Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 204: ชาลูโอเวอร์ลอร์ด
เป็นวันที่ไซริลจะต้องจดจำไปอีกนาน เขานำกำลังทั้งหมดที่นำโดยไซเลนเซอร์ทั้งสี่ หุ่นรบอีกทัพใหญ่และกำลังทหารที่รวมเข้ากับกลุ่มของเอ็นดริคแล้วเปิดฉากโจมตีใส่มิเนอร์วา
แต่ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด พวกอลินาที่ควรจะอยู่เทลิกกลับมาที่ยานในทันทีเมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้น อลินาทิ้งอาวุธที่มีลักษณะคล้ายลูกบอลสีแดงเอาไว้ในยาน เธอสามารถสลับที่ใครก็ตามกับลูกบอลนี้ได้ทุกเมื่อ มันทำให้สมาชิกอะบีสทั้งหก รวมไปถึงโซลิเน ฟิลิเซีย และไคเลอร์ย้อนกลับมาที่มิเนอร์วาได้ในเสี้ยวพริบตา
กองทัพหุ่นยนต์ราวสองในสามถูกดีวานจัดการไป ส่วนที่เหลือถูกการประสานของสองคู่หูเวเนและเจเนวีฟถล่มจนเละ
โซลิเนจับคู่สู้กับเวนดี เธอเกือบจะแพ้ไปเพราะความต่างชั้นของพลังและประสบการณ์ แต่ว่ามันไม่ใช่การประลองหนึ่งต่อหนึ่ง เมื่อฟิลิเซียมาช่วย แม้แต่เวนดีที่ถือว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งก็หืดขึ้นคอ
ไคเลอร์ต้อนไนเจลจนอีกฝ่ายต้องหนีเตลิดไป เอรอนเกือบถูกกาเรนจับตัวไว้ได้ แต่เขารอดหวุดหวิดจากอาวุธใหม่ที่สร้างขึ้นโดยใช้วัตถุดิบจากมิเนอร์วา โดยไม่ได้สนใจว่ายานที่ตัวเองคิดจะชิงจะเสียหายไป
ไซริลกำลังตกที่นั่งลำบาก ซัมมอนทั้งสี่ของเขาถูกอัลโตเหมารับมือคนเดียว ส่วนตัวเขาที่เหมือนโดนผนึกความสามารถไปหมดก็ถูกอลินาถลุงใส่ตามใจชอบ
ในตอนที่เขาคิดว่าต้องแพ้อย่างแน่นอน ไซริลได้ตัดสินใจสร้างความเสียหายให้กับมิเนอร์วาแทน เขาไม่ได้คิดจะทำลายมัน แต่ตั้งใจว่าอย่างน้อยก็ต้องยืดเวลาซ่อมแซมยานออกไปอีกสักหน่อยจนกว่าเขาและอีริธจะรวมตัวและกลับมาแก้มืออีกครั้ง
แม้แต่ความคิดนี้ก็ไม่สำเร็จ ระเบิดที่ไซริลเขวี้ยงออกไปถูกร่มเก่า ๆ คันเดียวหยุดเอาไว้ได้ เจ้าของร่มคือชายผู้มีดวงตาสีแดงเพลิง
“ขอโทษทีจ้า พวกเราสัญญากับตาแก่เอาไว้ว่าจะดูแลยานให้” เจ้าร่มเก่า ๆ กลายร่างเป็นปีศาจแถมยังพูดแทนชายปากหนัก
หากไซริลตัดสินใจช้ากว่านั้นอีกแค่เล็กน้อย ไซเลนเซอร์คนใดคนหนึ่งในกลุ่มเขาคงไม่มีโอกาสได้เห็นวันพรุ่งนี้ เขาตัดสินใจได้ดีแล้วที่ถอยทัพออกไปตอนที่มีเพียงแค่หุ่นยนต์รบและทหารที่เสียไป
ผลของการรบคือ ฝ่ายของเขาล้วนแล้วแต่บาดเจ็บกันอย่างถ้วนหน้าและเหลือกำลังทหารอีกเพียงแค่ 203 ชีวิต
