Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 219: เก็บเกี่ยว
เรือของพวกเขามุ่งสู่เกาะเอลแลน สถานที่ที่เคยเป็นที่พำนักของทวยเทพ แม้ว่าคนทั่วไปจะพยายามหลีกเลี่ยงเกาะแห่งนี้ แต่เหล่าผู้ที่มีเชื้อสายเกี่ยวข้องกับผู้รับใช้ทวยเทพจะยังอาศัยอยู่ที่นั่น
โอเปราเหยียบขึ้นเกาะเอลแลนก่อนหน้าพวกเรย์เพียงเล็กน้อย หลังจากข่มขู่และฆ่าผู้คนไปมากมายเธอก็ได้เบาะแสของริเธียมาเช่นเดียวกับพวกเรย์
หลังจากตระเวนอยู่พักหนึ่ง เสียงการต่อสู้ก็ดึงดูดให้เธอและกองทัพเข้าไปใกล้
ด้านหนึ่งคือหญิงสาวผู้มีตาสองสี ส่วนอีกด้านคือชายหนุ่มสองคน คนแรกผมดำยาวและมีรอยแผลรูปกากบาทอยู่กลางใบหน้า ส่วนอีกคนที่ผมสั้นกว่าดูโดดเด่นจากอาวุธที่เป็นดาบโค้ง
ทั้งสามไม่ใช่คนธรรมดา โอเปรารู้สึกถึงแรงกดดันในระดับเดียวกับซิกมาแผ่ออกมาจากแต่ละคน ชายที่ผมยาวและมีแผลกลางหน้าใช้วิชาดาบที่แปลกประหลาด เขาสามารถดูดซับการโจมตีของผู้หญิงคนนั้นและสะท้อนมันกลับไปได้ ส่วนชายที่ใช้ดาบโค้งก็ผสานเวทมนตร์กับดาบได้อย่างคล่องแคล่ว มันบอกได้ยากว่าเขาเก่งกาจในฐานะของนักดาบหรือจอมเวทมากกว่ากัน
สิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือฝ่ายหญิงที่ถูกทั้งคู่รุมโจมตี โอเปราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเพลงดาบ แต่เธอมองแล้วรู้ทันทีว่าทักษะของเธอผู้นั้นอยู่ในระดับสูง ด้วยวิชาที่น่าเหลือเชื่อร่วมกับข้อมูลที่บางคนบอกมา เป็นผลให้เธอผู้นั้นที่สู้อยู่กำลังได้เปรียบศัตรู
โซนาตาเคยอ่านเรื่องราวส่วนนี้มาแล้ว เขาจึงรู้ว่าชาอุลหมายถึงใคร
ผู้ชายผมยาวที่มีแผลเป็นกลางใบหน้าคือ เรเซอร์ ฟอร์ซ หนึ่งในห้าจอมดาบ ในยุคก่อนที่จะมีดาบจันทราฮาเบล ชายผู้นี้เคยถูกเรียกว่าแบล็กเฟนเซอร์มาก่อนเซกัน
หนุ่มผมสั้นกว่าที่มีใบหน้านิ่งเหมือนปลาตาย เขาคือโซแลน โฟรเซล ผู้เชี่ยวชาญวิชาดาบโค้งและเพลงดาบที่ถูกสาป “เพลงดาบพิฆาตราชัน” เช่นเดียวกับเรเซอร์ เขาเป็นหนึ่งในห้าจอมดาบเช่นเดียวกัน
หญิงสาวผมยาว ใบหน้างดงามราวกับเทวรูป ตาซ้ายสีน้ำเงินอ่อน ตาขวาสีเขียว รูปลักษณ์ที่โดดเด่นนี้ไม่มีทางเป็นใครอื่นไปได้นอกจาก ลามินา มาดารัส และก็เช่นเดียวกับสองคนแรก เธอมีตำแหน่งเดียวกัน
มันคือการประลองกำลังระหว่างจอมดาบทั้งสามคน
“เดี๋ยวนะ มาดารัสเหรอ” ซีวีรู้ว่าทุกคนกำลังตั้งใจฟัง แต่เธออดแทรกไม่ได้เมื่อได้ยินคำที่คุ้นเคย
