Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 214: เรย์ ลีออน

เรย์ ลีออนในชุดเกราะ
บริเวณชุมชนแห่งหนึ่งที่ถูกปิดซ่อนไว้ด้วยเวทมนตร์ จีดัสไม่เพียงหาที่นี่พบได้ทั้งที่สภาพอากาศจัดว่าสุดเลวร้ายเพราะพายุหิมะ แต่เขายังได้เริ่มทำการติดต่อกับคนที่เหลือรอด
มันไม่ง่ายที่จะทำให้ผู้คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนไว้ใจ แต่จีดัสเป็นนักเจรจาที่ปราดเปรื่อง เขารู้วิธีการมองหาจุดอ่อนในใจของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี เขาติดสินบนพวกยามด้วยเสบียงที่กลุ่มอะบีสพกพามาอย่างเหลือเฟือ ไม่นานเกินรอแค่เสบียงและคำพูดก็นำเขาให้ได้พบกับผู้นำของที่นั่น
ชาอุล เซเลสไทน์ อดีตเจ้าชายรัชทายาทแห่งกิงคารอนที่ล่มสลายไปแล้ว ออกจะแปลกไปสักหน่อยที่ชาอุลมาตั้งค่ายทหารอยู่ในดินแดนที่ห่างไกลอย่างนอร์ธบริซาเนีย แต่จีดัสเข้าใจเหตุผลนั้น เขากำลังสะสมกำลังเพื่อหาทางรับมือกับเทพปีศาจที่จะตื่นขึ้นในอีกไม่นาน
เมื่อโซนาตามาถึง เขาก็รับไม้ต่อจากจีดัสในทันที จีดัสได้อธิบายที่มาที่ไปของกลุ่มอย่างคร่าว ๆ ไว้แล้วซึ่งทำให้งานของโซนาตาง่ายขึ้น
“ข้าคือชาอุล เซเลสไทน์ ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตรองอะไรมาก ท่านจะเรียกข้าว่าชาอุลก็ได้” อดีตรัชทายาทแนะนำตัว ทั้งสองฝ่ายตรงเข้าจับมือกันหลังจากที่โซนาตาแนะนำตัวเขาแล้ว
“ท่านจีดัสได้อธิบายแล้วว่าพวกท่านยินดีให้ความช่วยเหลือ ทั้งด้านเสบียง อาวุธและกำลังพล”
“ทหารของพวกเรามีไม่เยอะมาก แต่เรื่องอาวุธ ยุทธปัจจัย ทุกอย่างไม่ว่าจะอาหาร ยา รวมไปถึงพาหนะ พวกเราจะสนับสนุนทุกอย่างอย่างเต็มความสามารถ”
“สวรรค์โปรดพวกเราแท้ ๆ”
“รวมถึงเรื่องการจัดการกับโอเปราด้วย” อลินาพูดขึ้น
ชาอุลเมื่อได้ยินชื่อโอเปราก็ถอนหายใจ มันเป็นชื่อที่เขาจะไม่มีทางลืมอย่างเด็ดขาด ผู้หญิงคนนั้นคือสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่จนถึงจุดนี้
“ยังมีค่ายแบบนี้ที่อื่นอีกไหม” เธอถามต่อ
“เท่าที่สามารถติดต่อได้ นอกจากที่นี่ก็ยังเหลืออยู่อีกห้าแห่ง แต่มันมีสภาพไม่ต่างกัน พวกเราเหลือผู้รอดชีวิตน้อยมากเพราะชาโดว์รุกรานไปทุกหนทุกแห่ง ถึงน่าจะยังมีคนรอดอยู่ไม่น้อยแต่ก็คงไม่สามารถนับเป็นกำลังรบได้” คนสนิทของชาอุลตอบให้แทน
