Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 210: ชื่อของเธอคือโอเปรา
วัตถุประหลาดถูกเก็บกู้ หลังจากที่โซนาตา ด็อกมาและจีดัสตรวจสอบแล้วว่ามันไม่ใช่วัตถุอันตราย ทั้งสามคิดตรงกันว่าวัตถุนี้คล้ายกับโซลคริสตัลที่อยู่ในสภาพทรงกลม
โซลคริสตัลเป็นสิ่งที่โซนาตาและด็อกมารู้จักเป็นอย่างดีในโลกที่พวกเขาจากมา
จีดัสเองก็รู้จักเช่นกัน แม้ว่าโซลคริสตัลจะเป็นแร่ที่หาได้ยากในซีน
แร่ชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษในการกักเก็บพลังจิตและพลังเวทมนตร์ มันมักถูกนำมาดัดแปลงเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์เวท ซึ่งเจ้าวัตถุสีดำที่ได้มามีคุณสมบัติเฉพาะเหมาะสำหรับใช้กักเก็บและขยายพลังความมืด วัตถุทรงกลมนี้ที่เคยเป็นแกนกลางของเบตาน่าจะเป็นต้นเหตุความแข็งแกร่งของมัน
โซนาตานึกถึงชาโดว์ที่เกิดจากเบตา เขารู้สึกคุ้นเคยกับประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันมาก่อน มันชวนให้เขาหวนนึกถึงตอนที่แรปโซดีพยายามกลืนกินโลกในยุคของซีวีแล้วเขาก็สังหรณ์ใจไม่ค่อยดี
โซนาตาสั่งทุกคนให้ยึดเกาะที่ไม่มีมนุษย์อาศัยนี้เป็นฐานที่มั่นชั่วคราวก่อน เขาแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือทีมสำรวจที่ประกอบไปด้วยตัวเขาเองและผู้บริหารส่วนใหญ่ กับกลุ่มที่สอง มีด็อกมา จีดัส โรมิเอลและฟิลิเซียที่จะปักหลักอยู่ที่เกาะแห่งนี้ต่อไป
“จะไม่เอายานมิเนอร์วาไปด้วยเหรอครับ” เซกันถามโซนาตาอีกครั้ง สำหรับเขาการมียานหรือไม่ ไม่แตกต่างกันมาก แต่เขารู้ว่าโซนาตานั้นค่อนข้างติดสบายจึงประหลาดใจที่โซนาตาเลือกปล่อยยานเอาไว้ที่เกาะและจะใช้เพียงยานเล็กออกสำรวจ
“ไม่อยากให้คนแตกตื่น… แล้วก็ยานตอนนี้ไม่ได้มีแค่พวกเรา แต่ยังมีคนที่ขออาศัยชั่วคราวด้วย”
โซนาตาพูดถึงเหล่าผู้อพยพจากเซคเตอร์โฟร์ ในช่วงท้ายที่พวกเขาต้องตกอยู่ในปี 4011 โซนาตาได้ให้ทางเลือกกับผู้รอดชีวิตที่เป็นการผสมกันระหว่างผู้โดยสารเดิมของเซคเตอร์โฟร์และชาวพื้นเมืองโอรินอส เขายินดีรับคนเหล่านั้นขึ้นยานไม่ว่าพวกเขาจะยอมเข้าร่วมกลุ่มอะบีสหรือไม่ก็ตาม
ผลคือมีแค่เล็กน้อยเท่านั้นที่ตัดสินใจเข้ากลุ่ม และอีกจำนวนหนึ่งที่ขอขึ้นยานชั่วคราวจนกว่าจะหาพื้นที่ปลอดภัยของตนเองได้ หลายคนในนั้นคืออดีตเจ้าของและพนักงานบริษัทขนาดใหญ่อย่างฟอลลอนคอร์เปอร์เรชันกับครอบครัวของพวกเขา
โซนาตาไม่ได้สนใจความเป็นตายของคนเหล่านั้นนัก แต่เขาเข้าใจว่าโซลิเน ไคเลอร์และฟิลิเซียให้ความสำคัญกับคนเหล่านี้ และเขาก็ไม่อยากทำให้พวกนั้นไม่พอใจหรือเป็นกังวล
การแบ่งกลุ่มที่กลุ่มหลักไม่มีจีดัส ด็อกมา โรมิเอลและฟิลิเซีย โซนาตาเสียดายที่จีดัสไม่ได้ร่วมผจญภัยไปด้วย เพราะจีดัสเป็นคนที่โซนาตาหวังพึ่งในเรื่องสติปัญญา