การเอาชนะพวกไซริลอย่างราบคาบเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่สำหรับทั้งกลุ่มอะบีสและผู้คนในเทลิก แต่พวกเขาไม่มีเวลาสำหรับการเฉลิมฉลอง เมื่อไซริลและพวกหายตัวเข้ากลีบเมฆหลังความพ่ายแพ้ มันก็ทำให้เทลิกกลับมาเป็นเป้าโจมตีของซาลูอีกครั้ง
พวกเขาหวังว่าจะมีเวลาอีกสักนิดแต่ความวุ่นวายก็ถาโถมมาโดยไม่ให้ตั้งตัว ชาลูกลับมาพร้อมกับพวกมันที่แตกต่างจากเดิม
ความสามารถของแอมเบอร์ทำให้เธอมองเห็นสายพัฒนาการของชาลูได้ เธอพบว่ามันตั้งชื่อชาลูพิเศษเหล่านี้ว่าชาลูโอเวอร์ลอร์ด เป็นชาลูที่อยู่นอกเหนือสายพัฒนาการทั่วไป มันคือชาลูเพียงสี่ตนที่วิวัฒนาการจากการกินพวกเดียวกันเองและกลายพันธุ์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่เหนือกว่า
โอเวอร์ลอร์ดทั้งสี่มีขนาดใหญ่โตใกล้เคียงกับไจแอนท์ชาลู แต่ระดับความน่ากลัวนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน พวกมันมีสติปัญญา พละกำลัง และเวทมนตร์ระดับสูง ในระดับที่ชาลูทั่วไปไม่สามารถเทียบเคียงได้
ทันทีที่กองทัพของมันเคลื่อนมาถึงด้านหน้าของเทลิก พวกมันทุกตัวก็หยุดนิ่ง เป็นพฤติกรรมประหลาดที่ทั้งกลุ่มอะบีสและคนอื่นในเทลิกไม่เคยเห็นมาก่อน ชาลูที่บ้าคลั่งและไร้ระเบียบกลายเป็นเหมือนกับกองทหารที่ถูกฝึกมาอย่างดี กองทัพของมันแหวกออกเพื่อให้ร่างยักษ์ทั้งสี่ออกมาเผชิญหน้ากับฝ่ายมนุษย์
“ข้าคือโบบอส” โอเวอร์ลอร์ดตัวใหญ่สุดแนะนำตัว
“เฮ้ย พูดได้ด้วย” กาเรนหันไปถามคนอื่นว่าได้ยินอย่างที่เขาได้ยินไหม
“จงจำนามของข้าไว้เจ้าพวกมนุษย์ ข้าคือกุสตา” โอเวอร์ลอร์ดตัวที่สองแนะนำตัวบ้าง มันพูดจาคล่องแคล่วกว่าตัวแรก
“ข้า… ฟาดูยาล” ตัวที่สามพูดบ้าง รายนี้ดูผอมเพรียวเมื่อเทียบกับตัวอื่น นอกจากนั้นมันยังมีถึงสี่แขน และสารพัดอาวุธที่ดูแล้วมีทั้งอาวุธระยะใกล้และไกล
“โตโตโร” ตัวสุดท้ายแนะนำตัว ทีแรกทุกคนเข้าใจว่ามันใส่เกราะเหล็กหุ้มทั้งร่าง แต่เมื่อสังเกตให้ดีจึงพบว่านั่นคือเกล็ดหนาแข็ง นอกจากนั้นเจ้าชาลูตนนี้ยังมีหางยาวที่มีปลายเหมือนวัตถุมีคม
“พวกแกต้องการอะไร” อลินาถาม ทั้งที่ก็พอเดาเจตนาอีกฝ่ายได้ว่าไม่มีทางมาดีแน่
“เมื่อมีมนุษย์ที่แข็งแกร่ง พวกเราโอเวอร์ลอร์ดทั้งสี่พัฒนาขึ้นมาเพื่อสู้กับคนแบบพวกแก” กุสตาชี้ไปที่พวกอลินา เขาหมายถึงพวกไซเลนเซอร์นั่นเอง