มาดารัสนอกจากจะเป็นชื่อของอาณาจักรแห่งหนึ่งแล้ว มันยังเป็นชื่อสกุลของชายที่เธอรู้จักเป็นอย่างดี เขาคือกาดิออส มาดารัส กษัตรย์เฒ่าผู้มีฉายาราชาไร้พ่าย กาดิออสเป็นหนึ่งในวีรบุรุษที่ร่วมต่อสู้กับซีวีในสงครามระหว่างมนุษย์และกองทัพปีศาจ และถ้าประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกบิดเบือนไปโดยแรปโซดี เขาจะเป็นหนึ่งในผู้สละชีพในการผนึกเทพปีศาจอีกด้วย
“ประเทศมาดารัสล่มสลายไปแล้ว แต่ทายาทของพวกเขายังเหลืออยู่ คนสุดท้ายที่พวกเรารู้ก็คือเธอ ลามินาแห่งมาดารัส” ชาอุลอธิบาย
“ลูกหลานของกาดิออสคนนั้น ไม่สิ ท่านกาดิออสมีแค่บุตรบุญธรรม งั้นก็อาจจะเป็นญาติทางอื่น”
“เธอคือหลานสายตรงของตาแก่บีชมาน่ะ” โซนาตาที่หาข้อมูลมาแล้วเรียบร้อยตอบ “ก็ต้องนับว่าเป็นหลานของกาดิออสคนนั้นด้วย”
ซีวีรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เธอคิดว่าหลังออกจากปี 4011 เธอคงจะไม่ได้เจอกับคนรู้จักอีกแล้ว แต่ในอีกร้อยสี่สิบกว่าปีต่อมา เธออาจจะได้เจอทายาทของพวกเขาแทน ไม่ใช่แค่เฉพาะมาดารัส บางทีอาจจะรวมไปถึงตระกูลอื่นก็ได้
…เอ๊ะ แบบนี้จะมีทายาทของอดอว์ตเตด้วยหรือเปล่านะ…
โซนาตาเดาใจซีวีได้แต่เขาไม่อยากขัดคอ ซีวีคงลืมไปแล้วว่าคนที่จะมีทายาทสืบต่อมาในยุคนี้ก็เฉพาะคนที่รอดมาได้ตามประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคนี้ที่สืบต่อมาจากไทม์ไลน์ดั้งเดิม ถ้าเพื่อนรักของเธอจะมีทายาทอยู่จริงก็คงจะอยู่ในไทม์ไลน์หลังจากที่โซนาตาแก้ประวัติศาสตร์ไปแล้ว
“สวยงั้นเหรอ” กาเรนโพล่งขึ้นมา
“หา” เคสเทรลสงสัยว่าเพื่อนโพล่งอะไรขึ้นมา
“ลามินาคนนั้นไง สวยมากเลยใช่ไหม” กาเรนพยายามตีหน้านิ่ง แต่ริมฝีปากของเขากระตุกเล็กน้อยเมื่อชาอุลพยักหน้ายืนยัน
“อย่าคาดหวังมากจะดีกว่านะ ไม่เคยได้ยินหรือไงว่าเรื่องความงามในแต่ละยุคน่ะไม่เหมือนกัน บางทีสวยแบบของคนยุคนี้อาจจะเป็นไม่เหมือนกับที่นายมองว่าสวยเลยก็ได้” อลินาแกล้งแหย่เล่น
“นายเคยเจอนี่ มิเดลเลียที่ว่าสวยที่สุดในยุคของซีวี เป็นแบบที่อลินาว่าไหม” กาเรนหันไปถามเคสเทรล
“อืมมม ก็คงสวยราว ๆ อลินานั่นแหละมั้ง”
พลั่กกก
เสียงฝ่ามือของอลินาลอยมาที่หลังของกาเรนหลังจากที่เห็นว่าเขาทำหน้าเหยเกตอนที่เคสเทรลบอกว่าสวยพอ ๆ กัน
“ตรงนั้นน่ะเลิกเล่นกันได้แล้ว” โซนาตาส่งเสียงดุใส่ เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อแบบยิ้ม ๆ “เอาจริง ๆ ก็สวยจนเคสเทรลตะลึงไปเลยน่ะแหละ”
