Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 220: แกมมาและเดลตา
เป้าหมายต่อไปคือโซแลนและลามินา โอเปราที่กำลังย่ามใจลืมเลือนความเจ็บปวดหมดสิ้น โอเปรา เบตา และ ชาโดว์ตัวใหม่แกมมา!
แกมมาในเวลานั้นไม่มีดาร์คเนสคอร์ มันจึงยังไม่ใช่ไพร์มชาโดว์ แต่เพราะมันเกิดจากจอมดาบผู้แข็งแกร่งเหนือมนุษย์มันจึงมีพลังแทบไม่ต่างจากเบตาที่ยังเติบโตไม่เต็มที่
โซแลนถูกจู่โจมจากทั้งโอเปรา เบตาและแกมมา เวทมนตร์กำแพงไฟของเขาทำให้เบตาตรึงเอาไว้ได้ ส่วนวิชาดาบก็สามารถหยุดดาบของแกมมาไว้ได้เช่นกัน แต่จากมุมที่ยากจะมองเห็น ชาโดว์อีกหลายตัวพยายามเข้าจับตัวเขาไว้
โซแลนดิ้นหลุดได้ภายในพริบตา แต่โอเปราต้องการเพียงแค่เสี้ยววินาทีนั้น เธอเข้าถึงระยะที่โซแลนหนีไม่พ้น เงาของเขาถูกกระชากออกมา ร่างชาโดว์เดลตาที่มีร่างกายเหมือนสุนัขสามหัวได้ถือกำเนิดขึ้น
โอเปรากระอักเลือด เธอมองไม่เห็นว่าโซแลนโจมตีสวนกลับมาในตอนไหน แต่ร่างของเธอนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลในระดับที่ถ้าเป็นคนทั่วไปคงจะตายไปแล้ว
…สมกับเป็นจอมดาบ…
หลอดลม อวัยวะภายใน เส้นเอ็นทั่วร่างถูกฟันขาดวิ่น สิ่งเดียวที่ยึดพวกมันเอาไว้ไม่ให้ขาดจากกันคือแรงดึงดูดของความมืดที่ทำหน้าที่เหมือนกับกาวมหัศจรรย์
โอเปราเองก็ไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนี้ได้ พริบตาหนึ่งเธอเชื่อว่าตัวเองคงจะตายไปแล้วด้วยซ้ำ
…อีกแล้วสินะ ฉันประมาทคนในโลกนี้เกินไป ที่นี่มันมีแต่พวกเหนือมนุษย์หรือยังไงกัน…
…แต่ฉันก็ยังไม่ตาย และชาโดว์ตัวสุดท้ายก็ต้องเป็นของฉันด้วย…
โอเปราเลิกสนใจโซแลนที่กำลังล้มลง เธอไม่มีธุระอะไรกับคนที่เธอชิงชาโดว์มาได้แล้ว เป้าหมายถัดไปของเธอคือลามินา
ลามินาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแบบนี้มานานแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เธอรู้สึกกลัวก็คงเป็นตอนที่บ้านเมืองถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา แต่ตอนนั้นมันเป็นเพราะเธอยังไร้พลังที่จะตอบโต้ หลังจากนั้นเธอก็ขัดเกลาตัวเองมาตลอดจนถึงจุดที่แน่ใจว่าจะไม่ต้องมาเสียใจกับความอ่อนแอของตนเอง
แต่ตอนนี้เธอกำลังรู้สึกแบบนั้นอีกครั้งกับโอเปรา หญิงสาวมืดมนที่เธอไม่รู้ที่มาที่ไปสักนิด
ลามินาจัดท่าตั้งรับ เธอยกดาบชี้ไปทางโอเปราที่กำลังพุ่งเข้ามา อีกฝ่ายเหมือนตุ๊กตาที่ถูกฟันจนรุ่งริ่งแต่ก็ไม่ยอมถอย ร่างกายที่ยับเยินยังยืนอยู่ได้เพราะวัตถุสีดำที่ยึดเธอไว้เหมือนหุ่นเชิด
โอเปราเจ็บหนัก แต่เธอโลภพอที่จะฉกชาโดว์ตัวสุดท้ายติดมือกลับไปด้วย ตอนนี้เธอมีทั้งเบตา แกมมาและเดลตา การเอาชนะลามินาจึงไม่ใช่สิ่งที่เกินมือ
