Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 201: เมื่อทั้งสองกลุ่มได้พบกัน
มิเนอร์วาลงจอดฉุกเฉินได้สำเร็จ แม้ว่าสภาพของมันจะใกล้เคียงกับคำว่าตกมากกว่าลงจอดก็ตาม อลินาตรวจสอบความเสียหายของยานและสมาชิกเบื้องต้น เธอพบว่านอกจากโซนาตา เซกัน และเคสเทรลที่หายไปหลังจากที่เกิดการโจมตีแล้ว ทุกคนก็อยู่รอดปลอดภัยดี
ตัวเธอเอง กาเรน อัลโต เวเน เจเนวีฟ ดีวาน และศาสตราจารย์ด็อกมา คือผู้บริหารของกลุ่มที่เหลืออยู่ ทีมวิจัยของด็อกมาหกคนที่นำโดยมินอาได้รับบาดเจ็บกันคนละเล็กน้อย หน่วยทหารทั้งยี่สิบคนก็ยังอยู่ครบดีไม่มีขาดหายไปไหน แม้จะมีอาการค่อนข้างหนักอยู่สองคน ส่วนโรมิเอลผู้อยู่ในสถานะกึ่งแขกกึ่งสมาชิกนั้นไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนราวกับว่าเขาไม่ได้อยู่ร่วมเหตุการณ์ด้วย
อลินารู้สึกถึงพลังบางอย่างที่คุ้มครองยานก่อนที่จะลงจอด เธอเชื่อว่ามันคือฝีมือของโรมิเอล ก่อนหน้านี้เขารับปากกับด็อกมาว่าจะช่วยดูแลยานในระหว่างที่สมาชิกกลุ่มออกไปผจญภัยข้างนอก การที่ใช้พลังลึกลับช่วยไม่ให้ยานเสียหายหนักไปกว่าเดิมเป็นเรื่องที่เธอรู้สึกขอบคุณ แต่มันคงจะดีกว่านี้ถ้าเขาให้ความร่วมมือเรื่องอื่นด้วย
ยานได้รับความเสียหายพอสมควร ด็อกมาแน่ใจว่าเขาและทีมสามารถจัดการได้ เพียงแค่ต้องใช้เวลาพักใหญ่
เรื่องน่าปวดหัวที่สุดคือส่วนของคุกได้รับความเสียหายไปด้วย และนักโทษทั้งสามคนก็หายไปแล้วเรียบร้อย
“อะไรนะ อีริธ สแตนด์กับพวกหนีไปแล้วเหรอ” กาเรนแทบจะทึ้งผมตัวเองเพราะความตระหนก
“จังหวะไม่ดีเลย โซนาตา เซกันกับเคสเทรลไม่อยู่ กำลังรบเราหายไปเยอะทีเดียว” อลินาพูดแบบนั้นแต่เธอไม่ได้ดูกังวลใจมาก
อีริธคือไซเลนเซอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเซคเตอร์วัน เขาเก่งยิ่งกว่าโซนาตาที่เป็นผู้บัญชาการใหญ่เสียอีก อลินาคงจะกังวลกว่านี้ถ้าไม่เป็นเพราะอีริธเหลือลูกน้องแค่สองคนเท่านั้น
“พวกเรามีคนเยอะกว่า” เจเนวีฟพูดพร้อมกับเท้าสะเอวไปด้วย
“ถ้ากล้าก็มาเลย พวกเราฝึกหนักทุกวันเพื่อรับมือกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว” เวเนก็บ้าจี้ตามไปตามแรงยุ
อลินาลองไตร่ตรองอย่างใจเย็น เวเนกับเจเนวีฟแม้จะฝีมือดีขึ้นมากแต่พวกเธอก็ยังยากที่จะต่อกรกับไซเลนเซอร์ได้ ทั้งคู่น่าจะเป็นกำลังเสริมที่ดีแต่ยังเร็วไปที่จะปล่อยให้ปะทะโดยตรง ตอนนี้คนที่สู้ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อจึงมีแต่ตัวเธอเอง อัลโต กาเรน และดีวานเท่านั้น
…ไม่สิ ยังมีอีกคนที่เก่งระดับเดียวกัน แต่หมอนั่นมันดันรับปากแค่ว่าจะเฝ้ายานให้…
…เอาเถอะ อย่างน้อยก็ปล่อยให้คุ้มกันด็อคระหว่างที่พวกเราออกสำรวจ ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์..
