Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 203: เมื่อวายร้ายรวมตัวกัน

ไซเลนเซอร์จากเซคเตอร์โฟร์ เวนดี โรเชสเตอร์
สมาชิกระดับสูงของเซเวนวูล์ฟถูกเรียกตัวมาระดมสมองหาวิธีจัดการกับโซลิเน มันกลายเป็นงานที่แทบจะไม่มีทางสำเร็จได้
“ตัดใจเถอะ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้กำลังแก้ปัญหา” หนึ่งในเสนาธิการกลุ่มว่า
“แม้แต่อดีตจอมบ้าเลือดแบบนายยังพูดแบบนี้เหรอ” เอ็นดริคเริ่มหวั่นไหวเล็กน้อย เขาจำได้ดีว่าสหายรายนี้ใจร้อนและไม่เคยเกรงกลัวใคร
“ไซเลนเซอร์นั้นเหนือมนุษย์เกินไป ยาพิษ มีด ปืน ก็ทำอะไรไม่ได้ เคยได้ยินว่าต่อให้จับถ่วงลงทะเลลึกก็ไม่แน่ว่าจะตาย ถ้ายังเป็นตอนที่มีน้องของนายอยู่ก็ว่าไปอย่าง”
“ยังไงก็ยังเป็นมนุษย์อยู่ดี” เอ็นดริคเถียง “มันต้องมีวิธีแน่นอน”
ความดื้อรั้นของเอ็นดริคทำให้เขาตัดสินใจลงมือแม้จะถูกทุกคนห้ามปราม เขายังเชื่อว่าหากเป็นการโจมตีโดยไม่ตั้งตัวแม้แต่ไซเลนเซอร์ก็ถูกฆ่าได้ เขาสร้างข่าวปลอมหลอกให้ทุกคนวิ่งวุ่นและสุดท้ายก็หลอกโซลิเนให้ออกไปข้างนอกเทลิกในจุดที่เขาซ่องสุมกำลังรอไว้แล้ว
ปืนที่เขาเลือกมาใช้เผด็จศึกเป็นปืนที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูง ก่อนหน้านี้มันเคยสร้างผลงานโดยการสังหารชาลูยักษ์ด้วยการยิงเพียงครั้งเดียวมาแล้ว ข้อเสียของปืนนี้มีเพียงน้ำหนักที่มากจนไม่เหมาะกับการพกพาและยังไม่สามารถยิงได้อย่างต่อเนื่อง
ทันทีที่โซลิเนเข้ามาอยู่ในระยะ เอ็นดริคก็ส่งสัญญาณให้มือซุ่มยิง กระสุนยิงออกไปอย่างแม่นยำแต่โซลิเนไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว เธอหลบได้อย่างง่าย ๆ ราวกับรู้มาก่อนว่าจะถูกจู่โจม
“นี่คุณคิดจริง ๆ เหรอคะว่าแผนหลอกเด็กแบบนี้จะใช้ได้ผล” โซลิเนแปลกใจที่พวกเอ็นดริคเอาแต่ยืนอึ้งหลังจากยิงพลาด เธอคิดว่าเขาน่าจะเตรียมแผนสอง สาม หรือสี่เอาไว้ แต่ก็ไม่มีอะไร
“มัวทำอะไรอยู่ รุมยิงมันเข้าสิ” เอ็นดริคตะโกนบอกลูกน้อง ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรอีกต่อไป ทุกคนหันปากกระบอกปืนไปทางโซลิเน
เสียงปืนดังอีกหลายนัด หลายระลอก โซลิเนกระโดดหลบมันทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย เธอนึกถึงหนังเรื่องหนึ่งที่เคยแสดง นางเอกเป็นสุดยอดสายลับที่กระโดดหลบกระสุนเป็นว่าเล่น ตอนนั้นเธอรู้สึกขำที่ผู้ร้ายตั้งมากมายยิงคน ๆ เดียวไม่โดน น่าตลกที่ตัวเธอในตอนนี้จะทำแบบนั้นได้หน้าตาเฉย
โซลิเนไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากกระโดดหลบไปมา ไม่นานนักเอ็นดริคก็พบว่าเสียงปืนที่ดังแทรกขึ้นไม่ได้มาจากลูกน้องของเขาเท่านั้น มีคนอื่นอยู่ที่นี่และกำลังสาดกระสุนเข้าใส่พวกตน โซลิเนรู้เรื่องที่เขาปล่อยข่าวล่อเธอออกมาและเธอก็ย้อนรอยโดยการให้คนอื่นมาซุ่มรอไว้ก่อนแล้ว