ปัญหาเพียงอย่างเดียว เธอจะล้มอีกฝ่ายได้ก่อนที่ตนจะล้มเพราะพิษบาดแผลหรือไม่
“เบตา แกมมา เดลตา หยุดเธอให้ได้” โอเปราตะโกนสั่ง
เบตาที่เหมือนสิงโต แกมมาที่เหมือนม้าสองหัว และเดลตาที่เหมือนสุนัขสามหัว สามชาโดว์ที่แกร่งที่สุดกระจายตัวเข้าโอบล้อมลามินา
ลามินาใช้เวทอัญเชิญดาบเรเปียร์ไฟมาเพิ่ม เธอเปลี่ยนวิธีการต่อสู้เป็นดาบสองมือ แต่ไม่ว่าจะดูอย่างไรมันก็ยากที่จะต้านทานศัตรูที่ร้ายกาจถึงสามตัวได้ และไม่เพียงเท่านั้นยังมีโอเปราและชาโดว์ปลายแถวที่รอโจมตีซ้ำอยู่ทุกเมื่อ
แต่ชาโดว์ทั้งสามไม่ได้โจมตีอย่างที่หวัง เบตากระโดดหลบเงาเล็ก ๆ ที่พุ่งเข้ามาจากด้านข้าง
ในเวลาเดียวกันสิ่งเดียวก็เกิดขึ้นกับแกมมาและเดลตา พวกมันเกือบถูกใครบางคนโจมตีใส่
ร่างเล็ก ๆ ที่เกือบเล่นงานเบตาได้คือไกรา เขามาพร้อมกับอาวุธรูปแบบกรงเล็บโลหะ ผู้ที่ร่ายคาถาพายุใส่แกมมาคือแอนทิสตา ส่วนเจ้าของสายฟ้าที่เกือบจะช็อตใส่เดลตาก็คือเรย์นั่นเอง
ลาโตรเป็นคนสุดท้ายที่วิ่งมาถึง แม้จะไม่ได้ทำอะไรเลยแต่เขาก็ตะโกนใส่โอเปราอย่างมั่นใจ “ถ้าจะยอมแพ้ก็ต้องตอนนี้นั่นแหละ”
“พวกเธออีกแล้วเหรอ” คำพูดของโอเปราเป็นสิ่งเดียวกับที่พวกเรย์ก็สงสัย
“โลกออกจะกว้างใหญ่ ทำไมไปไหนก็เจอยายนี่ตลอด” เรย์บ่นอุบอิบ
“ซวยไงล่ะ จะมีอะไรอีก”
“ลาโตรเป็นตัวซวยนี่เอง” ไกราย้อน ลาโตรฟังแล้วคันไม้คันมืออยากเขกหัว แต่มันไม่ใช่เวลา
ถ้าจะพูดว่าเป็นคราวเคราะห์ โอเปราคิดว่ามันคือคราวเคราะห์ของเธอต่างหาก อีกนิดเดียวเธอก็จะชิงชาโดว์ของลามินามาได้แล้วแท้ ๆ แต่สถานการณ์มันยุ่งยากกว่าเดิมหลายเท่าตัว เธออาจจะเอาชนะพวกเรย์ทั้งกลุ่มได้แต่มันต้องไม่ใช่เวลาที่พวกเขามีลามินาเป็นตัวช่วย
โอเปรากำลังชั่งใจ เธอควรจะฝืนสู้ต่ออีกนิดหรือหนีไปขณะที่ยังมีโอกาส ถึงจะพลาดเป้าหมายหลักอย่างข้อมูลของริเธียไปแต่ชาโดว์ที่ได้มาก็น่าจะนับว่าเป็นกำไรแล้ว
“เจ้าคือคนที่ไม่ควรอยู่ที่นี่” เสียงหญิงแก่ดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกเรย์
โอเปราไม่เคยเห็นเธอมาก่อน แต่เธอพอเดาได้ หญิงชราร่างเล็กใช้ดวงตาที่พร่ามัวจ้องมาทางเธอ ทั้งพวกเรย์ทั้งพวกชาโดว์ต่างก็แหวกทางให้กับเธอโดยอัตโนมัติ ส่วนเธอก็เดินผ่านพวกเขาราวกับรู้ว่าการปรากฏตัวของเธอจะเป็นการยุติการต่อสู้ทั้งหมด
“ผู้หญิงคนนี้จะทำลายสมดุลของโลก” หญิงแก่ยังคงมองไปทางโอเปรา
“ท่านริเธีย” ลามินาตกใจที่ริเธียมาอยู่ตรงนี้
“ท่านยายเนี่ยเหรอ นักพยากรณ์ในตำนาน” เรย์กระซิบถามกับแอนทิสตา แต่อีกฝ่ายไม่กล้ายืนยัน
“เรย์ ลาโตร ไกรา และแอนทิสตาสินะ” ริเธียเรียกชื่อพวกเขาแต่ละคน “ข้าเข้าใจว่าพวกเจ้ามีหลายเรื่องที่อยากถาม แต่ตราบใดที่ผู้หญิงคนนั้นยังอยู่ ก็คงไม่ได้เริ่ม”