“จะไหวไหมนะ สงครามคราวก่อนที่รุ่นพี่โซนาตาเข้าร่วมได้กองทัพพันธมิตรจากทั่วโลกมาช่วยเลยนะ แต่ดูคนที่เหลือตอนนี้สิ” ไคเลอร์กระซิบกระซาบกับโซลิเน
“เรื่องกำลังรบก็สำคัญ แต่ยิ่งมีคนรอดมากเท่าไรการฟื้นฟูโลกหลังจากนี้ก็ยิ่งมีหวัง” โซลิเนมองในแง่ดี เธอเชื่อว่าถ้าเป็นโซนาตาเขาคงคิดหาวิธีอะไรไว้แล้ว ถ้าให้เวลาสักหน่อยเขาอาจจะสร้างโรงงานผลิตหุ่นยนต์ออกมาเป็นกำลังรบแทนเลยก็ได้
“มีอีกเรื่องที่พวกเราอยากรู้ เรื่องของผู้กล้าคนนั้น” โซนาตาไม่ได้พูดขึ้นมาเฉย ๆ ในประวัติศาสตร์ก่อนการแทรกแซง ชาอุลผู้นี้เป็นหนึ่งในผู้มีสัมพันธ์อันดีกับเป้าหมายของเขา
“ท่านคงหมายถึงเรื่องของเรย์ ลีออนและสหายสินะ ถ้าเป็นเรื่องของพวกเขา ทุกคนที่นี่ต่างก็รู้กันเป็นอย่างดี”
โซนาตารู้สึกโล่งใจ ประวัติศาสตร์อาจจะผิดเพี้ยนไปแต่อย่างน้อยเรย์ก็ยังมีตัวตนอยู่
“ถ้าเช่นนั้น ขอข้าเริ่มเล่าเรื่องราวของเขาตั้งแต่เริ่มเลยก็แล้วกัน”
หมู่บ้านสตาร์โรว์หมู่บ้านเล็ก ๆ ในอาณาจักรโซดาเรีย เมื่อราวสองปีก่อนหน้านี้ เรื่องราวของเรย์ ลีออนเริ่มที่นั่น
เรย์ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ผมเส้นเล็กสะท้อนแสงเป็นสีทอง ดวงตาสีเดียวกับเส้นผมมักจะเป็นประกายอยู่เสมอ เขาคือชายหนุ่มหน้าตาดีที่ไม่เคยใช้เสน่ห์ของตัวเองให้เป็นประโยชน์ เกินกว่าครึ่งชีวิตของเขาหมดไปกับการหมกตัวอยู่ที่ก้นครัว
จากเด็กล้างจาน พนักงานเสิร์ฟ คนซื้อของที่ตลาด เรย์ทำมาแล้วหมดทุกอย่างจนวันหนึ่งเขาก็มีโอกาสได้ทำอาหารจานแรก มันกลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเขา
เรย์รักการทำอาหาร เขามีความสุขทุกครั้งที่ได้คิดเมนูใหม่ ๆ หัวใจถูกเติมเต็มเมื่อใดก็ตามที่รู้ว่าลูกค้าโปรดปรานอาหารของเขา และกว่าที่จะรู้ตัว เขาก็ไม่ใช่แค่ผู้ช่วยอีกแล้ว แต่กลายเป็นพ่อครัวอย่างเต็มตัว
สะบัดกระทะ แล่เนื้อ หั่นผัก ควบคุมเตา ปรุงรสด้วยสารพัดวัตถุดิบที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี เรย์เติบโตขึ้นทุกวัน ในร้านเล็ก ๆ ของหมู่บ้านที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าเขาห่างไกลความเจริญ