“ฉันหวังมาตลอดว่าคุณจะสำนึกได้” โซลิเนว่าพร้อมกับโยกตัวหลบกระสุน ทั้งที่เคลื่อนไหวแบบนั้นเธอกลับพูดได้ด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่มีแม้แต่หอบหายใจ
“เงียบไปเถอะ ฉันไม่มีทางยอมรับเธอหรอก”
“ทำไมเหรอคะ”
“เด็กอมมือแบบเธอ เป็นแค่ไอดอล ไม่ได้มีความสามารถอะไรเลยแท้ ๆ”
“งั้นอดีตมาเฟียที่คนยอมรับน้อยกว่าแบบคุณก็น่าสงสารแย่เลยนะคะ”
“หุบปาก” เอ็นดริครัวปืนพกใส่ในระยะประชิด เขามั่นใจว่ามันจะต้องโดนเข้าสักนัด แต่ก็ไม่เลย กระสุนราวกับวิ่งทะลุผ่านไป โซลิเนเคลื่อนไหวโยกตัวหลบในพริบตาพร้อมกับกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม
กว่าจะสำนึกได้ว่ากำลังสู้กับคู่ต่อสู้ที่ไม่ควรยุ่งด้วย มันก็สายไปแล้ว บริเวณลานกว้างที่เอ็นดริคตั้งใจใช้เป็นลานประหารโซลิเนกลับกลายเป็นลานประหารของลูกน้องตัวเอง แม้จะเจ็บใจจนแทบกระอักเลือดแต่เขาก็สั่งให้ถอนกำลัง
“พวกมันกำลังจะหนี จะให้ตามไปไหมครับ”
“ไม่จำเป็นค่ะ อย่าไปสู้กับหมาจนตรอก พวกนั้นอยากหนีก็ปล่อยให้หนีไป เขาไม่มีกำลังคนพอจะทำอะไรได้อีกแล้ว”
เมื่อกลับถึงเทลิก สิ่งแรกที่โซลิเนทำคือการประกาศเกี่ยวกับเรื่องที่เอ็นดริคกระทำลงไป ทั้งเรื่องแผนลอบสังหาร เรื่องที่เขายักยอกทรัพย์สินส่วนกลางไปเป็นของส่วนตัว และแผนร้ายอีกหลายเรื่องที่เธอทั้งมีหลักฐานและไม่มี โซลิเนยอมรับว่าการตัดสินเรื่องของเอ็นดริคอาจจะไม่ได้ผ่านวิธีการที่ตามกระบวนการของกฎหมาย แต่มันก็เป็นความยุติธรรมเท่าที่เท่าเธอสามารถมอบให้ได้ในโลกที่วุ่นวายนี้
นอกจากนั้นโซลิเนยังเปิดโอกาสให้ใครก็ตามที่เชื่อในแนวทางของเอ็นดริคติดตามเขาไปได้ โดยเธอพร้อมจะแบ่งเสบียง ยา และอาวุธให้ตามความเหมาะสม เพื่อที่เขาจะสามารถไปเริ่มต้นใหม่ข้างนอก
ในวันนั้นกลุ่มเอ็นดริคที่เหลือสมาชิกเพียง 335 คนก็ถอนตัวออกไป ทำให้กลุ่มโซลิเนเหลือสมาชิก 5,854 คน แต่เป็นเกือบหกพันคนสุดท้ายที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อลินาเชื่อว่าการตัดสินใจของโซลิเนถูกต้องและมีเมตตาเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว มองในแง่กำลังใจของกลุ่ม กำลังใจของพวกเขาดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ แต่ความเป็นจริงที่เทลิกสูญเสียแรงงานไปอีกเป็นจำนวนมากก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