ศาสตร์ความรู้ของจีดัสล้วนเกี่ยวข้องกับความรู้เก่าแก่ของโลกนี้ ไม่ว่าจะกลไกของเครื่องจักรโบราณ โครงสร้างของเวทมนตร์ การเล่นแร่แปรธาตุ และอีกมากมายที่เป็นมรดกความรู้ของซีน แต่เพื่อที่จีดัสจะกลายเป็นเสนาธิการที่สมบูรณ์ของเขา เขาจำเป็นต้องทิ้งอีกฝ่ายไว้กับด็อกมาเพื่อให้เรียนรู้เรื่องของศาสตร์ยุคใหม่
ฟิลิเซียถูกทิ้งไว้ด้วยเหตุผลในด้านการปกป้องยาน เธอหูตาว่องไว มีไหวพริบ ทักษะการต่อสู้ก็ไม่น้อยหน้าใคร นอกจากนั้นพลังของเธอช่วยให้สื่อสารได้โดยที่แทบไม่มีวิธีการสกัดกั้น ตราบใดที่เธอยังอยู่ที่มิเนอร์วา โซนาตาจะวางใจได้ว่าเขาไม่มีทางขาดการติดต่อกับคนในยาน
และคนสุดท้ายที่ไม่ใช่ว่าแบ่งกำลังเอาไว้ แต่โซนาตาไม่สามารถสั่งการเขาได้คือโรมิเอล เพราะเจ้าตัวเคยรับปากกับด็อกมาว่าจะช่วยดูแลมิเนอร์วายามที่มีภัย ดังนั้นการที่ผู้บริหารเกือบทุกคนไปเข้าทีมสำรวจ มันจะเป็นการบีบให้เขาหนีความรับผิดชอบไม่ได้หากเกิดเรื่องกับมิเนอร์วา
ยานถูกอำพรางเอาไว้จากการมองเห็น โซนาตาเชื่อว่ามันปลอดภัยดีเพราะคนที่ถูกทิ้งไว้ก็แข็งแกร่งพอ แต่เพื่อความไม่ประมาทจีดัสและซีวีช่วยกันวางกับดักแสงไว้จนทั่วเกาะ
ยานของทีมสำรวจเดินเครื่องโดยมียานสำรวจแบบไร้มนุษย์ก็อยู่ในนั้นด้วย ทุกลำเคลื่อนที่กระจายออกไป ไม่นานเกินรอยานทุกลำก็ได้ส่งข้อมูลชุดแรกเข้ามา
ภาพที่เห็นคือสภาพน่าสลดใจของโลกที่ยับเยิน บ้านเมืองที่ควรจะเต็มไปด้วยผู้คนถูกแทนที่ด้วยร่างสีดำของสัตว์ประหลาด ไม่ว่าจะเมืองขนาดใหญ่ หมู่บ้านและชุมชนทุกแห่งทุกหนต่างก็มีสภาพในลักษณะเดียวกัน ทุกที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความเสียหายและความตาย
“ไม่มีมนุษย์สักคน ฝีมือเจ้าพวกสีดำนั่นเหรอ” ซีวีเอ่ยเสียงสั่น
“บางส่วนอาจจะหลบซ่อนตัวอยู่ อาจจะยังไม่ตายหมดก็ได้” โซนาตายังไม่อยากฟันธงในแง่ร้าย สิ่งเดียวที่เขามั่นใจในตอนนี้คือปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ เพราะมันไม่เคยถูกพูดถึงในตำราเล่มใดเลยสักเล่ม
ยิ่งสำรวจละเอียดขึ้น แต่ละกลุ่มก็ยิ่งได้ข้อมูลชวนสิ้นหวัง ยานของโซนาตาที่มีซีวีและโซลิเนมีหน้าที่สำรวจตอนเหนือของทวีปซีโรเปีย พวกเขาพบแค่ซากของพามิลเลสอดีตประเทศแห่งเวทมนตร์ที่เคยรุ่งเรือง เวนเซลที่เป็นบ้านเกิดของซีวีเองก็ย่อยยับไปแล้ว
ข้อมูลที่แทบไม่ต่างกันถูกทยอยส่งมาจากแทบทุกมุมโลก ประเทศล่มสลาย สิ่งมีชีวิตสีดำเข้ายึดครองดินแดนแทนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็มีสภาพน่าเศร้าไม่ต่างกัน ยังเร็วไปที่จะบอกว่ามนุษย์ทั้งหมดสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่มันสามารถพูดได้เต็มปากว่าพวกเขาไม่ใช่เผ่าพันธุ์ทีี่เป็นใหญ่บนโลกใบนี้อีกต่อไป
“ทวีปกิงคารอนดูผิดปกติค่ะ” เจเนวีฟรายงานผลผ่านอุปกรณ์สื่อสารในทันทีที่กลุ่มของเธอไปถึง
