Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 207: ฮีโรปรากฏกาย
ศึกกับชาลูจบลง แต่ความตึงเครียดของอลินายังไม่จบไป การซ่อมแซมมิเนอร์วาสมบูรณ์แล้ว และราวกับว่าพวกไซริลจับตาดูอยู่ พวกเขากลับมาอีกครั้งพร้อมกับกลุ่มของอีริธ
“บ้าจริง รวมกลุ่มกันแล้วสินะ” อลินาหัวเสีย ในศึกก่อนหน้านี้เธอพยายามจะฆ่าคนใดคนหนึ่งในนั้นเพื่อลดจำนวนแล้ว แต่ก็พลาดไปทุกครั้งแบบเฉียดฉิว
“ไซเลนเซอร์เจ็ดคน ตึงมือเลยนะเนี่ย” กาเรนหัวเราะแห้ง ๆ
“อย่าไปนับว่าเป็นเจ็ดคนจะดีกว่า” อัลโตเตือน “แค่อีริธคนเดียวก็ต้องใช้สามคนสู้แล้ว”
“รอดจากชาลูมาได้ จะมาตายตรงนี้ได้ยังไงคะ” โซลิเนบอกกับฟิลิเซียและไคเลอร์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
โรมิเอลยังดูนิ่งเฉย เขานอนเล่นอยู่บนยานอย่างไม่ทุกข์ร้อน จริงอยู่ที่เขารับปากจะดูแลยานให้แต่ในเมื่อสมาชิกอะบิสทุกคนอยู่ตรงนี้เขาก็ตั้งใจจะดูอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร ผลของมันคือกลุ่มอะบีสมีกำลังรบเหลือ คือหกคนหลักที่เคยช่วยเทลิกเอาไว้ กับโซลิเน ไคเลอร์ และฟิลิเซีย
“แอมเบอร์ มินอา เอลลี พวกเธอไม่ใช่ไซเลนเซอร์สมบูรณ์ อย่าลงมือเด็ดขาด ขืนเคลื่อนไหว เจ้าอีริธมันฆ่าพวกเธอแน่”
“ถ้าจะพูดแบบนั้นแล้ว…” อัลโตหันไปทางเวเนกับเจเนวีฟ
“อย่าได้แม้แต่จะคิดเลยนะ” เวเนรู้ว่าเขาคิดอะไร
“เก้าต่อเจ็ดงั้นเหรอ…” อลินาสูดลมหายใจเข้าลึก เธอรู้ว่าครั้งนี้จะไม่ง่ายเหมือนที่ไล่ไซริลไปก่อนหน้านี้ เธอส่งสัญญาณให้กับด็อกมาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเริ่มสู้ “เตรียมมิเนอร์วาให้พร้อมเลยค่ะ เราอาจจะต้องใช้เมื่อไหร่ก็ได้”
อีริธแข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย เขาเป็นสายซัมมอนที่ทรงพลังคนละแบบกับฟรานเซสกา ร่างซัมมอนของเขาที่เป็นตัวเขาเองในอายุที่แตกต่าง และไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุไหน เขาก็แข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ อัลโตและกาเรนร่วมมือกันต้านแต่เห็นได้ชัดว่ายังเสียเปรียบอยู่ขั้นถึงสองขั้นเลยทีเดียว
“เอาโซนาตาออกมา อย่างพวกแก เอาชนะฉันไม่ได้หรอก” อีริธเฝ้าจับตาดูอยู่นาน เขารู้ทั้งรู้ว่าโซนาตาไม่อยู่ แต่ก็แค่อยากตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้งว่าไม่มีอะไรผิดพลาด
“ปากดีนักนะลุง” กาเรนทำใจดีสู้เสือ เขารู้ทันว่าอีริธแค่หลอกถามจึงไม่ได้บ้าจี้ตอบ
