Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 209-2 บทนำ - Abyss of Time VI: Dragon Knight

“เอาอีกแล้วเหรอ”
“อะไรคือเอาอีกแล้ว”
“นี่คิดจะแทรกแซงประวัติศาสตร์อีกแล้วเหรอ”
“มาบ่นตอนนี้ช้าไปแล้ว แก้ไปตั้งหลายเรื่องแล้ว” ชายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะแสยะยิ้ม
โต๊ะประชุมตัวใหม่ถึงเป็นรูปทรงรีแต่ก็ยังพอบอกได้ว่าใครอยู่ที่หัวโต๊ะและใครเป็นหัวหน้า ชายผู้นั้นเหลือบมองไปทางชายวัยกำลังย่างเข้ากลางคนในชุดเกราะสีดำ จากนั้นก็มองไล่ไปทางอีกคนที่หนุ่มกว่าหลายปีซึ่งใส่เกราะสีดำเช่นเดียวกันแต่ว่าดูคล่องแคล่วกว่า สุดท้ายก็ไปหยุดที่ชายหนุ่มคนที่นั่งถัดไป เขาใส่ชุดดำเหมือนนัดกันมากับคนอื่น แต่รายนี้เป็นแค่ชุดเสื้อผ้าธรรมดาไม่มีเกราะใด ๆ
สองหนุ่มคือเซกันกับเซเลนอส และดีวานที่เกือบไม่หนุ่ม มองหน้ากันสลับไปมา สีดำกันทั้งกลุ่มก็จริงแต่เห็นได้ชัดว่าไม่มีอะไรเหมือนกันเลย พวกเขาแต่ละคนมาจากคนละยุคคนละสมัย
“นายจะบอกว่าทำประวัติศาสตร์เละไปนานแล้ว ดังนั้นก็ช่างหัวมันเถอะสินะ” สาวผมสีน้ำตาลในชุดแบตเทิลสูทล้ำยุคถอนหายใจอย่างปลง ๆ
ชายผู้ที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะคือโซนาตา ดิอาลโน เขาคือหัวหน้ากลุ่มนักท่องเวลาที่เรียกตนเองว่ากลุ่มอะบีส
เก้าอี้ที่วางอยู่รอบโต๊ะทรงรีทั้งสิบห้าตัวถูกจับจองโดยสมาชิกระดับผู้บริหารของกลุ่ม ถึงจะเรียกกันเล่น ๆ ว่าผู้บริหารแต่ก็ใช่ว่าทุกคนมีหน้าที่บริหารอะไรมากมาย มันเหมือนเป็นตำแหน่งที่บอกว่า ถ้าไม่ใช่กำลังรบหลักก็ต้องเป็นระดับมันสมองของกลุ่ม
ปี 10001 ยุคเดียวกับที่โซนาตาจากมา อัลโต อลินา กาเรนและเคสเทรล เพื่อนสมัยเด็กที่โซนาตาเชื่อใจมากที่สุดทั้งในแง่ความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์และความจงรักภักดีชนิดที่เรียกว่าตายแทนกันได้
ปี 9129 เซกันนักดาบชุดดำที่ทุกคนยกย่องว่าเป็นกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุด ชายผู้ถูกคำสาปที่ทำให้ยิ่งถูกเกลียดก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ปัญหาคือเขาเป็นชายหนุ่มจิตใจใสซื่อผู้ไม่เคยต้องการถูกชิงชังจากผู้ใดแม้กระทั่งศัตรู
ปี 9594 เวเน เจเนวีฟ และ ดีวาน ทั้งสามคือพรรคพวกกลุ่มแรกที่โซนาตาได้มาหลังมาติดแหงกอยู่ในโลกใหม่นี้ เวเนนอกจากจะเป็นผู้ใช้เวทมนตร์หายาก เธอยังมีอีกตำแหน่งคือเป็นภรรยาของอัลโตด้วย ดีวานคืออัศวินดำที่โซนาตามองในตอนแรก นอกจากวิชาของพาลาดิน เขายังมีเพลิงศักดิ์สิทธิ์และเพลิงดำเป็นวิชาเฉพาะตัว เจเนวีฟแวมไพร์สาวเพื่อนรักของเวเน เธอหาโอกาสสร้างสัมพันธ์กับโซนาตาแต่ไม่เคยคืบหน้า ด้วยเหตุผลนั้นมันทำให้เธอตั้งตนเป็นศัตรูกับสมาชิกคนต่อมา
ปี 4011 ซีวีทายาทเทพธิดาแห่งดวงอาทิตย์ผู้ที่เพิ่งกลายมาเป็นเจ้าสาวของโซนาตา เธอมาพร้อมกับจีดัสทายาทเทพแห่งสติปัญญา หนุ่มผมเงินยาวสลวยที่ไม่ได้มีดีแค่ความหล่อกระชากใจ ปากร้ายเป็นบางโอกาส และเฉลียวฉลาดจนบางทีก็น่าหมั่นไส้