เมื่อคิดได้แบบนั้นอลินาจึงตัดความคิดเรื่องเจรจากับโรมิเอลอีกครั้ง ในเมื่อใช้งานเขาไม่ได้เธอก็จะไม่คาดหวังว่าเขาจะเป็นกำลังรบ เธอต้องวางแผนโดยมองจากจำนวนที่มีอยู่จริงเท่านั้น
เกาะแห่งนี้แตกต่างจากเอเทเซียที่พวกเธอเริ่มคุ้นชิน ต้นไม้เกือบทุกต้นต่างก็ยืนแห้งตาย มันถูกตัวอะไรบางอย่างกินใบไม้ไปจนหมด บางต้นถึงกับถูกลอกเปลือกไม้ออกไปด้วยซ้ำ และแม้จะใช้เวลาเดินเท้ากันมาหลายสิบนาที พวกเขาก็พบว่าป่าแห่งนี้ผิดปกติ มันแทบไม่มีเสียงของสัตว์ใด ๆ เลย
“นี่มันอย่างกับเดินในทะเลทรายเลย” กาเรนเงี่ยหูฟังเพื่อหาเสียงนก แมลง หรืออะไรก็ได้ แต่ที่ได้ยินก็มีแค่เสียงของสายลมแผ่ว ๆ
“ทะเลทรายยังอาจจะมีสิ่งมีชีวิตมากกว่าเลย มันเป็นปกติของที่นี่เหรอ”
“ไม่รู้สิ” เวเนเองก็ตอบอลินาไม่ได้ ป่าเดียวที่เธอรู้จักคือป่าพรีวูดที่เธอเติบโตขึ้นมา “แต่ข้าว่ามันไม่ใช่ปกติแน่”
อลินาตรวจสอบสภาพแวดล้อมอีกครั้ง ชุดของเธอตรวจสอบสารพิษในอากาศ เชื้อโรค และความผิดปกติอื่น ๆ เช่นความร้อน แรงสั่นสะเทือนจากผิวโลก แต่ทุกอย่างปกติดี ทฤษฏีทั้งหลายที่เธอคิดว่าอาจจะเกิดหรือกำลังจะเกิดภัยธรรมชาติจนทำให้สัตว์หนีไปหมดถูกปัดตกไป
“ถ้ามันถูกอะไรสักอย่างฆ่า… แล้วซากของมันล่ะ”
แล้วคำตอบก็ปรากฏให้เห็นในอีกหลายนาทีต่อมา อัลโตใช้ดวงตาที่สามารถซูมได้ทำให้เขาพบสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่ง มันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ผสมกับสัตว์เลื้อยคลาน เจ้าสิ่งนี้เพิ่งจะฆ่าสัตว์ตัวนึงไปหมาด ๆ แถมทั้งฝูงยังรุมแย่งซากเหยื่อราวกับอดอยากมานาน เพียงไม่กี่อึดใจซากศพนั้นก็เหลือแต่กระดูก
แผนการณ์ที่จะล่าตัวพวกอีริธถูกพับไว้ชั่วคราว พวกเขาตัดสินใจไปดูให้เห็นกับตาว่าสิ่งนั้นคืออะไร ทั้งหกคนออกวิ่งด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ไซเลนเซอร์ทั้งสามไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ ดีวานที่แข็งแกร่งขึ้นจากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในเนเธอร์เวิลด์ก็ตามไปติด ๆ แม้ว่าเขาจะสวมเกราะโลหะที่หนักอึ้ง เวเนใช้เวทมนตร์กระแสลมทำให้ตนเองเร็วจนเกือบทันกลุ่มแรก ส่วนเจเนวีฟก็ใช้เวทมนตร์เช่นกัน แต่เป็นเวทมนตร์ของแวมไพร์ที่มีผลเพิ่มความเร็ว
ชาลูรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างกำลังตรงมาด้วยความเร็วสูง พวกมันหันไปส่งเสียงขู่ใส่และเตรียมพร้อมรบอย่างเต็มที่ ในทันที่ที่พวกอลินามาถึง มันก็กระโดดใส่เธอในทันที
