Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 218: แอนทิสตา

แอนทิสตา จอมเวทสายอัญเชิญ
หลังจากความพ่ายแพ้กับศัตรูที่เธอมองว่าต่ำชั้นกว่า โอเปราก็ตระหนักได้ว่าเธอประเมินผู้คนในโลกนี้ต่ำจนเกินไป เดิมทีการเอาชนะทั้งโลกโดยมีดาร์คเนสคอร์เพียงแค่ชิ้นเดียวมันเป็นความคิดที่ตื้นเขิน
เธอจำเป็นต้องมีมันเพิ่ม
โอเปรารู้วิธีสร้างมัน เดิมทีในโลกที่เธอจากมา เธอก็เคยสร้างสิ่งนี้ขึ้นมามากมาย เธอเคยย้อมโลกทั้งโลกให้กลายเป็นสีดำด้วยสิ่งนี้มาแล้ว
“ปัญหาคือวัตถุดิบ” โอเปราหันไปบอกกับเบตา เบตาพยักหน้ารับ ดูเหมือนว่ามันจะเข้าใจสิ่งที่เธอพูด
“ออกเดินทางเพื่อหาวัตถุดิบมาสร้างดาร์คเนสคอร์ ในขณะที่สร้างชาโดว์เพิ่มขึ้นไปด้วยระหว่างทาง”
คิดได้ดังนั้น โอเปราเคลื่อนไหวในทันที เป้าหมายแรกของเธอคือมุ่งลงใต้สู่หมู่เกาะไซทาเลียที่อยู่ใกล้กับเกาะนีมอสที่สุด เธอคิดจะก่อสงครามขึ้นที่นั่น
“โซลคริสตัล” โซนาตาแทรกระหว่างเรื่องเล่าของชาอุล
“ในโลกเดิมของโอเปราก็คงมีโซลคริสตัล เธอคงมีวิธีเปลี่ยนมันเป็นดาร์คเนสคอร์ได้” อลินาให้ข้อมูลเพิ่มเติม “ถ้าจำไม่ผิดจีดัสเคยเล่าให้ฟังว่าซีนมีโซลคริสตัลอยู่ แต่มันมีปริมาณน้อยจนไม่สามารถทำเหมืองเพื่อขุดมันโดยเฉพาะได้”
“ถ้าดาร์คเนสคอร์สร้างจากมันก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เท่ากับว่ามันเป็นการจำกัดปริมาณของไพร์มเอาไว้” ดีวานพยายามมองในแง่ดี
โซนาตาคิดว่ามันเป็นแง่ดีจนเกินไป แม้ปริมาณจะเล็กน้อยจนไม่คุ้มที่จะขุดหาแต่มันไม่ได้หมายความว่าจะน้อยจนหาไม่ได้เลย ไพรม์แค่ไม่กี่ตัวก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ได้แล้ว
ชาอุลเล่าเรื่องต่อส่วนหนึ่งคือการผจญภัยของเรย์ และอีกส่วนคือคดีร้ายแรงที่โอเปราก่อขึ้น
ด้านของเรย์ เนื้อหานั้นไม่แตกต่างจากหนังสือที่โซนาตาได้อ่านมา ซิกมาพาเขาไปประเทศลีโอตาร์เพื่อสมัครเข้ากิลด์ใหญ่ที่ชื่ออุสทรินา ด้วยเส้นสายของซิกมา เขาสามารถหางาน “ระดับเอส” มาให้พวกเรย์ทำได้
เรย์ ไกรา และ ลาโตรต้องย้อนกลับไปอาณาจักรโซดาเรียเพื่อจัดการกับภารกิจ ในตอนนั้นศัตรูที่กลุ่มอะบีสเคยปะทะมาก่อนก็ปรากฏตัวขึ้น
มันคือการ์กอยล์ฮีโร… มอร์โด
“มอร์โดเดียวกับที่เป็นลูกน้องดาร์คเจสเตอร์น่ะเหรอ” เจเนวีฟขมวดคิ้ว พอนึกถึงดาร์คเจสเตอร์มันก็ทำให้เธอนึกถึงเรวาเรนท์ พอนึกถึงเรวาเรนท์ก็ชวนให้นึกถึงใบหน้าน่าหงุดหงิดของแวมไพร์ลอร์ดมาร์เคล
“เอ๋! ใช่เหรอ ตั้งแต่ยุคนี้เนี่ยนะ” เวเนตกใจจนตาเบิกกว้าง
