Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 202: รวมกลุ่ม
ที่เทลิก การปรากฏตัวของอลินาและพวกทำให้ทั้งฐานเกิดความแตกตื่น บางคนเข้าใจผิดว่ามันคือการช่วยเหลือที่มาจากเซคเตอร์อื่นด้วยซ้ำ เพื่อไม่ให้เกิดความตกอกตกใจกันจนเกินไปไคเลอร์จึงพยายามหยุดข่าวลือด้วยการย้ำว่าอลินายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะช่วยหรือไม่ แต่ทุกอย่างจะถูกตัดสินหลังจากนี้
การประชุมเริ่มขึ้น โซลิเนเองก็แทบเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ เธอชิงถามว่าโซนาตายังปลอดภัยดีไหม น่าเสียดายคำถามนี้อลินาเองก็ตอบไม่ได้
จากนั้น อลินาจึงเล่าเรื่องราวอย่างละเอียด เริ่มตั้งแต่ตอนที่พวกเธอรู้ว่าเข้ามาอยู่ในยุคอดีต การต่อสู้กับพวกอีริธจนเซคเตอร์วันถูกยึดไป โซนาตาตัดสินใจสร้างกลุ่มอะบีสพร้อมกับแยกตัวจากจักรวรรดิ เรื่องของไทม์แมชชีน และเรื่องที่เมื่อมาถึงยุคนี้ยานก็ถูกโจมตีจนโซนาตาและสมาชิกอีกสองคนหายตัวไป
“ฉันเชื่อว่าทั้งสามคนน่าจะยังไม่ตาย แต่ก็คงยังติดต่ออะไรตอนนี้ไม่ได้หรอก มิเนอร์วาเองก็ต้องใช้เวลาซ่อมอีกนานเลย”
“มิเนอร์วา” ฟิลิเซียที่เพิ่งมาถึงแล้วไม่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดถาม
“ชื่อยานลำใหม่ของเรา ด็อคกับทีมของเขาสร้างขึ้นโดยใช้ซากเก่าของเซคเตอร์วัน มันคือยานที่มีไทม์แมชชีนที่เล่าให้ฟังไป” อัลโตอธิบายเพิ่ม
“ตอนนี้พวกเราคือกลุ่มอะบีส นี่จึงไม่ใช่การช่วยเหลือจากจักรวรรดิอีกแล้ว” ดีวานที่นิ่งอยู่นานเปิดปากเป็นครั้งแรก
“แต่ถ้าเป็นแบบนั้น พวกคุณก็ไม่มีเหตุผลให้มาที่นี่สิคะ” โซลิเนกำลังค้นหาเจตนาที่แท้จริง
“พวกเรายินดีช่วย” เจเนวีฟตอบ “แต่ทุกคนจะต้องเข้าใจก่อนว่า พวกเราเองก็เป็นศัตรูกับจักรวรรดิ ความช่วยเหลือของเราอาจจะทำให้พวกเจ้าถูกนับรวมเป็นพวกเดียวกับเราก็ได้”
“หมายความว่าเต็มใจช่วยแม้ว่าจะไม่ได้ผลประโยชน์ตอบแทนงั้นเหรอ” ลูเธอร์ผู้ไม่เคยวางใจอะไรง่าย ๆ ถามย้ำ เขายังสงสัยว่าพวกอลินาปิดบังอะไร หรือบอกเงื่อนไขไม่ครบถ้วน โลกเรามันไม่เคยมีอะไรฟรีอยู่แล้ว
“ทรัพยากรเรามีมากมายอยู่แล้ว อาหารที่สำรองไว้สามารถอยู่ได้หลายเดือน แม้ว่าจะอยากได้คนเพิ่มแต่พวกเราก็ไม่คิดจะบังคับฝืนใจใคร” อลินาตอบแทนความรู้สึกของทุกคนที่อยู่ตรงนั้น เธอรู้ว่าทุกคนเต็มใจช่วย
“เดี๋ยวสิ เธอไม่อยากได้อะไรแต่ฉันมีนี่” กาเรนขัดขึ้น ทำให้ได้ยินเสียงถอนหายใจหลาย ๆ คน
“ว่ามาเลยค่ะ”