“ไม่ผิดแน่ เจ้าพวกนี้คือสาเหตุที่เกาะนี้กลายเป็นเกาะร้าง” อลินาว่าพร้อมกับเตะสวนใส่ตัวที่กระโดดใส่ แน่นอนว่ามันแหลกเละคาเท้าเธอ
“มันมีเท่าไหร่แน่” กาเรนหันไปถามอัลโต อีกฝ่ายไม่ได้สนใจศัตรูตรงหน้านักเพราะเขากำลังใช้สายตาสำรวจในระยะที่ไกลออกไป
“ราว ๆ กลุ่มละร้อยตัว เท่าที่มองเห็นก็น่าจะมีห้าหกกลุ่ม แต่ไกลกว่านี้ก็อาจจะมีอีกเยอะ หืมมม”
“เห็นอะไรเรอะ”
“เมือง” อัลโตเพ่งมองให้ละเอียดขึ้น เขากระโดดขึ้นไปในจุดที่สูงกว่าเดิมเพื่อให้เห็นสภาพภายใน
“เมืองเหรอ คงไม่ใช่เมืองร้างหรอกนะ”
“ร้างหรือเปล่าไม่รู้ แต่มันไม่ใช่เมืองของโลกนี้”
“เอ๋ หมายความว่ายังไง”
“ฉันคิดว่ามันคือเซคเตอร์โฟร์นะ”
ไวเท่าความคิด พวกอลินาตัดสินใจตรงดิ่งไปที่เซคเตอร์โฟร์ต่อ ในขณะเดียวกันเธอก็รายงานทุกอย่างที่พบให้กับด็อกมาไปด้วย ด็อกมาเตือนไม่ให้เธอประมาทและยังเตือนเรื่องที่เซคเตอร์โฟร์อาจจะหรืออาจจะไม่ใช่พันธมิตรอีกแล้ว
“อย่าลืมนะว่าตอนนี้พวกเราไม่ใช่จักรวรรดิแล้ว”
“ฉันรู้น่าด็อค ก็แค่อยากไปยืนยันว่ามีคนเหลือรอดอีกไหม แล้วถ้ายังมีก็คงต้องลองเจรจาดูก่อน”
เซคเตอร์โฟร์กลายเป็นเมืองร้างอย่างที่คาดไว้ ไม่มีสัญญาณเตือน ไม่มีผู้คน ไม่มีอะไรเลยนอกจากซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือน
“น่าจะมาถึงก่อนเราไม่นานหรอก” อัลโตวิเคราะห์จากที่เห็น เขาสามารถบอกได้ว่าร่องรอยการต่อสู้เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดมาไม่เกินสองถึงสามสัปดาห์ก่อน
“ต้องโดนไอ้เจ้าตัวประหลาดเมื่อกี้เล่นงานแน่” กาเรนลองวิเคราะห์ “มาคิด ๆ ดูมันไม่มีทางเป็นเดวัลหรือสัตว์พื้นเมืองได้หรอก ก็มันเล่นกินทุกอย่างจนระบบนิเวศพังหมด แบบนี้มันสายพันธุ์เอเลี่ยนชัด ๆ”
“อาจจะเป็นเดวัลหรือพวกปีศาจระดับล่างที่มาจากเนเธอร์เวิลด์ค่ะ ที่นั่นมีอะไรแปลก ๆ แบบนี้เยอะ” เจเนวีฟเล่าว่าตอนที่ค้นข้อมูลเกี่ยวกับเรวาเรนท์ เธอเจอข้อมูลของสิ่งที่คล้ายกันในหนังสือของอัลกราด ถ้าจำไม่ผิดมันคือปีศาจระดับต่ำที่เรียกกันว่าชาลู
“ชาลูงั้นเหรอ” อลินาพึมพำ
“อาจจะไม่ใช่ก็ได้นะคะ”
“เอาเถอะ เรียกมันแบบนั้นไปก่อนก็ได้ ยังน่าจะต้องเจอกับมันอีกหลายครั้ง มีชื่อเรียกไว้ก่อนก็สะดวกดี”
การสำรวจเซคเตอร์โฟร์ที่กลายสภาพเป็นเมืองคืบหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะมันแทบไม่เหลืออะไรให้สำรวจมาก พวกอลินาพบว่าแกนกลางของยานหายไป ด็อกมาสันนิษฐานว่าแกนกลางคงถูกเปลี่ยนกลับเป็นยานในขนาดที่เล็กลง