“นั่นไงล่ะ สรุปว่าเซนส์ความงามของซีนน่ะไม่ได้ต่างจากโลกเรานักหรอก” กาเรนหัวเราะอย่างน่าเกลียด ในหัวคิดว่าถ้าได้ลามินาที่ทั้งสวยทั้งเก่งกาจมาเป็นพวกก็คงจะชุ่มชื่นหัวใจไม่น้อย
ที่ตลกก็คือโซนาตาก็ดันสนใจลามินาเหมือนกัน ต่างตรงที่เขาสนใจอุปนิสัยและทักษะของอีกฝ่าย ทั้งเรย์ ไกรา แอนทิสตา และลามินา คนหนึ่งในนี้หรือทั้งหมด ถ้าได้มาเป็นพวกก็คงจะน่าสนุก
โอเปราเฝ้ามองการประลองระหว่างสองฝ่ายอยู่เงียบ ๆ เธอพบความลับของความแข็งแกร่งของฝ่ายลามินา จอมดาบหญิงได้รับการชี้แนะทุกอย่างจากริเธีย เธอเคลื่อนไหวราวกับว่ารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าเรเซอร์และโซแลนจะตอบโต้แบบไหน งัดอะไรออกมาใช้ ลามินาก็ตอบโต้ได้อย่างทันทีทันใด
ถึงเอาชนะไม่ได้ แต่ก็คงไม่มีทางแพ้ มันคงจะยืดเยื้อแบบนี้ไปอีกนาน
แล้วเธอก็ตัดสินใจเข้าไปแทรก เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในคำทำนายของริเธีย โอเปราคือตัวแปรที่ไม่ควรมีอยู่ในประวัติศาสตร์
สีหน้าของลามินาบอกอย่างชัดเจนว่าเธอกำลังสงสัย เธอไม่รู้ว่าโอเปราโจมตีเธอด้วยเหตุผลใด และไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้ริเธียถึงไม่ได้เตือนเธอก่อน
“พวกของเจ้างั้นเหรอ” เรเซอร์ถามลามินา
ลามินานิ่งไม่ได้ตอบ แต่เธอก็เคยคิดกลับกันว่าโอเปราคือพวกของอีกฝ่าย
“ไม่ใช่หรอก ยายนี่โจมตีทั้งเราและเธอ” โซแลนเดา
“ศึกสามฝ่ายงั้นเหรอ…” เรเซอร์แสยะยิ้ม “งั้นเจ้าจัดการคนผมดำไป ข้าจะเอาชนะลามินาเอง”
เรเซอร์กำลังหงุดหงิดได้ที่ ถึงอีกฝ่ายจะไม่ใช่คนธรรมดาแต่เป็นจอมดาบเช่นเดียวกับตน แต่การต้องสู้กับผู้หญิงแบบสองต่อหนึ่งแล้วยังเอาชนะไม่ได้ มันทำให้เขาเริ่มคุมอารมณ์ไม่อยู่
“อย่าตลกน่า ไม่เห็นพลังของยายผมดำเหรอ พลังเวทของผู้หญิงนั่นสูงกว่าข้าอีก”
ชาโดว์จากด้านหลังของโอเปรา วิ่งแห่กันมาเป็นแนวคลื่น ลามินา เรเซอร์ และโซแลน ตัดสินใจพักรบชั่วคราวและหันมาจัดการกับพวกชาโดว์ก่อน
วิชาของลามินาคืออัญเชิญดาบ เช่นเดียวกับกาดิออสและบีชมาผู้เป็นปู่ เธอสามารถเปิดคลังเพื่อเลือกดาบที่เหมาะสมมาใช้ได้
จากสิบสี่เล่มในคลังมิติ ลามินาเลือกเรเปียร์แห่งแสงมาใช้ต่อกรกับชาโดว์ สิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่าความมืดจะมีอะไรอื่นนอกจากพลังจากแสงสว่าง
