อนที่จะเข้ามาสวมกอดไว้ “แล้วเจอกัน”
สงครามจบลงเร็วกว่าที่คิด มันกินเวลาเพียงแค่หกชั่วโมงเท่านั้น ฝ่ายมนุษย์เชื่อว่าวันนี้ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งคงจะสิ้นชื่อ แต่ชาลูก็ทำเหมือนเดิมเมื่อได้ซากศพของทั้งพวกเดียวกันเองและมนุษย์มากพอ กองทัพของมันก็ถอนกลับไป
บางทีฝ่ายที่มองว่านี่คือสงครามอาจจะมีแค่ฝ่ายของมนุษย์ก็เป็นไปได้ ชาลูไม่ได้คิดถึงอะไรไปมากกว่าที่พวกมันได้บุกเข้ามาฆ่าและเอาศพกลับ มันไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าผลแพ้ชนะจะเป็นเช่นไร
วันที่ยี่สิบจบลง ผู้เสียชีวิต 6,789 คน นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุด
ผู้รอดชีวิตยังไม่รวมชาวพื้นเมือง 7,422 คน
แยกเป็นกลุ่มโซลิเน 5,854 คน และกลุ่มเอ็นดริค 1,568 คน
วันที่ยี่สิบสาม ในดินแดนที่ห่างออกไปไกลจากอาณาจักรโอรินอส
มิเนอร์วาปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนของอาณาจักรแห่งหนึ่งโดยที่ไม่มีผู้ใดในอานาจักรแห่งนั้นรู้สึกถึงการมาเยือนเลยแม้เพียงผู้เดียว มันเคลื่อนไหวอยู่กลางท้องฟ้าราวกับว่ามันเคยอยู่ตรงนั้นมาตลอดแต่กลับไม่มีผู้ใดสนใจ
แต่เพียงฉับพลัน แทบทุกผู้ทุกคนในอาณาจักรก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน นั่นเพราะเสาแสงปริศนาที่เกิดจากวิหารร้างได้พุ่งกระทบเข้ากระทบกับวัตถุลึกลับจนเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง บางส่วนของวัตถุดังกล่าวถูกความร้อนสูงของลำแสงเผาจนระเหิดและเกิดการระเบิดซ้ำ
ยานสีขาวขนาดยักษ์กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ เพียงไม่กี่วินาทีหลังเดินทางสู่ดินแดนแห่งนี้ เสียงสัญญาณเตือนภัยดังไปทั่วตัวยานเพื่อบอกว่าชีวิตทุกคนกำลังอยู่ในอันตราย ส่วนที่ฉีกขาดของตัวยานทำให้สูญเสียแรงดันและดูดเอาผู้บัญชาการเคราะห์ร้ายหลุดปลิวหายไปโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตั้งตัว คนอื่นในยานที่รู้ตัวก็ทำได้เพียงหาที่ยึดเกาะเท่าที่จะพอยึดไว้ได้เพื่อไม่ให้ถูกดีดออกจากยานไปด้วยกัน
ลูกเรือของมิเนอร์วาพยายามประคองยานเอาไว้ ยานไม่ได้เสียกำลังจากความเสียหาย พลังงานลึกลับที่โจมตียานทำให้มันพุ่งไปข้างหน้าเร็วขึ้น เพียงแค่ไม่กี่นาทีของความชุลมุน มิเนอร์วาก็พบว่าตัวเองไปอยู่ในอีกทวีปเสียแล้ว
อลินา แอมเบอรีผู้กลายเป็นผู้บัญชาการใหญ่แทนโซนานาพยายามอย่างมากที่จะนำยานลงจอดในพื้นที่ที่ไม่ใช่ทะเล เธอเลือกเกาะแห่งหนึ่งเป็นเป้าหมายโดยไม่รู้ว่าที่แห่งนั้นสงครามระหว่างมนุษย์และชาลูกำลังดำเนินอยู่