“ข้าไม่ได้เล่าเหรอว่า ยุคของข้าก็มีดาร์คเจสเตอร์แล้ว” ซีวีพูดขึ้น แล้วมันยิ่งทำให้เวเนตกใจยิ่งกว่าเดิม
“เจ้านั่นมันมีอายุเท่าไรเนี่ย ยุคของเจ้ากับของข้ามันห่างกันหลายพันปีเลยนะ”
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ แล้วสรุปผลเป็นยังไง ไม่มีโอเปรามาแทรก พวกเรย์คงชนะสินะ” โซนาตาหันไปถามชาอุลต่อ
“หวุดหวิดครับ มอร์โดมีอาวุธที่สาปให้คนเป็นหินได้ และตัวมันเองก็มีพลังในการควบคุมรูปปั้น มันใช้สองอย่างนี้ควบคุมชาวบ้านให้เล่นงานกลุ่มของเรย์ แม้แต่ท่านซิกมาที่ตามไปช่วยก็ยังเกือบพลาดท่า”
ไม้เท้าของมอร์โด สามารถสาปคนที่หวาดกลัวให้กลายเป็นหิน ซิกมาพลาดท่าเพราะมอร์โดขู่ว่าจะทำร้ายไกราที่ถูกสาปไปก่อนหน้านั้น คนที่พลิกสถานการณ์คือคนที่ไม่มีใครคาด ลาโตรเขาคือคนเดียวที่ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด แม้ว่าตกเป็นรองแค่ไหนเขาก็ไม่เคยคิดว่าตนจะแพ้ ลาโตรกลายเป็นคนเดียวที่คำสาปใช้ไม่ได้ผล
ผลการต่อสู้ออกมาในเสี้ยววินาทีที่มอร์โดกำลังประหลาดใจ หัวของมันถูกเรย์ตัดขาดกระเด็น คำสาปทั้งหมดคลายลงหลังจากนั้น
เรื่องที่คนในยุคนี้ไม่รู้คือมอร์โดไม่ได้ตายลงอย่างสมบูรณ์ หัวของมันถูกเก็บกู้โดยผู้สร้างมัน ดาร์คเจสเตอร์ได้คืนชีพมันขึ้นมาในภายหลัง แต่เรื่องนี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรย์อีกแล้ว
งานที่ต้องรับมือกับมอร์โดเป็นงานที่ยากลำบาก แต่พวกเรย์ก็ผ่านไปได้และเติบโตขึ้นไปอีกขั้น
ในช่วงเวลาเดียวกัน โอเปราและเบตาบุกขึ้นเกาะเล็ก ๆ ของหมู่เกาะไซทาเลีย เธอเปลี่ยนผู้คนและสัตว์มากมายเป็นชาโดว์ ทำลายเกาะหนึ่งและย้ายไปอีกเกาะหนึ่ง แต่ก็ไม่มีเบาะแสเกี่ยวกับโซลคริสตัลแม้แต่น้อย
“มันต้องอยู่ที่ใดที่หนึ่งในโลกนี้แหละ ฉันรู้สึกได้”
โอเปราเข่นฆ่าทำร้ายผู้คนไปมากมาย ขยายกองทัพในทุกครั้งที่ขึ้นเกาะใหม่ แต่เธอกลับยิ่งสั่นกลัว ภาพของคนผู้นั้นยังตามหลอกหลอนเธออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทางเดียวที่ความกลัวจะหายไปได้คือเธอต้องรวบรวมชาโดว์ให้มากที่สุด
ซีนนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่เชื่อหรือถูกเชื่อว่าตนกล้าแกร่ง พวกเขาไม่ยอมถูกโอเปราเล่นงานอยู่ข้างเดียว เมื่อข่าวเกี่ยวกับเธอกระจายออกไปยังเกาะอื่น ๆ พวกเขาก็เริ่มรวมตัวกันเพื่อสู้
ตั้งแต่ในโลกเดิม โอเปราเคยคิดเพิ่มจำนวนชาโดว์ขึ้นโดยไม่ต้องทำร้ายใคร ชาโดว์ที่แยกออกมาไม่ได้ทำให้มนุษย์เสียชีวิต แต่โดยธรรมชาติของชาโดว์มันมักจะเห็นตัวตนเดิมของมันเป็นศัตรู