โซแลนเองก็ตอบโต้กลับได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน เขาใช้คาถา “อิมมูนดาร์ค” ที่ทำให้ความเสียหายจากความมืดไร้ผล การโจมตีของพวกชาโดว์ส่วนใหญ่เป็นการผสมระหว่างการโจมตีทางกายผสมกับธาตุมืด ชาโดว์จึงแทบจะทำอะไรเขาไม่ได้
ส่วนเรเซอร์ไม่ได้สนใจพวกชาโดว์ เขาเคลื่อนไหวด้วยวิชาย่นระยะจนเข้าประชิดโอเปราในฉับพลัน
เคร้งงง
เล็บสีดำของโอเปราปะทะเข้ากับดาบต้องสาป เศษเล็บหักกระจายไปทั่วแต่โอเปราก็ต้านการโจมตีแรกไว้ได้ พอเรเซอร์กำลังจะซ้ำ เธอก็ไม่อยู่ที่เดิมแล้ว
เบตาเข้ามารับหน้าแทน เรเซอร์เบี่ยงหลบกรงเล็บที่ตะปบมาไม่ยั้งได้อย่างเหลือเชื่อ เขามองการโจมตีของเบตาออกตั้งแต่ครั้งแรกที่ปะทะ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมองไม่เห็นช่องที่จะจัดการอีกฝ่ายได้ ดาบของเขาถูกคลื่นสีดำที่คลุมร่างเบตาไว้ลดทอนกำลังลง
ความมืดกับความมืด ทั้งแพ้และชนะทางในตัวของมันเอง ดาบต้องสาปทะมะโนะมิของเรเซอร์มีแหล่งพลังงานคือความมืดเช่นเดียวกับชาโดว์ ความมืดจากดาบทั้งสองจึงต่อต้านและหักล้างกันเองจนทำให้อานุภาพของมันลดลง เรเซอร์ไม่สามารถจัดการกับเบตาได้อย่างเด็ดขาด ในขณะที่มันก็ยากที่จะล้มยอดฝีมือแบบเขาได้
“ทะมะโนะมิ” เซกันตาโตขึ้นเมื่อได้ยินชื่อดาบ
ช่างน่าบังเอิญและชวนให้คิดถึง โซนาตารู้สึกกับชื่อนั้นเช่นกัน เขาเคยได้ยินมาว่ามันคือชื่อเก่าของดาบดำ ดาบที่ครั้งหนึ่งเขาก็เคยใช้ และปัจจุบันมันคือดาบของเซกันนั่นเอง
ทะมะโนะมิเป็นดาบที่มีจิตใจ ก่อนที่จะถูกหลอมเข้ากับจิตวิญญาณของเทพปีศาจมันเคยเป็นจิตใจที่บ้าคลั่งกระหายเลือด การที่ใช้ดาบแบบนี้จะทำให้เรเซอร์ถูกรังเกียจก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ
เรเซอร์โหมโจมตีหนักขึ้น เขาฟันดาบราวกับกำลังคลุ้มคลั่ง ทุกดาบที่ฟาดลงมาเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร และแม้ว่ามันจะดูเหมือนสัตว์ร้ายมากกว่ามนุษย์แต่ท่วงท่าของเขาก็ยังสมบูรณ์แบบ มันเป็นวิชาดาบที่เกือบจะไม่มีช่องโหว่ให้โต้กลับ
โอเปราตกใจและประทับใจไปด้วยในเวลาเดียวกัน เธอบอกกับตัวเองว่าถ้าเป็นชาโดว์ของชายผู้นี้ มันจะทำให้เธอเข้าใกล้ความไร้เทียมทานเข้าไปอีกก้าว
แล้วโอเปราก็ทำได้เสร็จ เธอยอมรับหนึ่งดาบของเรเซอร์เพื่อให้สัมผัสถูกอีกฝ่าย เธอถูกดาบของเรเซอร์แทงจนทะลุร่างไป แลกกับที่เธอก็แตะตัวเขาได้สำเร็จ เรเซอร์ที่ถูกทะมะโนะมิครอบงำไม่มีพลังใจพอที่ดิ้นรนออกห่าง ชาโดว์ของเขาแยกตัวออกมาพร้อมกับผลักร่างเดิมออกไปจนพ้นทาง
มันเพิ่งเริ่มต้น…