“สาเหตุที่พวกนี้ฆ่าและกินกันเองในช่วงที่ผ่านมาสินะ มันรู้ว่าถึงจะฆ่ามนุษย์ได้หมดแต่มันก็ทำอะไรไซเลนเซอร์ไม่ได้ ก็เลยกินกันเองเพื่อวิวัฒนาการ” มินอาจากทีมวิทยาศาสตร์ของด็อกมาวิเคราะห์
ชาลูโอเวอร์ลอร์ดทั้งสี่เลือกคู่ต่อสู้ของมัน ฟาดูยาลที่เร็วที่สุดพุ่งเข้ามาก่อน มันเลือกดีวานเป็นคู่ต่อสู้ของมัน อัลโตคิดจะเลือกโตโตโรเพราะเขาน่าจะจัดการกับเกราะแข็งของมันได้แต่ว่าอลินาไวกว่า เขาจึงต้องไปยุ่งกับชาลูจำนวนมหาศาลที่ไม่ได้คิดจะดูการต่อสู้นี้เฉย ๆ
เจเนวีฟและเวเนไม่ยอมพลาดโอกาส พวกเธอถูกบังคับกลาย ๆ ให้ไปสู้กับพวกลูกน้องอยู่บ่อยครั้ง คราวนี้ทั้งคู่เลย รีบจองตัวกุสตาก่อน บีบให้กาเรนต้องมาทำหน้าที่กันชาลูตัวอื่นให้พวกเธอ
โซลิเนและแอมเบอร์โจมตีโบบอสที่ว่างอยู่ ไม่เพียงแค่ต้องล้มอีกฝ่าย แต่พวกเธอต้องการเอาชนะให้เร็วที่สุดด้วย เพราะขณะที่กำลังรบส่วนใหญ่กำลังรับมือกับชาลูโอเวอร์ลอร์ด ผู้คนก็กำลังล้มตายลง
อลินาโยนหินขึ้นไปบนฟ้าและใช้พลังสลับที่หินกับโตโตโร ร่างหุ้มเกราะจึงร่วงลงมากระแทกกับพื้นหินจนเกิดแรงกระแทกและเสียงดังสนั่น
โตโรโรทั้งร่างเต็มไปด้วยเศษดินเศษทราย แต่เกล็ดสีเงินของมันไม่มีแม้แต่ริ้วรอย ไม่มีส่วนไหนที่บุบสลายไป อลินาไม่รอดูผล เธอขว้างลูกบอลไปอีกลูกในตำแหน่งที่สูงกว่าเดิมเท่าตัว จากนั้นก็สลับที่ศัตรูอีก
เจ้าร่างหุ้มเกราะรู้ทันจึงเคลื่อนตัวหลบก่อน แต่ช้าไปแล้ว อลินาสลับที่มันสำเร็จ เหตุการณ์แบบเดิมเกิดซ้ำด้วยความสูงที่มากกว่าเดิมเกือบสองเท่า
ตู้มมมม
หลุมใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมเกิดขึ้น มีหลายคนถูกลูกหลงจากแรงกระแทกนี้ ทั้งมนุษย์ทั้งชาลูที่อยู่ใกล้ต่างกระเด็นกันไปคนละทิศ ที่โชคร้ายกว่านั้นก็คือชาลูสามสี่ตัวที่อยู่กลางวงพอดี แน่นอนว่ามันแหลกเละจนดูไม่ออกว่าอวัยวะชิ้นไหนเคยเป็นของตัวไหน
โตโรโรก็ยังดูสบายดี นอกจากที่เลอะเทอะฝุ่นดินแล้วเกล็ดที่หุ้มร่างของมันยังอยู่ในสภาพดีเยี่ยม ไม่มีสัญญาณว่ามันบาดเจ็บแม้แต่น้อย
“อึดเหลือเกินนะ”
คราวนี้อลินามั่นใจว่าจะเผด็จศึกมันได้ อลินาเขวี้ยงหินที่เตรียมมาขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง ที่ต่างจากคราวก่อนคือสิ่งที่ถูกสลับที่ไม่ใช่โตโรโร แต่เป็นตัวเธอเองกับหินที่ลอยสูงขึ้นไป
ในสภาพที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ อลินาทำแบบเดิมซ้ำ เธอเขวี้ยงหินขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง และอีกครั้ง เธอทำแบบนี้อยู่หลายรอบจนตำแหน่งที่เธออยู่สูงจนเหนือเมฆในที่สุด