ราวกับต้องการแย่งสิทธิ์การเป็นตัวจริง ชาโดว์มักโจมตีตัวตนเดิมของมันในทันทีที่เกิด ชาโดว์ที่สามารถกลืนกินร่างเดิมของมันได้จะแข็งแกร่งขึ้นด้วย
เมื่อเห็นว่าตนจะได้พวกที่แข็งแกร่ง โอเปราจึงปล่อยเลยตามเลย เพิกเฉยกับการที่มนุษย์โลกจะล้มตายลงว่ามันก็ไม่ใช่ธุระของเธอ
ไซทาเลียพยายามจัดการกับโอเปราด้วยตนเอง กองทัพถูกส่งออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เพียงแค่ไม่สามารถลดจำนวนศัตรูได้ มันกลับยิ่งทำให้ชาโดว์ของโอเปราเพิ่มขึ้นในทุกขณะ
การสื่อสารกับชาโดว์นั้นเป็นเรื่องยากแม้แต่กับเธอเอง เธอออกคำสั่งให้ชาโดว์ช่วยกันค้นหาเหมืองโซลคริสตัลในทุกเกาะที่เธอเหยียบย่างไป แต่ไม่รู้เพราะชาโดว์เหล่านั้นไม่รู้จักโซลคริสตัลหรือเกาะเหล่านั้นไม่มีมัน งานของโอเปราจึงตัดขัดอย่างช่วยไม่ได้
เธอค้นหาในทุกเหมือง ทุกแหล่งแร่ เค้นถามทั้งมนุษย์ที่จับได้ และชาโดว์ที่ได้มาใหม่ แต่คำตอบก็ไม่เปลี่ยนไม่มีวี่แววเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่ง…
“ข้าไม่รู้หรอก โซลคริสตัลหรือดาร์คเนสคอร์คืออะไร แต่ถ้าจะมีใครรู้ คน ๆ นั้นก็คงเป็นนักพยากรณ์ในตำนานนั่นแหละ” ผู้เฒ่าจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งบอกกับโอเปรา
“นักพยากรณ์งั้นเหรอ”
“ท่านริเธีย… ถ้าหาตัวท่านผู้นั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นความลับแบบไหนในโลกท่านก็ตอบได้หมด”
“มีคนแบบนั้นด้วยเหรอ” โอเปราได้ฟังแล้วก็ขนลุก แต่ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว เธอกำลังตื่นเต้น
“น่าเสียดาย ข้าเองก็ไม่รู้ว่าท่านอยู่ที่ไหน”
“แล้วใครที่น่าจะรู้ล่ะ”
“เคยได้ยินว่าท่านมีญาติอยู่ในไซทาเลีย แต่ข้าเองก็ยืนยันไม่ได้หรอกนะว่าพวกนั้นจะรู้…”
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณสำหรับข้อมูล” โอเปราพูดจบก็ปล่อยให้เงาของชายแก่เล่นงานตัวเขาเอง
“ริเธีย” เวเนเอานิ้วจิ้มหน้าผากเหมือนกำลังขบคิด เธอเคยได้ยินชื่อนี่มาก่อน
“ท่านริเธียเป็นญาติของท่านดานิกา ตระกูลของเธอล้วนเกี่ยวข้องกับการทำนายความเป็นไปของโลก” เจเนวีฟช่วยเตือนความทรงจำ
“อา… ท่านดานิกา ชื่อนี้ก็คุ้น”
โซนาตาถอนหายใจ เขายังจำได้เลยแล้วทำไมเฮอร์มิตที่มีหน้าที่สืบทอดเรื่องราวอย่างเวเนดันลืมไปเสียได้ ดานิกา โดนิเวลคือนักพยากรณ์ในตำนาน เธอคือคนที่ทิ้งคำทำนายต่าง ๆ ไว้มากมาย ไม่ว่าเรื่องของเซกัน หรือการปรากฏตัวของกลุ่มอะบีส ซึ่งจะว่าไปเธอแทบจะเป็นรากฐานความเชื่อของเฮอร์มิตเลยด้วยซ้ำ
