Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 215: การต่อสู้ในงานเทศกาล

จอมดาบซิกมา
“ซิกมา เจ แองกัซ” โซนาตาพูดชื่อเพื่อนเก่าของกษัตริย์ขึ้นมา
“ใช่แล้ว ซิกมาผู้นั้นนั่นแหละ หนึ่งในห้าจอมดาบของยุคเรา ท่านมัลการ์ให้เรย์นำจดหมายไปส่งให้กับเขา เนื้อความคือขอให้ท่านซิกมาช่วยฝึกปรือเรย์ให้พร้อมสำหรับการเป็นผู้กอบกู้โลก”
“จอมดาบมีแค่ห้าคนในยุคนี้ แสดงว่าต้องแข็งแกร่งอย่างแน่นอน” ดีวานพูดขึ้นอย่างนึกสนใจ รู้สึกคันไม้คันมืออยากขอประลองดาบด้วยชอบกล
“ถ้าได้คนระดับนี้มาเป็นพวกก็ดีสิครับ” เซเลนอสกล่าวด้วยสีหน้าเหมือนกำลังคิดแผนร้ายบางประการอยู่
“เฮอะ แก่แล้วไม่ใช่เรอะ ที่สำคัญเป็นผู้ชายด้วย” กาเรนส่ายหน้าไม่เห็นด้วย นโยบายของเขาชัดเจนเสมอ ใครก็ได้ขอแค่เป็นสาวสวยก็พอ
ช่วงเวลาที่เรย์เดินทางไปถึงเป็นช่วงเวลาของงานเทศกาลของอัลกราดพอดี เมืองศักดิ์สิทธิ์ในยุคนี้แตกต่างจากอัลกราดที่โซนาตาเคยเห็น มันไม่ได้ทรุดโทรมลงสืบเนื่องจากสงครามกับพวกเรวาเรนท์ ที่นี่คือเมืองศูนย์กลางแห่งศาสนาที่สว่างไสวทั้งวันทั้งคืน
อัลกราดอยู่ได้ด้วยเงินสนับสนุน ทั้งจากสาวกผู้ศรัทธาในศาสนา ทั้งจากเงินสนับสนุนของอาณาจักรทั้งหลายที่นับถือศาสนาเดียวกัน และนอกจากนั้นในแต่ละปีเมืองที่เงียบสงบนี้จะมีงานสังสรรค์ปีละครั้ง
ซุ้มของร้านค้านับพันร้านถูกตั้งขึ้นบนลานกว้างกลางเมือง เวทีของกิจกรรมต่าง ๆ ก็ถูกสร้างขึ้นเช่นกัน เรย์ที่กำลังเศร้าซึมจากการถูกบังคับใจชื้นขึ้นหลังจากที่เขาและลาโตรได้มาปรับอารมณ์กันในงานนี้
เรย์ไปสะดุดตากับงานแข่งขันกินอาหารซึ่งมีรางวัลที่เขาอยากได้ ส่วนลาโตรก็เจองานแข่งที่เขาสนใจเช่นกัน พวกเขาแยกย้ายกันชั่วคราว ใครก็คงไม่คิดหรอกว่าช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น มันจะเกิดเรื่องขึ้น
ผู้เข้าแข่งทยอยยอมแพ้ไปทีละคน ไม่นานนักก็เหลือเพียงแค่เรย์กับชายแก่ ต่างคนต่างไม่ยอมแพ้เพราะหมายตารางวัลใหญ่ชิ้นเดียวกัน ก่อนที่จะรู้ผล เสียงระเบิดก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังของเวที
ผู้บุกรุกปรากฏตัวขึ้น
เขาตั้งใจจะแย่งของรางวัลไปอย่างหน้าตาเฉย แน่นอนว่าเรย์และชายแก่ไม่ยอมให้ใครมาชุบมือเปิบไปได้ง่าย ๆ การต่อสู้ระหว่าง เรย์ ชายแก่ และผู้บุกรุกเริ่มขึ้น
เรย์เพิ่งรู้ตัวว่าชายแก่ที่แข่งขันกับตนคือซิกมาที่เขาต้องมาพบนั่นเอง
ส่วนโจรขโมยของรางวัลก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เกี่ยวกับตัวเรย์ เขาคือเวิร์น ลีออนผู้มีชื่อเสียงอันเลวร้าย…
“เวิร์น ลีออน เขาคืออัศวันมังกรอีกคนในยุคนี้ และเป็นหนึ่งในคู่ปรับคนสำคัญที่สุดของเรย์” ชาอุลอธิบายเพิ่ม