และคนสุดท้ายจากยุคเดียวกันเซเลนอสอดีตวายร้ายผู้มีสายเลือดเทพแห่งการต่อสู้ ชายผู้เคยห้ำหั่นกับซีวีและจีดัสมาก่อน และเคยเกือบทำให้มนุษยชาติพบกับจุดจบมาแล้วครั้งหนึ่ง
พอลองมาคิดดูว่ามีคนเก่ง ๆ มารวมกัน บางคนเคยเป็นวีรชนผู้กอบกู้โลก บางคนก็เคยเป็นวายร้ายระดับที่เกือบทำทั้งโลกพินาศมาแล้วอย่างเซเลนอส มันก็น่าอุ่นใจดีพิกล
คนที่นั่งถัดมาไม่ใช่กำลังรบ แต่ก็เป็นผู้มีบทบาทสำคัญไม่แพ้ใคร ชายสูงวัยท่านนี้คือนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้แตกฉานในศาสตร์หลายแขนง ศาสตราจารย์ด็อกมา ดิอาลโนผู้เป็นบิดาบุญธรรมของโซนาตา
และสุดท้าย สมาชิกใหม่สด ๆ ร้อน ๆ โซลิเน ฟิลิเซียและไคเลอร์ ทั้งสามคืออดีตลูกเรือของยานเซคเตอร์โฟร์ที่ถูกทำลายไปแล้ว พวกเขาเหมือนกับพวกอลินา ทั้งสามคือหน่วยรบเหนือมนุษย์ที่เรียกกันว่าไซเลนเซอร์ พวกเขาไปติดอยู่ในปี 4011 ปีเดียวกับที่โซนาตาพบกับซีวี ในขณะที่พวกซีวีกำลังทำสงครามเพื่อกู้โลก ด้านโซลิเนและเพื่อนของเธอก็กำลังเอาชีวิตรอดในสงครามของพวกเธอเอง
ทั้งสิบห้าคนรวมกับโซนาตาด้วยเป็นสิบหกคนคือเหล่าผู้บริหารของกลุ่มอะบีสในเวลานี้ ความจริงแล้วนี่ก็ไม่ใช่กำลังรบทั้งหมดที่กลุ่มมี พวกเขามีทหารอยู่อีกราวยี่สิบชีวิต บวกกับผู้อพยพที่ขอติดสอยห้อยตามอีกกลุ่มใหญ่
ในนั้นมีบางคนที่แข็งแกร่งทัดเทียมกับพวกผู้บริหาร แต่เพราะปัญหาบางอย่างโซนาตาจึงไม่สามารถนับเขาเป็นกำลังรบหลัก หนึ่งในนั้นคือโรมิเอล ชายผู้นั้นไม่คิดแม้แต่จะมาร่วมประชุมอยู่ในห้องนี้ด้วยซ้ำ
“เข้าใจอยู่นะว่าสนใจเรื่องราวของยุคนี้ หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจนไปเลยก็คือนายสนใจสงครามระหว่างมนุษย์และเทพปีศาจในยุคนี้ แต่ช่วยสังเกตการณ์เงียบ ๆ ไม่ได้เหรอ” อลินาวกกลับมาที่ประเด็นร้อนที่เธอเปิดทิ้งไว้
“นั่นสิ แค่ดูเฉย ๆ ไม่ต้องเข้าไปยุ่งก็ได้ เดี๋ยวคนในยุคนี้ก็จะจัดการกันได้เองไม่ใช่เหรอ” กาเรนช่วยเสริม ใจจริงเขาแค่อยากเที่ยวเล่นในยุคนี้มากกว่าที่จะต้องถูกลากเข้าไปยุ่งกับมหาสงคราม
เรื่องของเรื่องคือเมื่อโซนาตาได้รู้ว่ายุคที่ยานมิเนอร์วาสุ่มย้อนเวลามาถึงคือปี 4158 อีกหนึ่งยุคสมัยที่มนุษย์ได้ทำการหยุดเทพปีศาจที่ตื่นขึ้นมา เขาก็ตาลุกวาวในทันที
“ไม่ได้สนใจแค่นั้นซะหน่อย ลืมไปแล้วเหรอว่าพวกเรากำลังสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งระดับที่ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรก็ไม่แพ้ แล้วไม่คิดเหรอว่าวีรชนของยุคนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ”