“แกนกลางที่ว่าส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือออกมาด้วย แต่ไม่ใช่คลื่นความถี่ปกติที่ใช้กัน เดาว่าคนที่ส่งสัญญาณตั้งใจส่งให้กับคนอื่นที่ไม่ใช่โซนาตารู้” ด็อกมาให้ข้อมูลเพิ่ม
“เจ้าพวกนี้มันแสนรู้จริง คงคิดไว้แล้วว่าพวกเราตั้งใจแยกตัวเต็มที่เลย ขนาดเกิดเรื่องแบบนี้ยังไม่ส่งสัญญาณแบบปกติอีก”
“แล้วพิกัดล่ะคะ”
“กำลังจะส่งเดี๋ยวนี้แหละ ยังไงก็ระวังตัวด้วยนะ การที่ส่งสัญญาณในช่องทางลับก็สื่อได้ชัดว่าพวกนี้อยู่ฝ่ายเดียวกับอีริธ ถ้าเจอก็มีโอกาสปะทะสูง”
“หรือว่าเราควรจะเลี่ยงดีนะ” กาเรนเสนอ
“นั่นสินะ” อลินาทบทวนข้อมูลต่าง ๆ อีกรอบ “กรณีที่เลวร้ายที่สุดคือพวกนั้นรวมหัวกับอีริธ ไซเลนเซอร์ของเซคเตอร์นี้มีหกคน ถ้าอีริธได้ไปทั้งหมดคงแย่แน่”
“นั่นมันกรณีเลวร้ายที่สุด แต่ฉันว่าไม่ซวยแบบนั้นหรอก เซคเตอร์นั้นมีรุ่นน้องของเราอย่างฟิลิเซียและเวนดีด้วยนะ” กาเรนว่าพร้อมกับจินตนาการถึงหน้าตาของทั้งคู่ที่แน่นอนว่าแตกต่างจากสมัยที่เขารู้จักที่โรงเรียน
“ฟิลิเซียน่ะพอคุยได้ แต่เวนดี…” อลินาส่ายหน้า
“นั่นสินะ เธอคนนั้นเกลียดโซนาตาอย่างกับอะไรดี” อัลโตย้อนความหลังตามเพื่อน เขาจำได้ว่าเวนดีชอบมองโซนาตาด้วยสายตาแปลก ๆ
“สายตาผู้ชายเห็นแบบนั้นสินะ แต่เรื่องนั้นน่ะช่างมันก่อนเถอะ พวกเราลองไปสำรวจห่าง ๆ ดูก่อนก็แล้วกัน จะเป็นมิตรหรือศัตรูไว้ค่อยตัดสินกันหลังจากนั้น”
ถกกันพอเป็นพิธีเสร็จ ทั้งหกคนก็เคลื่อนสู่เป้าหมายต่อไปโดยไม่ได้หยุดพัก พิกัดต่อไปอยู่ในระยะที่สามารถไปถึงได้ภายในหนึ่งวันหากใช้ความเร็วในระดับที่เวเนและเจเนวีฟสามารถตามได้ทัน
ระหว่างทาง ทั้งหกหยุดปะทะกับชาลูเป็นครั้งเป็นคราว ยิ่งมุ่งหน้าตรงไปพวกเขาก็พบว่ายิ่งมีศัตรูหนาแน่นขึ้น จากกลุ่มเล็ก ๆ แค่ไม่กี่สิบตัวและแต่ละกลุ่มก็อยู่กระจัดกระจาย มันเริ่มกลายเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ที่มีหลายร้อยคนถึงหลายพันต่อกลุ่ม พวกเขาแน่ใจแล้วว่ามันกำลังรวมกันเป็นกองทัพ
ความอยากรู้อยากเห็นทำให้อลินาไม่ได้เลี่ยงการต่อสู้ เธออยากรู้ว่าเจ้าชาลูนี้มีพิษสงขนาดไหนและพวกมันทุกตัวจะเข้าโจมตีมนุษย์ทันทีที่เห็นเหมือนกับตัวก่อนหน้านี้หรือไม่ เธอได้คำตอบแล้วพวกมันทุกตัวมองเห็นสิ่งมีชีวิตเป็นอาหาร
ชาลูมีหลายแบบหลายชนิด ทั้งตัวเล็กสุดที่ดูไร้พิษสง ตัวใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อยที่มีทักษะอย่างเวทมนตร์หรือสวมเกราะเลียนแบบมนุษย์ ตัวใหญ่ยักษ์เท่าบ้านทั้งหลัง หรือตัวสูงใหญ่และปราดเปรียว