“ผิดปกติยังไงเหรอ” กาเรนที่อยู่คนละกลุ่มกันสอบถามเพื่อยืนยัน
“มันมีเจ้าตัวที่เหมือนเงามากผิดปกติ”
“ไม่แปลกนี่ ทวีปนั้นเป็นทวีปใหญ่ก็คงเคยมีคนเยอะแหละ ตอนนี้เราค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าไม่ใช่แค่สัตว์ที่ถูกดึงเงาออกมาได้ ทวีปที่เคยมีคนอยู่เยอะก็ต้องมีพวกเงาอยู่เยอะ” อลินาชี้แจง
“ถึงแบบนั้นมันก็ยังมากเกินไปอยู่ดี” เจเนวีฟพูดด้วยน้ำเสียงกังวล
แทนที่จะเสียเวลามานั่งอธิบายว่าเยอะของเธอมันเยอะขนาดไหน เจเนวีฟส่งภาพที่กล้องจับไว้ได้ให้ทุกกลุ่มได้เห็นพร้อมกัน มันคือภาพพื้นผิวสีดำที่เกือบมองไม่ออกว่าคืออะไรในตอนแรก แต่เมื่อเพ่งดูให้ดีก็จะพบว่าสีดำที่ว่าคือศัตรูนับล้าน ๆ ตัวที่กระจุกตัวกันอยู่ มันคือภาพมุมสูงของทวีปขนาดใหญ่ที่ถูกย้อมจนกลายเป็นสีดำ
แทนที่จะรู้สึกกลัวหรือขยะแขยงแบบที่หลาย ๆ คนรู้สึกในตอนนี้ โซนาตาค่อย ๆ คลี่รอยยิ้มออกมาอย่างใคร่รู้และตื่นเต้น ถึงจะยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ไม่รู้ว่าพวกมันคืออะไรและมาจากไหน แต่เขาแน่ใจว่ามันคงไม่ไปกระจุกตัวกันอยู่นี่นั่นถ้าบริเวณนั้นมันไม่มีอะไรเลย
“ไปรวมตัวกันที่นั่นเถอะ”
“เอาจริงเรอะ” กาเรนร้องประท้วง
จุดที่โซนาตาสั่งให้ไปรวมตัวไม่ได้มีเพียงแค่สัตว์ประหลาดสีดำ ตรงกลางของความมืดมิดมีเธออยู่ตรงนั้น ผู้หญิงผมสีดำยาว สีผมของเธอดำจนราวกับดูดแสงทั้งหมดเข้าไปได้ เป็นความมืดแบบเดียวกับเหล่าอสูรกายสีดำที่ล้อมรอบตัวเธอ หน้าตาและผิวพรรค์ของเธอดูหมดจด แต่เป็นความงดงามที่แฝงด้วยความรู้สึกอันตราย
เธอคือสิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียวในบริเวณนั้นที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ ท่ามกลางคลื่นสีดำของสัตว์ประหลาด
สมาชิกในกลุ่มอะบีสเตรียมตัวเข้าสู่มหาสงครามระหว่างมนุษย์ที่มีแค่สิบสามคน ปะทะกับฝูงเงาและผู้หญิงที่หลายคนในกลุ่มอะบีสจำใบหน้านั้นได้ พวกเขาเคยเห็นเธอมาก่อน เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้
ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ขณะที่โซนาตาต่อสู้กับอีริธ สแตนด์ พลังของทั้งคู่ทำให้เกิดเรื่องผิดพลาดเป็นผลให้โซนาตาจากจักรวาลอื่นมีตัวตนขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือ… ผู้หญิงคนนี้
“โอเปรา เรียกฉันแบบนั้นก็ได้” เธอแนะนำตัวหลังจากที่พวกโซนาตาแหวกวงล้อมเข้าไปใกล้ แม้จะยังดูสงบแต่ก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารเข้มข้น
“โซนาตา ดิอาลโน ผู้นำของกลุ่มอะบีส” โซนาตาแนะนำตัวแบบเต็มยศ
“อย่างที่เห็น ฉันคือผู้ปกครองของชาโดว์พวกนี้” หญิงสาวที่ชื่อโอเปราวาดมือไปรอบ ๆ