“ตกลงคือยังไงก็อยากจะแทรกแซงให้ได้สินะ” ซีวีถอนหายใจ เธอเองก็ไม่รู้ว่าการเข้าไปยุ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วตามใจชอบเป็นผลดีหรือเสียแค่ไหน แต่เรื่องแบบนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่โซนาตาทำ หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือตัวเธอที่ยังนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ ตามประวัติศาสตร์ที่ได้รับรู้มา เธอควรสละชีพไปในสงครามกับเทพปีศาจ ที่ยังนั่งอยู่ตรงนี้ได้ก็เป็นเพราะเขาเข้าไปแทรกแซงนี่แหละ
การประชุมยังไม่ทันได้ข้อสรุปเสียงสัญญาณเตือนก็ดังขึ้น เป็นเรื่องที่ทุกคนชาชินไปซะแล้ว ไม่ว่าจะยุคไหน ไม่ว่าจะซ่อนตัวอยู่ที่ใด ศัตรูก็สามารถปรากฏขึ้นได้เสมอ
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีสิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจเลยสักนิด
มิเนอร์วาจับสัญญาณของสิ่งที่น่าจะเป็นภัยได้ แต่กลับไม่สามารถระบุได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร แม้ว่าโซนาตาจะนำภาพจากกล้องนับร้อยนับพันฉายขึ้นบนจอโฮโลแกรมเพื่อให้ทุกคนในห้องประชุมได้เห็นอย่างชัดเจน พวกเขาก็ยังบอกยากว่าสิ่งที่ได้เห็นคือสิ่งมีชีวิต
“คล้ายกับพวกเชด” จีดัสผู้เหมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ให้คำจำกัดความ
เชดที่เขาพูดถึงคือสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีร่างจริง พวกมันคล้ายกับเงามีชีวิตซึ่งอาศัยอยู่ชุกชุมในดินแดนแห่งหนึ่งในโลกปีศาจ สิ่งที่จีดัสกังวลก็คือพวกมันแค่คล้ายเท่านั้น เขามั่นใจว่ามันเป็นสิ่งอื่นที่ยังไม่สามารถระบุได้
“รู้สึกถึงพลังความมืด มันเหมือน...” ซีวีหยุดคิดครู่หนึ่ง อาจเพราะมีสายเลือดแห่งแสงที่เข้มข้นเธอจึงสัมผัสถึงมันได้ไวกว่าใคร “เหมือนกับจิตด้านมืดของมนุษย์”
โซนาตาตบมือเรียกความสนใจจากทุกคน สำหรับตัวเขาข้อมูลจากซีวีน่าสนใจไม่น้อย แต่สิ่งที่ตอนนี้ควรจะใส่ใจเป็นอันดับแรกคือการรับมือกับการจู่โจมที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า พวกเขาควรจะออกไปเตรียมตอบโต้ที่ด้านนอกของยาน
ศัตรูมีหลายแบบหลายชนิด ทั้งตัวที่คลานมากับพื้นเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน ตัวที่บินมาด้วยปีก ลอยมาด้วยการหมุนเหมือนลูกข่าง รูปร่างมีมากมายหลากหลายจนชวนให้คิดว่าพวกมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน สิ่งเดียวที่ยึดพวกสัตว์ประหลาดนี้เอาไว้ก็คือไม่ว่าตัวไหนก็มีสีดำสนิท เป็นสีดำที่มืดมิดจนยิ่งกว่าความมืดใด ๆ
ยานรบขนาดเล็กไร้คนขับเป็นด่านหน้าสุดที่ออกไปรับมือกับผู้บุกรุก จากนั้นก็ตามมาด้วยซีวีผู้ที่ว่องไวปานแสง และมีเวทมนตร์ที่บินได้อย่างอิสระ เธอเปิดฉากอย่างอลังการด้วยเวทมนตร์ที่มองดูคล้ายลูกไฟ แต่แท้จริงมันคือดวงอาทิตย์จำลองขนาดจิ๋ว
สมกับเป็นหนึ่งในอาวุธที่เคยเป็นความหวังของมนุษยชาติ ลำพังซีวีคนเดียวอาจจะหยุดพวกสัตว์ประหลาดที่เหมือนเงาไว้ได้ด้วยซ้ำ แต่เพื่อควบคุมให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด กลุ่มอะบีสทุกคนจึงมัวแต่รอเฉยไม่ได้ พวกเขากระจายกันออกไป มีทั้งกลุ่มที่เน้นโจมตีฝูงของสัตว์ประหลาดเพื่อลดจำนวนมันให้เร็วที่สุด และกลุ่มที่ทำหน้าที่หลักคือการคุ้มกันยานแม่