“อันตรายนะครับ ถอยออกไปสักหน่อยเถอะ” เรย์ย่นคิ้วมองโอเปรา มือทั้งสองกำดาบแน่นขึ้น
“คนนี้ใช่ไหมคะ ที่เคยเล่าว่าโจมตีพวกคุณก่อนหน้านี้” แอนทิสตาเองก็ดูตึงเครียด เธอตั้งท่าพร้อมใช้เวทได้ทุกเมื่อ
อาการแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับทั้งลาโตร ไกรา รวมถึงลามินาด้วย โดยไม่ต้องนัดหมายกันทั้งห้าก็ลงมือ
“ทีลัม อามาร์ ฟูกา” ไกราร่ายเวททีเดียวสามเวทรวด
“มัลติไมท์ มัลติชิลด์ มัลติเฮซ” แอนทิสตาทำเช่นเดียวกับไกรา ร่ายเวทมนตร์เสริมพลังโจมตี ป้องกัน และเพิ่มความเร็วให้กับทุกคน แต่ละรายรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะคนที่แกร่งเหนือมนุษย์อย่างลามินาก็ยิ่งเห็นความแตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน
เบตา แกมมาและเดลตากลายเป็นฝ่ายถูกกดดัน ที่แย่กว่านั้นคือเรเซอร์กับโซแลนที่ล้มลงไปก็กำลังลุกขึ้น เดิมทีหลังจากถูกดึงชาโดว์ออกไป มันไม่น่าจะมีมนุษย์คนไหนที่ฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้
คำตอบก็คือพวกเขาไม่ใช่คนทั่วไปนั่นเอง ที่อยู่ตรงหน้าของโอเปรานอกจากพวกมือใหม่อย่างพวกเรย์แล้ว ที่เหลือก็เป็นนักสู้ระดับแนวหน้าของโลกที่ได้รับฉายาว่าจอมดาบ
ลามินา เรเซอร์ และโซแลน แต่ละคนต่างจับคู่กับชาโดว์ระดับสูงทั้งสามตน ส่วนพวกเรย์ก็พยายามฝ่าฝูงชาโดว์เพื่อเปิดทางไปถึงตัวโอเปรา ลมหายใจสายฟ้าของเรย์กวาดเป็นทาง ไกรา ลาโตรและแอนทิสตาเองก็กำลังช่วยกันล้มชาโดว์ตัวแล้วตัวเล่า
ข้อมูลของโซลคริสตัลอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ ๆ แต่โอเปรากลับไม่สามารถคว้าไว้ได้ อาการบาดเจ็บของเธอส่งผลรุนแรงขึ้นหลังจากฝืนใช้พลังอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปโอเปราจึงตัดสินใจยอมถอยกลับไปก่อน
“เอาเถอะ ได้ชาโดว์ที่เก่งกาจมาเพิ่มอีกตั้งสองตน วันนี้จะพอแค่นี้ก็ได้”
โอเปราถือว่ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยและก็จากไปโดยไม่ล่ำลา เธอทิ้งชาโดว์ที่เหลือไว้เพียงเพื่อถ่วงเวลาขณะที่พาเพียงชาโดว์ระดับสูงทั้งสามกลับไปด้วย
เรเซอร์และโซแลนอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างกัน แม้จะไม่มีตัวเกะกะแบบโอเปราแล้ว แต่พวกเขาอ่อนแรงจากการที่สูญเสียชาโดว์จนไม่เห็นหนทางที่จะเอาชนะลามินาได้
“นายสองคนเอาชนะไม่ได้หรอก กลับไปซะเถอะ ท่านริเธียไม่มีธุระอะไรกับพวกนาย” ลามินาย้ำความจริงกับทั้งคู่
“ถึงเจ้าจะเล่นลูกไม้ แต่สองต่อหนึ่งก็ยังได้แค่เสมอ… พวกเราแพ้แล้ว”
“พวกข้าจะยอมกลับไปก่อน แล้วคราวหน้าจะมาขอเรียนรู้ใหม่”