ซีวีนึกถึงอีกชายอีกคนที่อยู่ในยุคเดียวกับเธอ รูเชห์ ลีออนคือโจรสลัดชื่อดังแห่งกลุ่มโจรสลัดบูลดรากอน อดอว์ตเตเคยเล่าให้เธอฟังว่าเขาแข็งแกร่งใกล้เคียงกับรีสเลย์
ถ้ายุคก่อนหน้านี้ มังกรไฟและมังกรน้ำคือคู่ปรับ แต่ยุคนี้คงเป็นมังกรสายฟ้าและมังกรน้ำแข็ง
แตกต่างจากเรย์ที่เติบโตมาในหมู่บ้านสตาร์โรว์ที่สงบสุข เวิร์นเติบโตมากับพวกโจรสลัด ชีวิตของเขามีแต่การเข่นฆ่า ปล้นชิง และหักหลัง ลำพังแค่ประสบการณ์ที่ผ่านมาของทั้งคู่ก็ต่างกันลิบลับแล้ว แต่มันยังไม่ใช่จุดได้เปรียบทั้งหมดของเวิร์นในประสบการณ์การต่อสู้
ดาบมังกร เกราะแห่งซิลเวอร์ หมวกแห่งซิลเวอร์ โล่แห่งซิลเวอร์ และรองเท้าแห่งซิลเวอร์ อุปกรณ์ทุกชนิดที่เวิร์นมีต่างก็เป็นอุปกรณ์ระดับตำนาน เมื่อรวมเข้ากับถุงมือเกราะของรางวัลที่เขาเพิ่งแย่งชิงไปสด ๆ ร้อน ๆ ความแตกต่างระหว่างเรย์กับเวิร์นประหนึ่งพญาเหยี่ยวกับลูกเจี๊ยบที่ยังไม่เคยหัดบิน
ความวิบัติเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น แขกไม่ได้รับเชิญมีมาเพิ่มอีกหนึ่ง โอเปราก็อยู่ที่นั่นด้วย
“นี่สินะ จุดเริ่มต้นของการแทรกแซง”
โซนาตาจำเรื่องราวที่อ่านจากหนังสือได้อย่างชัดเจน เรื่องเล่าของชาอุลจนถึงตรงนี้อาจมีรายละเอียดแตกต่างไปบ้างแต่โดยรวมแล้วก็ยังไม่หลุดออกจากเค้าโครงเดิมที่เขารู้มา จนกระทั่งมีโอเปรานี่แหละ
ไม่มีใครรู้เจตนาที่แท้จริงของโอเปรา บางทีเธออาจกำลังจับตาดูจอมดาบอย่างซิกมา หรือชายที่ร้ายกาจไม่ต่างกันอย่างเวิร์น หรือแค่เพียงเธอบังเอิญไปอยู่ตรงนั้น
เรย์เป็นคนเดียวในนั้นที่รู้สึกว่าตนอยู่ผิดที่ผิดทาง ถึงจะถูกกล่อมให้เชื่อว่าตนอาจจะมีสายเลือดของเทพแห่งความกล้าหาญ และมีหน้าที่ต่อสู้เพื่อคนอื่น แต่ความจริงก็คือ สิ่งเดียวที่เขามั่นใจในตอนเผชิญหน้ากับโอเปรา มันคือทักษะการทำอาหารเท่านั้น หากต้องยืนอยู่เบื้องหน้าเตาร้อน ๆ วัตถุดิบ และลูกค้า เขาพอจะมั่นใจได้มากกว่าเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีประสบการณ์ต่อสู้และพลังยิ่งใหญ่
“โอเปรา เรียกฉันแบบนั้นก็ได้” เธอแนะนำตัวด้วยประโยคเดียวกับที่พูดกับพวกโซนาตา
ขณะที่ทั้งเรย์ ซิกมา และเวิร์นต่างก็กำลังประหลาดใจ โอเปราก็เริ่มลงมือโจมตี กรงเล็บสีดำของเธอพุ่งเข้าใส่ทั้งเวิร์นและซิกมาที่อยู่ใกล้กว่า
ซิกมาและเวิร์นกระโดดหนีไปได้อย่างเฉียดฉิว เรย์เห็นแล้ว เขาเสียวสันหลังวาบ การโจมตีนี้หากมันเล็งมาที่เขา ผลลัพธ์อาจจะหมายถึงชีวิตเขาเลยก็ได้
“ผู้หญิงคนนี้ เป็นพวกเดียวกับพวกแกเหรอ” เวิร์นถามด้วยความฉงนใจ
ไม่ใช่แค่กรงเล็บสีดำ เขามองเห็นความมืดขยายตัวออกจากร่างของโอเปราด้วยตาเปล่า