นอกจากพวกผู้บริหาร ทหารทุกนายก็เข้าปะทะกับสัตว์ประหลาดสีดำเช่นกัน มีทั้งอีลิธไฟว์ ทหารพลังจิตห้าคนที่กำลังรบใกล้เคียงกับไซเลนเซอร์ พวกเขาใช้พลังจิตพื้นฐานได้ทุกอย่างทั้งโทรจิต สะกดจิต เคลื่อนย้ายวัตถุ และอีกมากมายเพื่อก่อกวนและโจมตีศัตรู
สปีดนักบินมือหนึ่งมาพร้อมกับหุ่นยนต์ยักษ์รุ่นใหม่ที่สามารถเปลี่ยนชุดของอาวุธและอุปกรณ์ติดตั้งได้อย่างซับซ้อน
เอลลี แอมเบอร์ และ มินอา จากโปรเจคไซเลนเซอร์ที่ยังไม่สมบูรณ์ และบรรดาทหารที่มีทั้งมนุษย์กลายพันธุ์ ไซบอร์ก มนุษย์พลังจิต ต่างคนต่างก็ช่วยกันอย่างแข็งขันเพื่อให้ยานรอดพ้นจากการโจมตีของสิ่งมีชีวิตสีดำ
ศัตรูไม่ได้อ่อนแอ แม้จะมีจำนวนแค่ร้อยกว่าตนแต่พวกมันแข็งแกร่งกว่าสัตว์ประหลาดทั่วไปที่คนในโลกนี้เรียกว่าเดวัล กำลังรบของพวกมันมีกำลังมากพอที่จะทำให้ประเทศเล็ก ๆ หายไปได้ในระยะเวลาไม่นาน
เพียงแค่ว่ากลุ่มอะบีสเป็นสัตว์ประหลาดยิ่งกว่าอีกฝ่าย พวกเขาตอบโต้ด้วยกำลังที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาด
ดีวานกระโดดขึ้นไปกลางเวหา ใช้ความเร็วสุดยอดสับเงาที่มีรูปร่างนกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากนั้นเผาส่วนที่เหลือทิ้งจนหมด จีดัสง้างธนูและเล็งไปทางทิศตรงกันข้าม ลูกศรที่ถูกส่งออกไปแตกตัวและวิ่งย้อนพุ่งดิ่งลงในสภาพที่เหมือนฝนดาวตก มันกลายเป็นกระสุนแสงทะลวงใส่ศัตรูที่กำลังโฉบเข้าใส่ยาน
โซนาตายังไม่ได้ลงมือ เพราะเขาแน่ใจว่ามันไม่มีความจำเป็น อีกแค่ไม่กี่อึดใจการต่อสู้นี้ก็จะจบลง
เคร้งงงง
เสียงของปืนกระทบกับดาบจนดังสะท้อนไปทั่ว ปืนคู่นั้นอยู่ในมือของโซนาตา ส่วนดาบนั้นคือร่มที่กลายร่างได้ อาวุธของโรมิเอล
“อะไรของนายเนี่ย” ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มถาม
“เจ้าบอกเองไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่พอใจก็มาท้าประลองได้ทุกเมื่อ ข้าเบื่อที่ถูกลากไปลากมาเต็มทนแล้ว วันนี้ข้าจะยึดยานและกลุ่มนี้ไว้เอง” ชายนัยน์ตาสีแดงสว่างตอบหน้าตาเฉย
“ไม่ใช่ตอนที่เรากำลังโดนบุกสิเว้ย หัดดูสถานการณ์บ้างสิฟะ”
“ตอนนี้แหละดีที่สุดแล้ว จะได้ไม่มีใครมาขวางพวกเราได้” โรมิเอลว่าพร้อมกับสะบัดดาบดันโซนาตาถอยไปหลายก้าว
โซนาตายักไหล่พร้อมถอนหายใจ เขาเหลือบมองรอบ ๆ แล้วคิดว่าคนอื่นคงสามารถจัดการได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเขา บางทีมันอาจจะเป็นเวลาสมควรแล้วที่ต้องปราบพยศเจ้าโรมิเอลคนนี้
“ตายขึ้นมาก็อย่ามาบ่นทีหลังก็แล้วกัน”
“…” โรมิเอลเผยแค่รอยยิ้มบาง ๆ เขาเปลี่ยนท่าทางการจับดาบแทนคำตอบ มันแสดงให้เห็นว่าเขาพร้อมรับทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการฆ่าหรือถูกฆ่า