“ก่อนอื่นก็ ขอลายเซ็นหน่อยได้ไหม” กาเรนเกาหัวเขิน ๆ “พอดีว่าฉันก็เป็นแฟนคลับของเธอนะ หรือถ้าลายเซ็นมาพร้อมกับไปดินเนอร์หรูด้วยกันสักมื้อด้วยก็…”
“อย่าไปสนใจเจ้าบ้านี่เลย…”
“อาา ค่ะ”
“อย่าไปเออออด้วยสิแม่คุณ”
หลังจากนั้น แขกทั้งหกก็ถูกเชิญไปพักที่ที่รับรองชั่วคราวที่ไม่คิดว่าจะมีใครเคยได้ใช้ พวกโซลิเนถกเครียดเกี่ยวกับอนาคตที่พวกเขาต้องเลือก
“เดิมทีพวกเราเป็นพลเรือน แถมยังเป็นพลเรือนที่ถูกทิ้งด้วย จะขอความช่วยเหลือจากกลุ่มอะบีสที่นับว่ากลายเป็นกบฏไปแล้วก็ช่วยไม่ได้”
การตัดสินใจไม่ใช่เรื่องง่าย ไซริลทิ้งทุกคนไป พวกเขาก็แค่ต้องตอบรับความเชื่อเหลือไม่ว่าจะมาจากใครก็ตาม แต่ถ้ามันกลายเป็นว่าเซคเตอร์อื่นตามมาพบทีหลัง คงเป็นสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจอย่างแน่นอน
“จักรวรรดิไม่ใช่พวกที่คุยกันด้วยเหตุผลได้ ถ้ายอมรับความช่วยเหลือพวกเราจะซวยกันหมด” เอ็นดริคที่กลายมาเป็นหนึ่งในสมาชิกระดับสูงของกลุ่มคัดค้าน ไม่ใช่เพราะเขาเกรงกลัวจักรวรรดิ แต่เอ็นดริคแน่ใจว่าเมื่อร่วมมือกับพวกอลินา ความสำคัญของเขาก็จะหมดไป
“เรื่องจักรวรรดิเป็นเรื่องในอนาคต ถ้าไม่ยอมรับความช่วยเหลือพวกเราอาจจะไม่มีวันพรุ่งนี้ด้วยซ้ำ”
ต่างคนต่างยกความเห็นขึ้นมาถก แต่แม้ว่าจะรูปประโยคเปลี่ยนไป เนื้อหาของมันก็วนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม ๆ มันคือการให้ความสำคัญกับ “ตอนนี้” หรือ “เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น” มากกว่ากัน
ในเช้าวันรุ่งขึ้น โซลิเนก็มาให้คำตอบกับพวกอลินา
“ตัวฉัน โซลิเน อเลฟกา ดิคาสโตจะขอรับความช่วยเหลือ รวมทั้งขอเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอะบีสด้วยค่ะ”
“เอาจริงสิ…” อลินายิ้มกริ่ม “พวกเธอไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้นก็ได้นะ”
“ไซริล ตอนที่คน ๆ นั้นทิ้งพวกเราไป ฉันรู้สึกโกรธมากค่ะ ทั้งที่มีพลังแต่เขาไม่เคยใช้มันเพื่อคนที่ตนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ แต่พวกคุณต่างออกไป แม้จะไม่เกี่ยวกับจักรวรรดิแล้วแต่พวกคุณก็ยังมาเสนอให้ความช่วยเหลือ โดยไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดด้วยซ้ำ”
“นี่แกล้งลืมลายเซ็นกับเรื่องเดทของเราหรือเปล่าครับ”
โซลิเนแกล้งไม่ได้ยินแล้วพูดต่อ
“เพราะแบบนั้น ฉันเลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะถ้าเราจะรับความช่วยเหลือไว้เฉย ๆ ค่ะ อย่างน้อยฉันก็อยากจะเป็นกำลังให้พวกคุณบ้าง”