“ใช่ที่ไหนล่ะ ไม่เห็นเหรอว่าข้าก็โดนไปด้วย” ตาแก่ซิกมาตอบกลับ เขาหันไปมองทางเรย์ เจ้าหนุ่มผมทองส่ายหน้ากลับมา เขาเองก็ไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้
…ใครกันเนี่ย… ทั้งสามคิดในใจเหมือนกัน
ประสบการณ์บอกเวิร์นว่าผู้หญิงปริศนาคนนี้เป็นตัวยุ่งยาก การสู้กับหล่อนอาจจะยืดเยื้อยิ่งกว่าการสู้กับซิกมาเสียด้วยซ้ำ เขาไม่มีเวลาสำหรับเรื่องแบบนั้น ยิ่งโอ้เอ้อยู่แถวนี้พวกทหารก็คงยิ่งมาสมทบ ถ่วงเวลาเขาให้เดินทางออกจากที่นี่ได้ช้าลง
คิดได้แบบนั้น เวิร์นก็ฉวยเกราะมือที่ตั้งใจมาแย่ง และทิ้งการต่อสู้ที่ทำท่าจะวุ่นวายไปหน้าตาเฉย
ลาโตรวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในลานกว้าง เขาเห็นทหารและเจ้าหน้าที่มากมายที่ล้มอยู่ก็เดาได้เกิดเรื่องขึ้นแล้ว ยิ่งความมืดของโอเปราส่งผลถึงทุกคนในบริเวณนั้น พวกทหาร ชาวบ้านชาวเมือง ต่างคนต่างก็ล้มลงไปเพราะไม่สามารถทนต่อแรงกดดัน ที่ยังเหลืออยู่ตรงนั้นจึงมีแค่เขา ซิกมาและเรย์สามคน
“ลาโตรไม่ได้ล้มลงไปด้วย” เรย์ตกใจเรื่องที่เพื่อนใหม่ดูสบายดี ยิ่งกว่าเรื่องที่โอเปราปล่อยคลื่นความมืดออกมาซะอีก
“ปากเสีย เจ้ายังไม่ล้มจะให้ข้าล้มได้ยัง…” ปากดีได้ไม่เท่าไร ลาโตรก็เริ่มเซไปเซมา
“พวกเจ้าสองคนแววดีไม่เลวนี่” ตาแก่ซิกมาหัวเราะแบบเครียด ๆ ดวงตาของเขายังจับจ้องโอเปราแบบตาแทบไม่กะพริบ
หญิงสาวในชุดสีดำพุ่งเข้าใส่ซิกมา สองฝ่ายแลกการโจมตีกันอย่างดุเดือด เธอใช้เล็บที่ยื่นยาวขึ้นปัดป้องดาบทั้งสองเล่มของซิกมา ในขณะที่ฉวยโอกาสเล่นงานผู้คนที่ล้มอยู่เพื่อเพิ่มจำนวนชาโดว์
แม้จะถูกกลุ่มอะบีสปรามาสว่าเป็นตัวตนที่ด้อยกว่าของโซนาตา แต่เธอก็แข็งแกร่งพอฟัดพอเหวี่ยงกับซิกมาที่เป็นถึงจอมดาบ
“เฮ้ย มีเงาออกมาจากคน” ลาโตรพยายามนิ่งที่สุดแล้ว แต่ภาพของเงาที่ผุดออกมาจากร่างคนที่ล้มไปแล้วทำให้เขาเกือบสติแตก
ซิกมาโหมโจมตีหนักขึ้น เขาเลี่ยงไม่เล่นงานพวกชาโดว์โดยตรง เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าของเงาหากว่ามันถูกจัดการไป แต่โอเปราไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะรับมือโดยการตัดสินใจครึ่ง ๆ กลาง ๆ ได้ ยิ่งมัวแต่พะว้าพะวังโอเปราก็มีแต่ยิ่งได้เปรียบ
แล้วโอเปราก็มองเห็นจังหวะนั้น ขณะที่ให้ชาโดว์โอบล้อมซิกมาไว้ เธอก็เข้าใกล้เรย์และลาโตรที่เกือบจะไร้การป้องกัน มือหนึ่งยื่นเข้าไปจนใกล้เรย์ในขณะที่อีกมือก็อยู่ในระยะที่คว้าถึงลาโตร เธอใช้พลังบางอย่างกับทั้งคู่และลากเงาสีดำสองเงาติดมือมาด้วย
เงาของทั้งคู่ไม่แตกต่างจากร่างเดิมของพวกเขานัก โอเปราคิดว่ามันอ่อนแอกว่าเงาของทหารอัลกราดที่เธอดึงออกมาก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ
“อ่อนแอจริง”
โอเปราไม่ได้รู้สึกผิดหวังมากมาย ส่วนหนึ่งเพราะเธอไม่ได้คาดหวังตั้งแต่แรก เธอแค่ต้องการพิสูจน์ให้รู้ชัดว่าทำไมสัญชาตญาณของเธอจึงบอกว่าชาโดว์ของสองคนนี้อาจจะน่าสนใจ
ซิกมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก ถึงจะยังไม่รู้ผลว่าอะไรจะเกิดกับเจ้าของร่างแต่เขาก็จำเป็นต้องหยุดเงาเหล่านี้ก่อนที่ความเสียหายจะเกินควบคุม
เมื่อเลิกยั้งมือ เพลงดาบของชายแก่ก็กลับมาน่าสะพรึงกลัวเหมือนที่เคยเป็น โดยใช้เวลาเพียงแค่อึดใจเท่านั้นซิกมาสามารถปราบชาโดว์ทุกตนอย่างราบคาบซึ่งรวมไปถึงชาโดว์ที่มาจากเรย์และลาโตรด้วย
สองหนุ่มกระเด็นและล้มลง ทั้งที่ไม่ได้โดนอะไรเลย แต่เรย์และลาโตรกลับมีแผลแบบเดียวกับชาโดว์ของเขา
โชคยังดีที่แผลที่เกิดดูหนักหนาน้อยกว่าที่ชาโดว์ได้รับหลายเท่า ทั้งคู่เจ็บหนักแต่ก็รอดมาได้
…ตราบใดที่ไม่ถึงฆาตก็ยังรักษาได้…
ซิกมาคิดแบบนั้น เขาแค่ต้องกะแรงให้พอดี มันต้องรุนแรงพอที่จะทำลายชาโดว์ได้ แต่ไม่มากเกินไปจนทำให้เจ้าของร่างเสียชีวิตตามไปด้วย
ผลของการโจมตีเมื่อครู่คือมีผู้รับบาดเจ็บมากมาย แต่ก็ไม่มีใครตายแม้แต่คนเดียว
“อดทนไว้ก่อน อัลกราดมีนักบวชและพาลาดินเต็มไปหมด เดี๋ยวก็มีคนมารักษาให้” ชายแก่ตะโกนบอกผู้บาดเจ็บซึ่งมีเรย์และลาโตรอยู่ในนั้นด้วย
โอเปรากลายเป็นฝ่ายที่ต้องกลับมากังวล ซิกมาอันตรายกว่าที่เธอประเมินเอาไว้ ส่วนการดึงชาโดว์ก็มีเงื่อนไขของมันอยู่
ข้อแรกสุดโอเปราไม่สามารถดึงชาโดว์จากคนที่เพิ่งเสียชาโดว์ไป อย่างน้อยที่สุดก็ต้องรอจนกว่าคนเหล่านี้จะกลับมามีสติอีกครั้ง
ข้อที่สอง มันไม่ง่ายที่จะดึงชาโดว์จากคนที่แข็งแกร่งอย่างซิกมา ทั้งกำลังใจที่เหนือมนุษย์ ทั้งโอกาสในการเข้าประชิดที่ยากกว่า เธอนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะดึงชาโดว์จากซิกมาได้อย่างไรถ้าไม่เล่นงานเขาให้เจ็บหนักก่อน
“นี่ข้าคงใจร้อนไปสินะ”
“พึมพำอะไรของเจ้า”
“เอาเถอะเวลายังมีอีกมาก” หญิงสาวแสยะยิ้ม
ซิกมามองออกว่าโอเปรากำลังจะหนี เขากระโจนเข้าใส่พร้อมกับวาดดาบคู่ใส่ร่างของเธอ ซิกมาไม่ใช่คนเหี้ยมโหด เขาไม่เคยทำแบบนี้กับหญิงสาวที่ไหนมาก่อน แต่เขาแน่ใจว่าตัดสินใจถูกต้อง ผู้หญิงคนนี้อันตรายถึงขีดสุด
โอเปราตกใจเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะปล่อยรังสีฆ่าฟันขนาดนั้น แต่มันก็แค่ชั่วพริบตาเดียวที่เธอมัวตกใจอยู่ ก่อนที่ดาบจะถึงตัวของเธอ ริมฝีปากบางกระตุกยิ้ม
โอเปราไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว ร่างที่ถูกฟันเป็นชิ้น เป็นเพียงชาโดว์ตนหนึ่งที่ถูกนำมาแทนที่
โอเปราหนีไปได้