พูดจบจอมดาบทั้งสองก็ยอมจากไปแต่โดยดี ทิ้งให้พวกเรย์ยืนเสียวสันหลังวาบเพราะกลัวว่าการต่อสู้อาจยังไม่จบ
“จะคุยกันตรงนี้ก็คงไม่เหมาะ พวกเราไปหาที่คุยเงียบ ๆ กันเถอะ” หญิงชราเชิญชวนให้พวกเรย์ตามเธอไป
พวกเขาแนะนำตัวกันใหม่อีกรอบ เรย์ประหลาดใจที่ริเธียผู้นี้ไม่เพียงแค่รู้ว่าพวกเขาจะมา แต่เธอยังรู้ไปถึงว่าพวกเขาแต่ละคนเป็นใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร
“ไม่นึกเลยนะว่าผู้คุ้มกันของนักพยากรณ์จะเป็นถึงจอมดาบ” ลาโตรถามริเธีย
“มีคนไม่น้อยที่อยากใช้ประโยชน์จากท่านริเธีย ข้ามีหน้าที่ป้องกันไม่ให้คนเหล่านั้นเข้าถึงตัวท่านได้” ลามินาตอบให้แทน
เมื่อถึงที่หมาย ริเธียก็ไม่รอช้า “เจ้ามาเพื่อถามหาอสูรอัญเชิญที่หายไป”
จากนั้นเธอก็ร่ายคำทำนายที่ฟังแล้วเหมือนกับคำกลอน เนื้อหาของมันเกี่ยวข้องถึงตำแหน่งของอสูรอัญเชิญทั้งสี่ตัวที่ถูกผนึกไว้ในอัญมณีสี่ชิ้น
ที่น่าตกใจที่สุด นอกจากชิ้นที่อยู่กับแอนทิสตา พวกเรย์มีมันอยู่อีกหนึ่ง
“อีกหนึ่งพวกเจ้าก็ได้มาแล้วแค่ไม่รู้ตัวเท่านั้นแหละ”
เรื่องของเรื่องก็คือหลังจากที่ล้มมอร์โดได้ ลาโตรก็เก็บไม้เท้าที่มีพลังในการสาปเป็นหินมาเป็นของที่ระลึก เขาไม่เคยเฉลียวใจว่าอัญมณีที่หัวไม้เท้าคือหนึ่งในสิ่งที่ตามหา
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าจอมดาบสองคนนั่นมาที่นี่เพราะอยากถามเรื่องใด” ริเธียถามพวกเรย์ก่อนที่พวกเขากำลังจะจากไป
“สองคนนั้นอยากให้ข้าบอกที่อยู่ของลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์”
เรย์นิ่งอึ้งไป เขาเข้าใจความสำคัญของลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ดี มันคืออุปกรณ์พิเศษที่มีพลังในการผนึกเทพปีศาจและเป็นสิ่งที่ทุกประเทศกำลังค้นหามันอย่างเอาเป็นเอาตาย
“แล้วเจ้าล่ะ ไม่คิดจะออกตามหามันบ้างหรือ” ริเธียรุกไล่ต่อ
“ข้า… แค่อยากทำเรื่องที่ทำได้ ข้าไม่ใช่วีรบุรุษและไม่ได้อยากเป็นด้วย” อาจฟังดูแล้วน่าสมเพชแต่เรย์ตอบตามสัตย์จริง เดิมทีเขาไม่ควรจะมาอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ
“วันหลังเจ้าก็ต้องกลับมาถามใหม่”
“ก็เอาไว้ถึงตอนนั้นก่อนก็แล้วกันนะท่านยาย” เรย์ตอบพร้อมรอยยิ้ม เขาก้มขอบคุณอีกครั้งสำหรับความช่วยเหลือทุกอย่างที่ได้รับมา และอาจจะต้องรับความช่วยเหลืออีกในอนาคตก็เป็นได้
“เจ้าเตรียมตัวพร้อมแล้วใช่ไหม” ริเธียหันไปถามลามินา
“นี่คืออนาคตอีกแบบที่ท่านเคยพูดถึงสินะคะ”
ริเธียพยักหน้า “เตรียมตัวให้พร้อมไว้เสมอ… เจ้าใกล้จะได้พบกับกุญแจที่นำไปสู่สิ่งที่เจ้าปรารถนาแล้ว”
ใบหน้านิ่งของลามินาปรากฏรอยยิ้มบางขึ้น เป็นรอยยิ้มที่เธอเกือบจะลืมเลือนไปนานแล้ว