ใกล้กับพื้นที่เป้าหมาย อลินาและพวกหยุดฝีเท้าลงหลังจากพวกเธอพบว่าชาลูกำลังสู้กันเอง พวกเธอซุ่มดูพฤติกรรมของมันก่อนที่จะตัดสินใจว่าควรจัดการพวกมันก่อนมุ่งหน้าต่อ
“เกิดอะไรขึ้นกับพวกมัน” เวเนกระซิบเสียงสั่น เธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
“วิวัฒนาการหรือจะเรียกว่ากลายพันธุ์ดีนะ”
ชาลูที่กินกันเองดูแปลกออกไป พวกมันโตขึ้นอย่างกะทันหัน บางตัวแทนที่จะเรียกว่าโตขึ้นต้องบอกว่ามันเหมือนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตแบบใหม่ไปแล้วจะถูกต้องกว่า
เรื่องน่าตกใจอีกเรื่องก็คือคนที่มาซุ่มดูพฤติกรรมประหลาดนี้ไม่ได้มีแค่อลินา เธอเห็นการเคลื่อนไหวของใครบางคนที่ซุ่มดูอยู่เช่นกัน
…การเคลื่อนไหวแบบนี้หรือจะเป็นไซเลนเซอร์…
แล้วคนอีกกลุ่มก็เผยตัวออกมาก่อน ดูเหมือนพวกเขาจะได้ข้อมูลที่อยากได้แล้วจึงไม่คิดจะซ่อนตัวอีกต่อไป ชายที่โดดนำออกมาก่อนคือไคเลอร์ ครอว์เลย์จากเซคเตอร์โฟร์
พวกอลินาเห็นแบบนั้นก็เลิกซ่อนตัวเช่นกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนมองตามแทบไม่ทัน ทั้งสองฝ่ายช่วยกันปราบชาลูที่กำลังตกใจจนราบคาบภายในเวลาแค่ไม่กี่อึดใจ
“พวกคุณจากเซคเตอร์วัน” ไคเลอร์เป็นฝ่ายเริ่มทักก่อน
“เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่ ช่วยอธิบายทีได้ไหม”
“เรื่องนั้นน่าจะต้องเล่ากันยาวเลยครับ ว่าแต่…”
“นั่นสินะ ถ้าไม่รู้อะไรเลยก็บอกไม่ได้หรอกว่าจะเป็นพวกเดียวกันได้หรือไม่ งั้นก่อนอื่นมาอัปเดตกันแบบคร่าว ๆ ดีกว่า”
ไคเลอร์เป็นฝ่ายเริ่มก่อน เขาเล่าอย่างรวบรัดว่าเซคเตอร์โฟร์ตกลงมาและไซริลตัดสินใจเปลี่ยนมันกลายเป็นเมืองในระหว่างที่รอความช่วยเหลือจากเซคเตอร์อื่น แต่ทั้งหมดเป็นแค่ข้ออ้างที่ทำเพื่อทิ้งผู้คนที่เขาไม่อยากรับผิดชอบ ตอนนี้พวกไซริลพาเฉพาะทหารที่ใกล้ชิดกับเขาไปตั้งฐานอยู่ไม่ไกลจากที่นี่และมันน่าจะเป็นสถานที่เดียวกับที่พวกอลินากำลังจะมุ่งไปในความตั้งใจเดิม
“ตามที่เล่ามา ผมกับฟิลิเซียไม่สามารถเพิกเฉยปล่อยให้คนที่เหลือถูกชาลูฆ่าโดยไม่ทำอะไรสักอย่าง ก็เลยตัดสินใจเข้ากับกลุ่มที่นำโดยโซลิเน”
“เข้าใจแล้วล่ะ งั้นเราน่าจะเป็นฝ่ายเดียวกันได้ ตอนนี้พวกเราไม่ใช่คนของจักรวรรดิแล้ว”
“หาาา”
“รายละเอียดจะเล่าให้ฟังอีกทีตอนที่เจอหัวหน้าของนายก็แล้วกัน แต่ตอนนี้มั่นใจได้เลยว่าเราไม่ใช่พวกเดียวกับไซริลแน่นอน”
“แค่นั้นผมก็โล่งใจแล้วล่ะ”