“มาดูกันว่าคราวนี้จะรอดไหม”
โตโตโรที่กำลังสับสนว่าคู่ต่อสู้ของมันกำลังทำสิ่งใด พริบตาต่อมามันก็ต้องงงงวยยิ่งกว่าเดิม ร่างของมันมาอยู่ในสถานที่ใหม่ที่ไม่เคยเห็น มันคือทิวทัศน์สีขาวโพลนไกลสุดลูกหูลูกตา
แล้วร่างของโตโตโรก็ร่วงลงมา…
ช่วงเวลาเดียวกัน ดีวานก็สู้กับฟาดูยาลอย่างดุเดือด ศัตรูมีทั้งความเร็วที่เหลือเชื่อ มีสี่แขน นอกจากหอกยักษ์แล้ว มันยังใช้อาวุธที่เหมือนลูกดอกขนาดยักษ์ในการโจมตีระยะไกล
มันไม่ใช่แค่ลูกดอกอาบยาพิษอย่างที่หลายคนเข้าใจ ลูกดอกของฟาดูยาลอัดแน่นไปด้วยเวทมนตร์ของมัน ในแต่ละครั้งที่เป่าออกมามันจะเกิดเป็นระเบิดเมื่อกระทบกับเป้าหมาย บางครั้งก็กลายเป็นทะเลเพลิง บางครั้งก็ย้อมบริเวณกว้างด้วยไอเย็นยะเยือก บางครั้งก็กลายเป็นระเบิดสายฟ้าที่ช็อตทุกคนที่เผลอเข้าใกล้ และด้วยเพราะฟาดูยาลมีถึงสี่แขน มันจึงใช้แค่สองแขนช่วยในการเป่าลูกดอกเวท และอีกสองแขนยังต่อสู้และปัดป้องได้
ราวกับกำลังสู้กับศัตรูที่ร้ายกาจทีเดียวสองตัวพร้อมกัน
ถ้าเป็นดีวานในสมัยที่ยังเป็นสามพาลาดินศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่แน่ใจเลยว่าจะรับมือกับศัตรูแบบนี้อย่างไร อีกฝ่ายรวดเร็วทั้งที่มีร่างกายใหญ่ยักษ์ การโจมตี ป้องกัน สามารถทำได้ทั้งระยะใกล้และไกล มันดูไม่มีจุดอ่อนเลยสักนิด
ฉัวะ
“อ๊ากกกก” ฟาดูยาลร้องเสียงหลง แขนข้างหนึ่งของมันหลุดกระเด็น มันเกิดขึ้นในพริบตาเท่านั้น ดีวานไม่ได้ใช้ลูกเล่นใด ๆ เลย ที่เขาทำแบบนี้ได้ก็เกิดจากพลังและความเร็วที่เหนือกว่า
“มีทั้งลูกดอก แถมยังมีสี่แขนอีก ทำให้นึกถึงความทรงจำแย่ ๆ ก่อนหน้านี้เลย”
ไม่ห่างจากบริเวณที่ดีวานต่อสู้ เจเนวีฟและเวเนผนึกกำลังกันรับมือกับกุสตา ชาลูโอเวอร์ลอร์ดผู้มีสติปัญญาสูงสุดในสี่ตน ตั้งแต่ครู่ก่อนกุสตาดูสนอกสนใจเวทมนตร์ของทั้งคู่มากและเริ่มสู้ไปซักถามไปไม่ยอมหยุด
“เวทมนตร์ของพวกแกทั้งคู่แปลกประหลาดมาก แม้แต่ในเนเธอร์เวิลด์ข้าก็ไม่เคยเห็นเวทมนตร์แบบนี้”
“หยุดชวนคุยได้ไหม น่ารำคาญชะมัด” เวเนใช้เวทมนตร์เฮอร์มิตเพื่อผนึกการเคลื่อนไหวของกุสตาแต่อีกฝ่ายก็ใช้เวทมนตร์แก้ไขได้ในเวลาแค่อึดใจ
“เจ้านี่พลังต้านทานเวทมนตร์สูงมาก เรานี่ไม่มีดวงเรื่องเลือกคู่ต่อสู้เลย” เจเนวีฟบ่นอุบอิบ เวเนได้ยินก็หัวเราะแห้ง ๆ เพราะเห็นว่าจริงตามที่เธอว่า