ไคเลอร์รับมือกับไซริล ซึ่งมีซัมมอนเป็นสายอาชีพสี่ชนิด บาร์บาเรียนมีจุดเด่นที่พลังทำลายและท่าคำรามเพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจ เรนเจอร์ใช้ธนู มีด พิษรวมไปถึงกับดักต่าง ๆ วิชด็อกเตอร์เชี่ยวชาญคำสาปและยังมีเวทมนตร์ที่สนับสนุนพวกเดียวกัน
โซลิเนถูกจับคู่กับเวนดีที่เธอไม่อยากเจอด้วยที่สุด เวนดีเตรียมชุดมาเพื่อจะสู้กับโซลิเนโดยเฉพาะ แน่นอนว่ามันคือชุดไอดอล
ฝ่ายหนึ่งคือนักแสดงและไอดอลผู้ผันตัวมาเป็นไซเลนเซอร์ อีกฝ่ายคือไซเลนเซอร์ผู้มีงานอดิเรกคือแต่งคอสเพลย์ ทั้งคู่คือเจ้าแห่งการสวมบทบาทเหมือนกัน
“มาดวลเพลงกันไหม” เวนดีฉีกยิ้ม
“หมายถึง ไม่ต้องสู้แล้วใช่ไหม” โซลิเนเผลอดีใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
“แน่นอน ต้องหมายถึงร้องและฆ่ากันไปด้วยสิ”
“ไม่น่าถามเลยเนอะ”
เวเนและเจเนวีฟจับคู่กันอีกเช่นเคย คู่ต่อสู้ของเธอคืออีวา บาร์เนสผู้สามารถเชื่อมต่อสมองของมนุษย์เข้าด้วยกัน เธอสามารถโย้กย้าย ทำสำเนา แก้ไข หรือลบความทรงจำของอีกฝ่ายได้ แต่ก็แลกมากับการที่เธอเป็นไซเลนเซอร์ที่มีทักษะทางกายภาพด้อยที่สุดในกลุ่มของอีริธ
“ฉันจะล้างข้อมูลของพวกเธอให้เกลี้ยงเลย ไม่สิจับมาล้างสมองแล้วเอามาเป็นทาสรับใช้ดีกว่ามั้ง”
“เลือกคู่ต่อสู้ผิดอีกแล้วสิเนี่ย ยายนี่มีต้านทานเวท แถมยังล้างสมองเราได้ด้วย เป็นคู่ต่อสู้ที่เลวร้ายที่สุดเลยไม่ใช่เหรอ” เวเนโวยวาย
“ต้านทานเวทมันก็ทุกคนนั่นแหละ อีกฝ่ายเป็นไซเลนเซอร์กันหมดนะ” เจเนวีฟตอบ
พริบตาเดียวอีวาก็เข้าถึงตัวเจเนวีฟ เธออาจจะช้าสำหรับไซเลนเซอร์ด้วยกัน แต่ก็เร็วทัดเทียมกับเจเนวีฟที่ใช้เวทมนตร์เสริมความเร็วมาแล้ว มือของอีวาแตะไปที่หัวของเจเนวีฟบางอย่างที่เหมือนสายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ถูกดึงออกมาจากหัวของเธอ
“เชอะ” อีวาชักมือกลับเมื่อถูกเจเนวีฟตะปบกลับ
“เมื่อกี้เกือบไปแล้ว” เจเนวีฟรู้สึกมึนงง อีวาเกือบจะเข้ามาในหัวของเธอได้ แต่ใครบางคนสกัดกั้นไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
ผู้ที่เข้ามาแทรกคือฟิลิเซีย ก่อนหน้านี้เธอเคยให้ทุกคนในกลุ่มอะบีสเชื่อมต่อกับไซคิกเน็ตเวิร์กเผื่อว่าจะมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้น ด้วยทักษะในลักษณะเดียวกัน ฟิลิเซียสามารถวางการป้องกันให้กับพันธมิตรของเธอได้ทันทีที่เธอต้องการ
“ขอสู้กับคนนี้แทนได้ไหม” ฟิลิเซียร้องขอด้วยเสียงเนิบ ๆ
เจเนวีฟที่เกือบถูกล้างสมองตอบรับข้อเสนอนั้นทันที อีวาเป็นศัตรูที่แพ้ทางกันจนเกินไป เธอและเวเนจึงสลับคู่ต่อสู้กับฟิลิเซีย
“เอรอน เลนนิคซ์ ชื่อนี้ใช่ไหม” เจเนวีฟถามเพื่อน
“ใช่มั้ง จำไม่ได้แฮะ ว่าแต่ทำอะไรได้หว่า”