เพื่อชดเชยกำลังคนที่หายไป โซลิเนจึงตัดสินใจคุยกับมีลาอีกครั้ง เรื่องของชาวโอรินอสที่ถูกจองจำในเทลิก ความบังเอิญก็คือมีลากำลังคิดเรื่องเดียวกันอยู่และเป็นฝ่ายเข้ามาคุยกับโซลิเนก่อน เธอยังให้อภัยเรื่องที่พวกเขาเกี่ยวข้องกับชาลูไม่ได้ แต่เธอเชื่อว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และถึงเกี่ยวเธอก็ไม่มีอำนาจใด ๆ จะไปลงโทษพวกเขา
ในวันเดียวกับที่เสียสมาชิกไปหนึ่งพันห้าร้อยคน เทลิกก็ต้อนรับสมาชิกใหม่ที่มากกว่าเดิมเท่าตัว ผลก็คือพวกเขากลับมามีสมาชิกมากถึง 14,394 คน
เวลาผ่านไปอีกหลายวันจากวันที่เอ็นดริคแยกตัว กลุ่มของไซริลกำลังเดือดร้อนอย่างหนักเพราะถูกชาลูโหมโจมตีแทบไม่เว้นแต่ละวัน
ชาลูจะเลือกโจมตีกลุ่มที่มันมั่นใจว่าอ่อนแอก่อนเสมอ ก่อนหน้านี้ฐานของไซริลจึงเคยถูกพวกมันจู่โจมแค่ครั้งสองครั้งเพื่อหยั่งเชิงเท่านั้น พอแน่ใจว่าพวกในเทลิกเป็นเหยื่อที่เคี้ยวง่ายกว่ามันก็เลยเลิกสนใจพวกไซริลไปชั่วคราว กระทั่งวันที่กลุ่มอะบีสปรากฏตัว ลำดับชั้นของผู้แข็งแกร่งก็ถูกจัดใหม่อีกครั้ง
กลุ่มอะบีสและพวกเทลิกถูกชาลูจัดไว้ว่าเป็นพวกเดียวกัน พวกมันจึงทุ่มกำลังทั้งหมดมาที่พวกไซริลแทน ผลคือฐานของเขาได้รับความเสียหายหนัก และทหารระดับล่างก็ถูกเล่นงานจนเกือบไม่เหลือในระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ตอนที่กลุ่มเอ็นดริคปรากฏตัวขึ้น ไซริลจึงยอมรับพวกนี้เอาไว้อย่างไม่มีทางเลือก ฝ่ายหนึ่งต้องการปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต ส่วนเขาก็ต้องการคนเพิ่มแทนส่วนที่ตายไป
“เจ้าพวกนั้นไม่ใช่เซคเตอร์วันอีกแล้ว แต่เป็นกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าอะบีส” ไซริลทบทวนข้อมูลใหม่ที่เอ็นดริคนำมามอบให้เป็นของแถม
“ใช่แล้ว นอกจากนั้น ฉันยังได้ยินมาว่ามีไซเลนเซอร์ฝ่ายจักรวรรดิหลบหนีจากที่คุมขังของพวกมันด้วย” จากนั้นเอ็นดริคก็ไล่รายชื่อของผู้หลบหนีที่เขาจำได้ หนึ่งในนั้นทำให้พวกไซเลนเซอร์ต่างพากันตาลุกวาว
“คุณอีริธก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ ข่าวดีเลยนะครับ” ไนเจลน้ำเสียงสดใสขึ้น เป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่เขาได้ยินข่าวดี
“อีวา บาร์เนส กับบาจิล เคลาเดอร์ สองคนนั้นก็ฝีมือไม่เลว โดยเฉพาะบาจิลมีความสามารถทางการแพทย์ น่าจะเป็นประโยชน์กับเราบ้าง” เวนดีกอดอกพูด ถึงเธอจะพูดว่าคนอื่นมีประโยชน์แต่น้ำเสียงของเธอไม่ชวนให้คิดแบบนั้น มันแฝงแววเหยียดคนอื่นไว้เล็กน้อย
“แต่ไม่มีข่าวพวกนั้นเลยเหรอ” ไซริลหันไปถามเอ็นดริคอีกครั้ง
“พวกนั้นถูกกลุ่มอะบีสตามล่าเลยไม่ทิ้งร่อยรอยอะไรไว้มาก”
“งั้นก็ปล่อยเรื่องของทางคุณอีริธไว้ก่อน พวกเรามีเรื่องสำคัญกว่าต้องไปจัดการ”
“เรื่องสำคัญกว่า” เอ็นดริคสังหรณ์ใจไม่ดี
“แกบอกว่ายานลำนั้นมีไทม์แมชชีนใช่ไหม” ไซริลแสยะยิ้ม