“ข้าได้ยินเรื่องของเจ้ามาเยอะเลย งั้นก็ยินดีต้อนรับสู่กลุ่มอะบีสของเรานะ” เวเนขานรับด้วยเสียงสดใส รู้สึกดีใจที่กำลังจะมีเพื่อนใหม่เพิ่มอีกหลายคน
“แต่ว่า” โซลิเนหยุดพูดเล็กน้อย “นั่นคือความเห็นของฉันคนเดียวค่ะ ฉันไม่อยากใช้อำนาจของความเป็นหัวหน้าบังคับให้ทุกคนเข้าร่วม สำหรับตอนนี้จึงมีแค่ตัวฉัน คุณฟิลิเซีย คุณไคเลอร์ และแอมเบอร์เท่านั้นที่แน่ใจว่าจะเข้าร่วมค่ะ คนอื่นฉันขอให้เวลาพวกเขาไตร่ตรองให้ดีก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที”
“แค่นั้นก็เหลือเฟือแล้ว ฟิลิเซียก็น่ารักดี แถมแอมเบอร์ เรดวูดนั่นก็นางแบบชื่อดังนี่นา แค่สามคนนี้ระดับพริตตีพาวเวอร์ก็ทะลุหลอดแล้ว”
อลินารู้สึกอยากบ้องหูกาเรนที่ขัดขึ้นมาตลอดใจจะขาด แต่ติดที่เธอไม่อยากให้โซลิเนตกใจกับภาพความรุนแรง สิ่งที่เธอสนใจก็คือการได้ไซเลนเซอร์แท้ ๆ มาเพิ่มอีกสองคน อีกหนึ่งที่ผ่านหลักสูตรการฝึกมาแล้วแม้ว่าจะเป็นในโลกเสมือนจริงอย่างโซลิเน และอีกหนึ่งที่แม้จะไม่ผ่านแต่ก็สร้างผลงานไว้ไม่น้อยในการปะทะกับพวกชาลูอย่างแอมเบอร์
“แล้วนายล่ะ ตัดสินใจยังไง” อัลโตหันไปทางไมสเตอร์ เขาได้ยินมาว่าชายผู้นี้เกี่ยวข้องกับระบบเดอะคอลเลคชัน จึงสงสัยว่าทำไมในรายชื่อที่โซลิเนพูดถึงไม่มีเขา
“ถึงตอนนี้พวกเราจะทำงานให้คุณโซลิเน แต่พวกเราเป็นอิสระครับ” ไมสเตอร์ตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
“งั้นเหรอ ทั้งที่ทางฝ่ายนี้มีโซนาตาที่เคยเป็นผู้สร้างนายด้วยไม่ใช่เหรอ”
“ผมและพวกเราไซคิกฮีโรรู้สึกซาบซึ้งใจในความกรุณาของท่านโซนาตาครับ แต่ท่านโซนาตาเคยออกคำสั่งกับพวกเราแค่เรื่องเดียวคือการสนับสนุนคุณโซลิเนจนกว่าเธอจะดูแลตัวเองได้ ซึ่งการที่เธอได้เจอกับพวกคุณก็หมายความว่าหน้าที่เบื้องต้นของเราจบแล้ว และจะเสร็จสบบูรณ์ก็ต่อเมื่อพวกคุณไปจากที่นี่ได้ครับ”
“พูดเรื่องนี้แล้วก็น่าสงสัย ถามจริงเถอะ… เธอเกี่ยวยังไงกับโซนาตา ทำไมเขาต้องช่วยเธอขนาดนี้” เจเนวีฟอยู่ ๆ ก็หันไปถามโซลิเน
เป็นเรื่องที่หลายคนก็อยากรู้รวมทั้งตัวโซลิเนเองด้วย เธอก็ไม่มีคำตอบให้อย่างชัดเจน เธอเล่าเรื่องการพบกันระหว่างเธอและโซนาตา เรื่องที่เดอะคอลเลคชันเลือกเธอจากบรรดาคนที่สมัครเข้ามาเป็นลูกเรือฝ่ายพลเรือน แต่เรื่องนี้มันก็ยังฟังดูพิลึกพิลั่นสำหรับคนฟัง
“จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ก็แสดงว่าโซนาตาเลือกเธอไว้ตั้งแต่แรกแล้ว งั้นก็พอเหมาะพอเจาะกันพอดี” อลินารีบสรุปเพราะเธอไม่อยากให้เจเนวีฟซักไซ้ต่อ