“ใช่ พวกเจ้าดวงไม่ดีเลย ตรงกันข้ามกับข้าเลย เพราะเวทมนตร์ของพวกเจ้ากำลังทำให้ข้าสนุก”
“เอาไอ้นี่ไปกินแล้วยังสนุกได้อีกไหม” เจเนวีฟว่าพร้อมกับเสกเวทไฟใส่ มันไม่ใช่เวทขั้นพื้นฐานแต่เป็นเวทมนตร์ระดับกิกะที่มีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ใช้ได้
“อิมมูนไฟร์” กุสตาร่ายเวทใส่ตัวเองพร้อมกับแสยะยิ้ม ด้วยเวทมนตร์นี้ความร้อนของเวทไฟจึงไม่มีผลกับมันอีก
“กิกะวินด์” เป็นเวเนบ้าง เธอไม่ได้ใช้เวทมนตร์ของเฮอร์มิตอย่างทุกครั้ง กิกะวินด์คือเวทมนตร์พายุที่อยู่ในระดับเดียวกับเวทไฟที่เจเนวีฟร่ายก่อนหน้านี้
“อิมมูนวินด์”
“กวนประสาทนัก ร่ายอะไรมันก็ร่ายเวทมนตร์ต้านไว้หมด เวทมนตร์ไร้ธาตุก็ใช้กับมันที่พลังต้านทานสูงไม่ค่อยได้ผล”
“เวทมนตร์ประเภทนี้มีเวลาจำกัดไม่เหมือนกับสเปลอิมมูนิตีของไซเลนเซอร์ เดี๋ยวมันก็ต้องเผยจุดอ่อนออกมา”
“มันจะเป็นแบบนั้นแน่เหรอ” กุสตาหัวเราะเยาะ
โอเวอร์ลอร์ดโบบอสกวัดแกว่งควงขวานยักษ์ของมันด้วยความชำนาญ มันตัวใหญ่ที่สุด แข็งแรงที่สุดเมื่อเทียบกับโอเวอร์ลอร์ดอีกสามตัว แต่มันไม่ได้แค่ใช้พลังเข้ากดดันโซลิเนและแอมเบอร์ สิ่งที่เป็นจุดแข็งที่สุดกลับเป็นชั้นเชิงในการต่อสู้
โบบอสเคลื่อนไหวอย่างมีประสบการณ์ มันรู้ว่าควรจะบุกและถอยตอนไหน ตอนที่โซลิเนใช้แฟนคลับมีทอัพเรียกซัมมอนออกมาช่วย มันก็ไม่ฝืนดึงดันโจมตีเธอให้ได้ แต่พยายามสู้อย่างรัดกุมและลดจำนวนซัมมอนราวกับรู้ว่าโซลิเนมีขีดจำกัดในการเรียกซัมมอนเหล่านั้น
แอมเบอร์เองก็ไม่ใช่คู่มือของมัน เธอทะเล่อทะล่าเข้าไปเกือบจะหัวหลุดกระเด็นอยู่หลายครั้ง ที่ยังรอดตายอยู่ได้ก็เหตุเพราะวอลันกับซามูเอลช่วยเธอเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด
“ไม่เวิร์คเลย เจ้านี่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่มันเก่งกว่าตัวอื่น”
“เธอถอยไปก่อน ฉันจะลองหาวิธีจัดการมันเอง”
“หา พูดอะไรของเธอ สองคน ไม่สิ สองคนกับซัมมอนอีกโขยงนึงยังทำอะไรไม่ได้เลย”
โบบอสได้ยินสองสาวบ่นก็ฉีกยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้ มันควงขวานเล่นอย่างนึกสนุก สายตาของมันที่มองทั้งคู่ไม่ได้มองอย่างศัตรู แต่เป็นสายตาของผู้ล่าที่กำลังเล่นสนุกกับเหยื่อ
“พวกแกทั้งคู่นี่น่าอร่อยดีนะ จะกินแบบสด ๆ หรือจะเอาไปย่างก่อนก็น่าจะรสชาติดีทั้งนั้น”