“ชาโดว์… พวกมันคืออะไรกันแน่” นี่คือครั้งแรกที่กลุ่มอะบีสได้รู้จักชื่อเรียกแท้จริงของสัตว์ประหลาดสีดำ
“ด้านมืดยังไงล่ะ ไม่ว่าใครต่างก็มีด้านมืด ฉันมีพลังในการดึงด้านมืดเหล่านี้ออกมา” อีกฝ่ายตอบเหมือนเป็นเรื่องไม่สำคัญ
“เธอรู้ใช่ไหม เพราะชาโดว์ของเธอน่ะมนุษย์แทบจะสูญพันธุ์แล้ว” เวเนโวยวายเอาเรื่อง เธอไม่ได้เห็นตอนที่ชาโดว์โจมตีมนุษย์แต่หากเดาจากที่มนุษย์หายไป และที่มิเนอร์วาถูกชาโดว์โจมตี มันก็เดาได้ไม่ยากเลยถึงข้อสรุปสถานการณ์ตอนนี้
“เป็นเรื่องน่าเศร้า… แต่ฉันไม่มีทางเลือกนี่นา นายเองก็ต้องเข้าใจดีสิ” โอเปราเอียงคอมองโซนาตา
“เข้าใจอะไร” คราวนี้เป็นอลินาที่แทรกขึ้น
“อย่ามาทำเป็นตีหน้าซื่อเลย” โอเปราชี้ไปที่ชายผู้ที่เธอกำลังกล่าวหา “นายน่ะดูดกลืนหมอนั่นไปแล้วไม่ใช่เหรอ”
“หมายถึง… แรปโซดีเหรอครับ” เซเลนอสนึกถึงศัตรูที่เคยฆ่าตนเองมาแล้วครั้งหนึ่ง
“ฉันก็ไม่เข้าใจหรอกนะว่าใครเป็นคนกำหนดกติกานี้ แต่ดูเหมือนพวกเรามีชะตาที่ต้องฆ่าแกงกัน นายไม่รู้สึกแบบนั้นเหรอ” โอเปราฉีกยิ้ม น้ำเสียงและแววตาของเธอแฝงด้วยความกลัวและความบ้าคลั่งพร้อมกัน
หลายคนในนั้นยังตามไม่ทัน
“นี่มันอะไรน่ะ ใครกัน” เวเนสะกิดถามเจเนวีฟ
“ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่ดูเหมือนนั่นคือท่านโซนาตาในอีกจักรวาลหนึ่ง”
“ร่างผู้หญิงงั้นเหรอ” เวเนอ้าปากหวอ สายตามองไปที่หน้าอกของเจเนวีฟ เคลื่อนไปที่หน้าอกของโอเปรา และก็เงียบลงไป ตั้งสติจับจ้องมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างใจระทึก
“เราลากพวกนั้นข้ามผ่านช่วงเวลาตอนที่สะบัดทิ้ง ยายนี่คงมาถึงยุคนี้ก่อนเรา แล้วทำให้โลกกลายเป็นแบบนี้” เคสเทรลสรุปอีกครั้งให้เวเนตามทัน
“ไม่ต้องห่วง มนุษย์ยังไม่ถูกทำลายจนหมดหรอก ยังมีพวกที่เหลือรอด” โอเปรายิ้มเยาะ “แต่เรื่องพรรค์นั้นมันก็ไม่เกี่ยวกับนายแล้วล่ะนะ เพราะพวกนายน่ะคงจบสิ้นในวันนี้นี่แหละ”
“ฉันไม่เห็นประโยชน์ที่พวกเราต้องมาสู้กันเลย” โซนาตาพยายามเจรจาแม้จะสังหรณ์ว่าไร้ประโยชน์ เขารู้สึกถึงพลังลึกลับที่รุนแรงในตัวของโอเปรา ตอนที่ปะทะกับแรปโซดีเขาก็รู้สึกแบบเดียวกัน…
…ถ้าไม่กำจัดอีกฝ่าย ก็จะเป็นฝ่ายที่ถูกกำจัด…
“ไม่เข้าใจแล้วจะยังเสียเวลาพยายามผูกมิตร นั่นก็ทางเลือกของนาย แต่ฉันไม่ยอมรอเป็นฝ่ายถูกฆ่าหรอกนะ”
โซนาตาสัมผัสได้ว่าน้ำเสียงนั้นแฝงความหวาดกลัวสุดขีด โอเปรากลัวบางอย่างและอาจจะรวมถึงตัวโซนาตา เขาอยากเจรจาต่ออีกสักนิดแต่อีกฝ่ายไม่รอ เธอส่งสัญญาณให้กับพวกชาโดว์ที่อยู่รอบ ๆ จากนั้นการตะลุมบอนก็เริ่มขึ้น
ท่ามกลางศัตรูนับล้าน มีชาโดว์ตัวใหญ่ปะปนอยู่ไม่น้อย ในพวกนั้นมีพวกที่แตกต่างจากตัวอื่นราวฟ้ากับดิน พวกมันทรงพลังกว่าทั้งในด้านของพลังกายและพลังพิเศษที่ซุกซ่อนอยู่
“อย่าคิดว่าไพร์มชาโดว์จะเหมือนกับชาโดว์ทั่วไปนะ”