“รู้สึกจะเป็นสร้างสิ่งของในพริบตานะ แต่ต้องมีวัตถุดิบแล้วก็ต้องรู้โครงสร้างอย่างละเอียดด้วย”
“อ่าว เสร็จเราสิ แถวนี้วัตถุดิบมีแต่ยาน หมอนี่คงไม่รื้อยานที่เพิ่งจะซ่อมเสร็จ แถมตัวเองก็ไม่น่าจะสร้างเป็นมั้ง”
“อื้มมม แต่ระวังสร้างอาวุธจากหิน ดิน ไม้และของแถวนี้ด้วยนะ” เจเนวีฟเตือนพอเป็นพิธี อันที่จริงเธอก็ไม่คิดหรอกว่าอาวุธที่สร้างจากหินหรือดินจะทำอะไรได้มาก
“จะเอาอะไรก็เอามาเถอะ หมอนี่แหละเหมาะให้เราเชือดแล้วล่ะ เอ้า นอร์มามาช่วยกันหน่อยจ้า” พูดจบก็โบกไม้เท้าไปมา จากนั้นแฟรีโขยงหนึ่งก็ปรากฏตัวพร้อมกับราชินี
“เจ้านี่ยังไงนะ บอกเป็นร้อยรอบแล้วว่าข้าชื่อควินเน”
การต่อสู้ของคนที่เหลือไม่ได้ถูกจับคู่อย่างแน่นอน บางครั้งก็จะมีหมุนวนสับเปลี่ยนกันไป ดีวานปะทะกับบาจิลได้ครู่เดียว เขาก็ย้ายไปสู้กับไนเจลที่เป็นสายตรวจจับ หรือสลับไปช่วยไคเลอร์สู้กับไซริลแทนก็ยังมี
แอมเบอร์ มินอา เอลลีและบรรดาทหารทั้งหลายเฝ้าดูการต่อสู้ด้วยความลุ้นระทึก ทุกคนอยากเข้าไปช่วยใจจะขาดแต่ก็รับปากไว้แล้วว่าจะไม่เข้าไป อลินายังคงยืนกรานนโยบายเรื่องที่ว่าโซนาตาไม่ต้องการให้สมาชิกในกลุ่มตายแม้แต่คนเดียว
“ผมว่าพวกเรารอในยานกันเถอะครับ” สปีดเตือนทุกคน พวกเขาได้รับคำสั่งว่าได้เตรียมตัวให้พร้อมทุกเมื่อ ยานอาจจะต้องบินเวลาใดก็ได้ ส่วนด็อกมาก็เตรียมไทม์แมชชีนไว้แล้วด้วยซ้ำ
“ใช่ อยู่ตรงนี้ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก อย่างน้อยเราทำให้แน่ใจดีกว่าว่าถ้าจะหนีก็หนีได้ทันที” เอลลีย้ำโดยเฉพาะกับแอมเบอร์ที่ดูมีใจจะสู้ที่สุดแต่กลับถูกห้ามไว้
การปะทะดุเดือดและรุนแรงขึ้นในทุกวินาทีที่ผ่านไป ดีวานใช้ไฟศักดิ์สิทธิ์กับพวกไซเลนเซอร์ไม่ค่อยได้ผลเพราะคนอื่นจำเป็นต้องเปิดใช้สเปลอิมมูนิตีไว้ตลอดเวลา ไฟขาวยังไงก็ยังเป็นไฟ มันคือเวทมนตร์ที่ถูกนับรวมอยู่ในหมวดโจมตี ด้วยเหตุนี้ทั้งสองฝ่ายจึงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการฟื้นฟูได้
กาเรนคือคนแรกที่เริ่มออกอาการ พลังของเขาใช้กับอีริธได้ไม่เต็มที่ส่วนซัมมอนของอีกฝ่ายก็ทั้งแข็งแกร่งและมีมากเกินไป การประเมินว่าจำเป็นต้องใช้ไซเลนเซอร์สามคนเพื่อรับมือกับอีริธไม่ใช่การประเมินที่เกินเหตุ กาเรนได้พิสูจน์ด้วยร่างกายของเขาเองจนชัดเจน
ถ้าเขาล้ม อัลโตเพียงคนเดียวก็จะทำอะไรไม่ได้มาก และถ้าไม่มีใครหยุดอีริธเอาไว้ คู่อื่นที่สู้กันอย่างสูสีก็จะถูกพลิกกลับในชั่วพริบตา
อลินาเห็นแบบนั้นก็ใช้พลังสลับที่โดยไม่ขอความเห็น ตอนนี้คนที่เขาต้องรับมือกลายเป็นบาจิลแทน กาเรนรู้สึกโล่งใจขึ้นเพราะหนุ่มแว่นที่เป็นคู่ต่อสู้ดูท่าทางไม่ได้จริงจังนัก