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเล็กน้อย ด็อกมา ทีมของเขาและเอลลีกำลังไปเซคเตอร์โฟร์อีกครั้งเพื่อดูว่ามีอะไรที่เขาสามารถนำกลับมาใช้ซ่อมมิเนอร์วาได้ พวกเขาพาคนไปกลุ่มเล็ก ๆ เพราะความสามารถของมินอาหนึ่งในลูกทีมของด็อกมาเป็นความสามารถเกี่ยวกับมิติ เธอสามารถเปิดประตูสู่มิติปิดกั้นที่ได้ เมื่อใช้ความสามารถนี้การเก็บทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่หาได้จากซากเมืองจึงไม่ใช่เรื่องยากลำบาก
เพราะเอาคนไปเพียงเล็กน้อย กำลังรบของมิเนอร์วาจึงยังเหลืออยู่พอสมควร
พวกชาลูต้องการประเมินกำลังมนุษย์กลุ่มใหม่ว่าแข็งแกร่งหรืออ่อนแอกว่ากลุ่มอื่นที่มันเคยเผชิญหน้ามาแล้ว มันจึงโจมตีเกือบจะในทันทีที่พบ
ทหารทั้งสิบเก้านายของกลุ่มอะบีสมีฝีมือเหนือมนุษย์ส่วนใหญ่ที่พวกชาลูเคยพบ บางรายเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่สามารถขยายร่างกลายเป็นตัวประหลาดที่มีขนาดเล็กกว่าชาลูยักษ์เพียงแค่นิดเดียว บางรายเป็นไซบอร์กติดอาวุธหนัก และอีกหลายคนที่เป็นทหารพลังจิต
อีลิทไฟว์คือหน่วยรบพลังจิตห้าคน พวกเขาแข็งแกร่งเป็นรองแค่ไซเลนเซอร์ แต่ละคนสามารถรับมือกับชาลูราวครึ่งร้อยได้อย่างสบาย ทั้งห้าปักหลักแยกกันอยู่ในตำแหน่งที่สามารถล้อมรอบยานเอาไว้โดยมีทหารนายอื่นคอยช่วยสนับสนุน
สปีดผู้เป็นนักขับมือหนึ่งและนักขับเพียงคนเดียวในตอนนี้ เขามาพร้อมกับหุ่นยนต์ยักษ์คู่ใจ ปืนลำแสงความร้อนอาวุธใหม่ที่สามารถโจมตีเป้าหมายถึงหนึ่งร้อยเป้าหมายได้พร้อมกัน ชาลูที่สปีดสังหารไปคนเดียว นับขึ้นหลักพันภายในเวลาไม่กี่นาทีหลังจากเขาเริ่มภารกิจ
โรมิเอล และบรอล ร่มคู่ใจที่มีชีวิตเป็นอีกครึ่งหนึ่งของวิญญาณเขา คือสาเหตุที่พวกชาลูต้องกลับไปทบทวนใหม่หากยังคิดจะโจมตีมิเนอร์วาอีกในอนาคต เขาใช้พลังเยือกแข็งที่เคยช่วงชิงมาจากศัตรูในอดีต เปลี่ยนชาลูทุกตัวในรัศมีหลายกิโลเมตรให้กลายเป็นละอองน้ำแข็ง โดยที่ฝ่ายเดียวกันไม่มีใครรับผลกระทบเลยสักคนเดียว
หลังโรมิเอลลงมือ สงครามเล็ก ๆ นี้ก็จบลงในทันที
หลายวันผ่านไปตั้งแต่อลินามาช่วยเหลือเทลิกเอาไว้ ตอนนี้ขวัญกำลังใจของคนในเมืองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาถูกชาลูโจมตีอีกหลายครั้ง มันไม่ใช่กองทัพใหญ่เหมือนครั้งที่ทำให้ต้องเสียคนไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครคิดเลยว่ามันจะจบลงโดยไม่มีผู้สูญเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว
อันที่จริงไม่ใช่ว่าไม่มีใครตายเลย มีผู้เสียชีวิตในการต่อสู้ราวสองถึงสามคนต่อครั้ง แต่ทุกคนสามารถคืนชีพกลับมาได้ด้วยเวทมนตร์ของดีวาน เรื่องนี้ทำหลายคนรู้สึกเสียดายที่เขาไม่ได้อยู่ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ไม่เช่นกันเขาคงจะสามารถคืนชีพให้กับคนอีกมากมาย
พลังสลับที่ของอลินา ช่วยให้กำลังรบเข้าสู่สมรภูมิได้เร็วที่สุดและลดโอกาสสูญเสีย
ดีวานมีทั้งเพลิงสีดำและขาว นอกจากนั้นยังมีเวทมนตร์ระดับสูงของพาลาดิน
กาเรนมีภาพลวงตาที่ส่งผลได้ในวงกว้าง ชาลูส่วนใหญ่ฆ่ากันเองจากพลังของเขา
อัลโตคือมือปืนสไนเปอร์ที่ดีที่สุด เขาจะเห็นศัตรูก่อนใครและเลือกเก็บเฉพาะตัวที่น่าจะเป็นปัญหาก่อน การมีอยู่ของเขาทำให้ชาลูยักษ์ไม่เคยเข้าใกล้เทลิกได้เลย
เวเนมีเวทมนตร์ที่มีประโยชน์หลากหลายชนิดและยังมีความเชี่ยวชาญในการใช้สมุนไพรชนิดต่าง ๆ นอกจากนั้นเธอยังมีกองกำลังแฟรีเป็นพันธมิตรด้วย
เจเนวีฟทำหน้าที่หลักเป็นหน่วยสอดแนม เธอเพิ่งได้เวทมนตร์ใหม่ที่ชื่อบลัดโคลน เวทมนตร์ที่สามารถสร้างร่างตัวแทนของตัวเองขึ้นมาได้ ด้วยพลังนี้เธอส่งร่างโคลนออกไปทำหน้าที่คอยระแวงระวังจากระยะไกลในจุดที่อัลโตไม่สามารถมองเห็น
ทุกคนต่างรู้สึกผ่อนคลายและมีความหวังมากขึ้นในทุกวัน มีเพียงแค่เอ็นดริคกับพวกของเขาเท่านั้นที่รู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ในตอนนี้ เขาเหลือคนไม่ถึงหนึ่งในสิบของที่เคยมีและบทบาทความสำคัญของตนก็ดูจืดจางลงในทุกวัน หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเขาคงจะสูญสิ้นอำนาจไปจนหมดในสักวัน
เอ็นดริคคิดว่าอย่างน้อยถ้าได้จาคินกับชนพื้นเมืองราวห้าพันคนมาสนับสนุนทุกอย่างจะกลับมาเข้าที่เข้าทางขึ้น น่าเสียดายที่แผนการเกลี้ยกล่อมมีลาไม่คืบหน้าอย่างที่หวังไว้ สุดท้ายเขาจึงต้องพับแผนนี้ไว้ชั่วคราว
บางครั้งสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ก็แปลกประหลาด ในช่วงเวลาที่อาจจะเป็นตายได้ทุกเมื่อ บางคนกลับเลือกทำสิ่งที่ดูโง่เง่าเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองไว้ บางคนที่ว่านั่นคือเอ็นดริคนั่นแหละ เขาหลอกตัวเองจนเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าหากเป็นการนำจากคนที่เด็ดขาดกว่าอย่างเขา โอกาสรอดของทุกคนจะเพิ่มขึ้น
…เพื่อการนั้นแม้ว่าจะต้องเขี่ยยายโซลิเนให้พ้นทางก็ต้องทำ…
…นี่ก็เพื่อช่วยให้ทุกคนรอด…