เรย์มีความสุขกับสิ่งที่เขาเป็น แต่การเป็นพ่อครัวในหมู่บ้านสตาร์โรว์ยังไม่สามารถตอบสนองความฝันของเขาได้ เขาอยากเก่งขึ้น อยากออกผจญภัยสู่โลกกว้างเพื่อทำความรู้จักกับอาหารให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเมื่อใดที่มีเงินเก็บพอ เรย์ก็ฝันว่าเขาจะเปิดร้านเล็ก ๆ ของตัวเอง
สำหรับคนที่เกือบจะมีแต่ตัวอย่างเรย์ มันเป็นความฝันที่ดูเกินตัวไปสักนิด แต่เรย์มีข้อดีตรงความอดทน เขาเก็บหอมรอมริบทีละเล็กทีละน้อยเพื่อเป็นทุนในการเดินทาง เรย์มองในแง่ดีว่าถึงจะเงินหมดระหว่างเดินทางก็ไม่มีปัญหา เขามีทักษะอยู่บ้างแล้วและก็เป็นคนไม่เกี่ยงงานหนัก หากทำงานไปเรื่อย ๆ ระหว่างเดินทาง นอกจากจะมีทุนในการเดินทางต่อ เขาก็ยังจะได้ประสบการณ์เพิ่มด้วย
วาดฝันเสียยาวไกล เรย์ตั้งใจแวะเมืองหลวงของอาณาจักรโซดาเรียเพื่อซื้อข้าวของที่จำเป็น ถ้าหางานได้ก็ว่าจะเก็บประสบการณ์ในร้านใหญ่สักครึ่งปี จากนั้นก็ซื้อตั๋วโดยสารเพื่อเดินทางไปเอเทเซียหรือไม่ก็ประเทศที่ค่าโดยสารไม่แพงไปกว่ากันนัก
ความฝันของเรย์สะดุดตั้งแต่ก้าวแรกที่ย่างเท้าออกจากหมู่บ้าน ไม่ต้องพูดถึงเมืองหลวงหรือการออกจากเกาะโซดาเรีย เขาหลงป่าตั้งแต่เริ่ม
เรย์รู้ตัวช้าไป เขาเติบโตในหมู่บ้านที่ถูกโอบล้อมไปด้วยป่าแต่เขาไม่มีความเป็นชาวป่าสักนิด ไม่ใช่แค่แทบไม่เคยออกจากหมู่บ้าน สถานที่เพียงสองแห่งที่เรย์เข้าออกเป็นประจำมีเพียงบ้าน มรดกชิ้นเดียวที่พ่อของเขาเหลือไว้ให้ กับร้านอาหารที่เขาเป็นลูกจ้างทำงานทุกอย่าง
ไม่รู้ว่าเรย์ไปเอาความมั่นใจว่าตัวเองจะเดินทางไกลเพียงลำพังได้มาจากไหน แต่ตอนหลงทาง เขาก็คิดว่ากลับตัวไม่ทันแล้ว หลงแล้วก็ต้องไปต่อ เรื่องราวของเขายิ่งยุ่งเหยิงเข้าไปใหญ่เมื่อเขาได้พบกับทหารที่บาดเจ็บ แถมทหารเจ้ากรรมดันส่งของบางอย่างมาให้
“ข้าคงไม่รอดแล้ว… เอาสิ่งนี้ไป มอบให้กับราชา… อย่าให้พวกโจรป่าได้มันไป…” ทหารที่ใกล้ตายส่งกล่องไม้มาให้ เรย์รับมันมาโดยไม่ได้เฉลียวใจว่ามันจะนำภัยมาสู่เขา
“ลูกแก้วอัคคี” อลินาพึมพำ ถึงชาอุลจะยังไม่ได้เล่าว่าอะไรอยู่ในกล่องไม้ แต่อลินาก็รู้เรื่องนั้นแล้ว
“ใช่แล้ว… เรย์ได้พบกับลูกแก้วที่นั่น และมันทำให้เขาได้พบกับพรรคพวกคนแรกด้วย”
พ่อครัวฝึกหัดปะทะกับโจรป่าที่ไม่ได้มาแค่คนเดียว มันเกือบจะกลายเป็นวันสุดท้ายของเรย์ไปแล้ว ท่ามกลางความสิ้นหวังเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“มีกันตั้งหลายคน รุมคน ๆ เดียว ไม่คิดว่ามันทุเรศไปหน่อยหรือ”