“อย่าไปสนใจเลย เล่าต่อเถอะ” อัลโตจับหัวภรรยาแล้วลากออกมาโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายกำลังร้องโวยวาย
ก่อนที่จะกลับไปเรื่องของโอเปรา ชาอุลได้ย้ายกลับไปเล่าเรื่องของเรย์ต่อ
ภารกิจระดับสูงที่พวกเรย์จัดการไปบวกกับการรับรองจากซิกมา ทำให้พวกเรย์ไม่มีข้อจำกัดในการรับงานอีก แม้ว่าซิกมาจะเตือนไม่ให้พวกเขารับงานระดับเอสตามลำพัง แต่เมื่อถูกลาโตรและไกรายุหนักเข้า เรย์ก็เผลอคล้อยตาม
ภารกิจใหม่เป็นภารกิจในการตามหาอสูรอัญเชิญทั้งห้าตัว แต่ก่อนอื่นพวกเรย์ต้องไปพบกับผู้ว่าจ้างเพื่อพูดคุยรายละเอียดของงาน ที่นั่นเองที่เขาได้พบกับเธอ สมาชิกคนที่สี่ของกลุ่ม
“เอ่อ… สวัสดีค่ะ แอนทิสตาค่ะ”
“เมื่อกี้เราแนะนำตัวกันไปแล้วนะครับ” เรย์เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังประหม่า แต่เล่นแนะนำตัวซ้ำสองครั้งแบบนี้เขาเองก็ไม่เคยเจอ
ผมบ็อบสีดำยาวคลอไหล่ ด้านหน้าเป็นผมม้าเสมอคิ้ว ดวงตาสีน้ำตาล เสื้อสีน้ำเงินคลุมด้วยเสื้อชั้นนอกสีแดงและผ้าคลุมสีชมพูเข้มจนเกือบแดง ลักษณะการแต่งตัวและข้าวของที่สาวสวยผู้นี้ใช้บ่งบอกชัดเจนว่าเธอคือผู้ใช้เวทมนตร์
“ขอเข้าเรื่องเลยนะ อสูรอัญเชิญที่ว่ามันคืออะไรกัน”
“อ่อ... มันคือเดวัลที่ไม่ได้อยู่ในโลกของเราค่ะ”
แอนทิสตาอธิบายเนื้อหาของภารกิจ หน้าที่ของพวกเขาคือตามหาอัญมนีพิเศษที่ใช้ผนึกอสูรอัญเชิญทั้งห้าตัวซึ่งเป็นสมบัติสำคัญของหมู่บ้าน ซึ่งแอนทิสตายังมีชิ้นสุดท้ายอยู่กับตัวนั่นหมายความว่ามีอีกสี่ชิ้นที่พวกเขาต้องตามหา
ในตอนแรกพวกเรย์ลังเลว่าจะรับงานนี้หรือไม่เพราะมันไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทร แต่แล้วหลังจากลองปรึกษากันดูแอนทิสตาก็นึกขึ้นได้
“นักพยากรณ์? จริงด้วย! ผู้ใหญ่บ้านก็บอกว่าให้ลองไปหานักพยากรณ์ริเธียดู ข้าลืมไปเสียสนิทเลย”
“อา… อย่าลืมเรื่องสำคัญกันง่าย ๆ แบบนี้สิ”
โชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านเองก็เป็นหนึ่งในคนที่รู้ที่อยู่ของนักพยากรณ์และได้กำชับกับแอสทิสตาไว้แล้ว เป้าหมายของทั้งสี่จึงชัดเจนขึ้น
แอนทิสตายืนกรานหนักแน่นว่าพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการผจญภัย เรย์ ลาโตรและไกราไม่เห็นหนทางที่จะห้ามปรามได้สุดท้ายพวกเขาก็ต้อนรับให้เธอมาเป็นสมาชิกชั่วคราว