“อ้าว โดนมาหนักเลยนะครับ” บาจิลทักทายอย่างเป็นกันเอง เขามีรอยฟกช้ำที่น่าจะได้จากอลินา เสื้อนอกก็ถูกไฟของดีวานเผาไปส่วนหนึ่ง แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นรอยยิ้มก็ยังเปื้อนอยู่บนใบหน้าไม่หายไปไหน
“ถ้าเป็นไปได้ก็อยากพักสักหน่อยน่ะ เอาไงดี นายก็เจ็บมาเหมือนกันนี่ พักสักหน่อยดีป่ะ”
“แหม ๆ ผมก็อยากทำอยู่ครับ แต่ขืนทำงั้นมีหวังโดนคุณอีริธฆ่าเอาแน่เลย” พูดจบก็หัวเราะร่วนฟังดูไม่ออกว่าพูดจริงหรือล้อเล่นอยู่
“งั้นก็ช่วยไม่ได้ล่ะเนอะ”
จากนั้นสองฝ่ายก็วิ่งเข้าใส่กันราวกับเคยโกรธแค้นกันมาก่อน ทั้งปืน ทั้งหมัด ทั้งเท้า สารพัดอย่างที่เอามาใช้ได้ก็ถูดงัดเอาออกมาใช้ใส่กัน บาจิลเสียเปรียบกว่าตรงที่พลังของเขาไม่ใช่สายต่อสู้ ส่วนกาเรนก็เสียเปรียบที่เขาเพิ่งถูกอีริธอัดมาจนเคลื่อนไหวไม่ได้ดังใจ
ระหว่างการต่อสู้ พวกอลินาค่อย ๆ เขยิบเข้าใกล้ตัวยานทีละนิด อีริธรู้ทันเขาไม่เพียงยืนดักทางเอาไว้แต่ยังหลอกล่อให้ย้ายเวทีต่อสู้ไปไว้ด้านบนของยานแทนราวกับจะขู่ว่าถ้าพวกอลินาไม่ยอมตามมา เขาก็จะทำลายยานทิ้งซะ
อีริธไม่ได้ขู่ เขาเป็นประเภทที่ถ้าตัวเองไม่ได้ก็พร้อมจะทำให้ทุกอย่างพังไปด้วยกัน เขาไม่มีทางยอมให้มิเนอร์วาบินหนีไปเฉย ๆ
“เฮ้ยยย” ไคเลอร์เป็นคนแรกที่ร้อง จากนั้นเสียงร้องลักษณะเดียวกันก็ดังขึ้นจากทั้งฝ่ายอะบีสและฝ่ายอีริธ
พวกเขาต่างมองไปในทิศทางเดียวกัน ร่างยักษ์ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นโดยการตะกายอยู่ตรงชะง่อนหิน รูปร่างแบบนั้นทุกคนรู้ดีว่ามันคือพวกอะไร
“ชาลูควีน” ฟิลิเซียพึมพำ ยังคิดว่าตัวเองฝันหรือตาฝาดไปหรือไม่
“อีกตัวเหรอคะ ไม่สิแผลไฟคลอกทั้งตัวแบบนั้น มันคือตัวที่ตกหน้าผาไป” โซลิเนบอกกับตัวเอง
“ไม่ว่ามันจะเล่นงานคนหรือยานเราก็ลำบากแล้ว” อัลโตหันไปทางอลินา “ต้องใช้พวกนั้นแล้วล่ะ”
“อุตส่าห์เก็บไว้เป็นอาวุธสำรองแท้ ๆ” อลินาบ่นอุบอิบ
เธอไม่มีทางเลือกอื่น ก่อนที่ยานหรือใครจะได้รับบาดเจ็บจากศัตรูที่เข้ามาแทรก อลินาก็สั่งการออกไป
กลางอากาศที่เคยมีแต่ท้องฟ้าว่างเปล่า ได้ปรากฏยานลำหนึ่งขึ้น มันถูกพรางเอาไว้ด้วยเทคโนโลยีควบคุมการหักเหของแสง ยานลำนี้เป็นส่วนหนึ่งของเดอะคอลเลคชันและเป็นฐานทัพที่แท้จริงของพวกไซคิกฮีโร
“พวกเราจะยื้อชาลูควีนไว้เอง พวกคุณรับมือกับไซเลนเซอร์เองไหวไหม” เดอะคอลเลคชันพูดผ่านช่องทางสื่อสารของมิเนอร์วา
“ขอบคุณมาก พวกเราจะจัดการที่เหลือกันเอง” ด็อกมาตอบกลับ