ผมสีเทาเข้มจนเกือบดำ รูปร่าง ความสูง และอายุไล่เลี่ยกับเรย์ ชายผู้มาใหม่สวมเสื้อกั๊กสีน้ำตาลทับกับชุดสีขาว เขาพกดาบเล่มโตที่ใหญ่ผิดปกติมาด้วย ดูจากลักษณะแล้ว ถ้าไม่ใช่นักผจญภัยก็คงเป็นนักรบอย่างแน่นอน
“ลาโตร ผู้ที่สักวันจะเป็นจอมดาบคนที่หก” เขาแนะนำตัวด้วยเป็นประโยคที่มักจะพูดติดปาก
ลาโตรผู้นี้คือสหายคนแรกของเรย์ เขาคือนักดาบผู้เชื่อมั่นในตนเองจนถึงขีดสุด ลาโตรไม่เคยสงสัยในอัจฉริยภาพของตนเองเลยแม้แต่เศษเสี้ยว แม้ว่าอาจจะมีแค่เขาคนเดียวในโลกที่เชื่อแบบนั้น
เรย์ได้พบกับลาโตรขณะที่ตนกำลังเข้าตาจน เขาไม่คิดว่าการที่เข้าไปช่วยเหลือทหารโซดาเรียและรับลูกแก้วอัคคีมาจะทำให้ตกเป็นเป้าหมายของพวกกลุ่มโจร ก่อนที่เรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้น การปรากฏตัวของลาโตรก็หยุดทุกอย่างไว้ พวกโจรถูกพลังความเชื่อมั่นที่ล้นทะลักของลาโตรหลอกเข้าเต็มเปา แต่ละคนคิดไปเองว่าชายที่มั่นใจตัวเองขนาดนั้นย่อมต้องมีดีอะไรสักอย่าง
พวกเขาไม่รู้เลยว่าลาโตรฝีมือไม่ได้ดีเด่นไปกว่าเรย์ที่เป็นแค่พ่อครัวฝึกหัด หากพวกโจรไม่ใจฝ่อไปเอง บางทีเรย์และลาโตรอาจจะสิ้นชื่อตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
แล้วสองหนุ่มผู้หลงทางก็หันมาจับมือกัน เป้าหมายแรกของทั้งคู่คือเมืองหลวงของโซดาเรีย
เรย์และลาโตรสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว ลาโตรอาจจะเพี้ยนและประเมินตัวเองสูงจนน่าตกใจ แต่เขาก็เป็นคนดี อย่างน้อยก็ไม่ใช่ทุกคนที่กล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อช่วยคนอื่นแบบเขา นั่นทำให้เรย์นับถือน้ำใจของเขาตั้งแต่ตอนนั้น
มีเรื่องราวเกิดขึ้นอีกเล็กน้อยระหว่างทาง เรย์และลาโตรพบกับกลุ่มโจรกลุ่มเดิมที่เมืองหลวงและเกือบจะกลายเป็นการนองเลือด ในตอนนั้นเองที่กล่องไม้ที่เรย์ถืออยู่ได้ส่องแสง ลูกแก้วอัคคีมีปฏิกิริยากับเขา
ภารกิจส่งมอบลูกแก้วควรจะจบลงในตอนที่เรย์และลาโตรถูกเรียกให้เข้าเฝ้ากษัตริย์แห่งโซดาเรีย เรย์หลงโล่งใจที่งานที่ถูกยัดเยียดให้พ้นไปจากความรับผิดชอบ แต่เขาคิดผิด
“พวกเจ้าสองคนชื่ออะไร เล่าเรื่องของพวกเจ้ามาสิ” กษัตริย์ชราตรัสถามทั้งคู่
“ข้าพระองค์ชื่อ ลาโตร เป็นลูกชาวบ้านทั่วไปไม่มีสกุล เป็นนักเดินทางพ่ะย่ะค่ะ”
“ส่วนข้าพระองค์ชื่อ เรย์ ลีออน ตั้งใจออกเดินทางเพื่อเรียนรู้วิธีทำอาหารของชาติต่าง ๆ แต่เพราะความบังเอิญจึงทำให้ต้องรับหน้าที่นำลูกแก้วนี้… มาส่งให้พ่ะย่ะค่ะ”
“ลีออน!? พ่อแม่เจ้า ไม่สิ ต้นตระกูลของเจ้าคือใคร”
นั่นคือจุดชี้ชะตาของเรย์ เขาไม่ทราบคำตอบที่ชัดเจน รู้ก็เพียงแค่ตระกูลของตนเคยเป็นขุนนางของประเทศเชสนา พอบอกเรื่องนั้นออกไปกษัตริย์มัลการ์ก็ด่วนสรุปเอาเอง
“ไม่ผิดแน่… ไม่ผิดแน่ มนุษยชาติยังไม่ไร้ซึ่งความหวัง”
เรื่องของเรื่องคือกษัตริย์แห่งโซดาเรียผู้นี้เชื่อว่าสายเลือดของเรย์มีความเกี่ยวข้องกับเทพเจ้า เรย์พยายามปฏิเสธเสียงแข็ง เขารู้ว่าถ้าถูกมองว่ามีสายเลือดเทพ ชีวิตของเขาคงไม่เหมือนเดิมแน่นอน ความหวังที่จะกลายเป็นพ่อครัวมีหวังได้ดับวูบไปเป็นแน่
แต่หลักฐานมันคาตา กษัตริย์มัลการ์ได้ทำการทดสอบด้วยการนำลูกแก้วอัคคีมาสัมผัสกับเรย์ และมันก็ส่องสว่างเหมือนกับรายงานที่ได้มาก่อนหน้านั้น
ตั้งแต่ยุคสมัยของซีวี เป็นที่รู้กันดีว่าลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ทั้งหกจะตอบสนองต่อผู้ที่มีสายเลือดของเอลเลนนอสอย่างเข้มข้น การที่ลูกแก้วอัคคีส่องสว่างในมือของเรย์มันคือหลักฐานอย่างดีว่าเขามีมีสายเลือดของเทพอย่างแน่นอน
ถูกทหารขอร้องแกมบังคับให้มาส่งลูกแก้วไม่พอ กษัตริย์แห่งโซดาเรียยังยัดเยียดหน้าที่ในการกอบกู้โลกจากเทพปีศาจให้เรย์อีกด้วย เขาไม่สนใจว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะมีความฝันแบบไหน เมื่อตัดสินใจไปแล้ว คนหัวรั้นแบบมัลการ์ก็ไม่ยอมให้ใครมาขัดใจเขาได้
“ข้าจะเขียนจดหมายแนะนำตัวให้ จงนำมันไปให้กับซิกมา เจ แองกัซ หัวหน้าอัศวินแห่งอัลกราด เขาจะสอนวิชาต่อสู้ให้กับพวกเจ้าเอง”
เรย์แทบจะร้องไห้ออกมา สำหรับเขามันเหมือนกับการทำคุณบูชาโทษ ทั้งที่เสี่ยงชีวิตเอาของสำคัญอย่างหนึ่งในหกลูกแก้วศักดิ์สิทธ์มาส่งมอบให้ แต่ตนกลับถูกโทษทัณฑ์ให้ต้องไปฝึกฝนอะไรก็ไม่รู้
…ข้าคือพ่อครัวนะ มีดก็เรื่องหนึ่ง แต่ข้าใช้ดาบเป็นที่ไหนกัน…
แต่เสียงกรีดร้องในใจของเขาไม่สามารถส่งไปถึงใครได้เลย แม้แต่ลาโตรที่มาด้วยกันก็กลายเป็นตื่นเต้นไปแทนเสียแล้ว ช่างหักหลังกันได้ลงคอ