Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 22: ข้อมูลจากเชลย
“เป็นไปได้ยังไง” เจเนวีฟเองก็งุงงงไม่ต่างกัน เธอไม่ได้คาดหวังอะไรกับที่นี่ เดาว่ามันน่าจะเป็นเพียงซากปรักหักพังหรือไม่ก็เป็นเมืองบรรยากาศอึมครึมหลังจากถูกเรวาเรนท์ยึดครองมานับร้อยปี
เมืองศักดิ์สิทธิ์ยังคงสวยงาม ดูมีชีวิตและส่องประกายสว่างไสว เมืองสีขาวนี้ราวกับถูกกั้นเอาไว้หลังกำแพงกระจกมันจึงไม่ได้รับผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของพวกอันเดดที่อยู่โดยรอบ โซนาตาและเจเนวีฟสังเกตว่ามีป้อมปราการของพวกอันเดดตั้งล้อมเมืองอยู่ มันยิ่งสร้างความแปลกประหลาดมากขึ้น
“เมืองนี้ไม่เหมือนหมู่บ้านของเรวาเรนท์ที่เราผ่านมาเลย” เจเนวีฟตั้งข้อสังเกต
“ก็ไม่เหมือนน่ะสิ เห็นสิ่งก่อสร้างที่น่าจะเป็นของพวกอันเดดนั่นไหม” โซนาตาชี้ไปที่ป้อมทั้งหลายที่อยู่หน้าเมือง เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องเมืองนี้ ปืนใหญ่ทั้งหมดหันเข้าเมือง นอกจากนั้นพวกอิมป์ที่เฝ้าดูแลในตอนกลางวันก็ล้วนแล้วแต่หันหน้าเข้าเมืองทั้งนั้น
“ที่ผ่านมา พวกเราเข้าใจไปเองว่าอัลกราดที่อยู่ในวงล้อมเรวาเรนท์คงจะล่มสลายไปนานแล้ว แต่นี่พวกเขาสู้ตามลำพังมาตลอด…”
โซนาตาสังเกตว่าเมืองไม่มีร่องรอยความเสียหายแม้แต่น้อย จะมีก็เพียงสภาพเละเทะของพื้นที่หน้าเมืองเท่านั้นที่เหมือนกับเคยผ่านสมรภูมิมาครั้งแล้วครั้งเล่า พื้นมีหลุมมีบ่อ มีร่องรอยต้นไม้ที่ไหม้เกรียม เศษซากโลหะจากอาวุธและชุดเกราะที่ถูกทิ้งไว้จนขึ้นสนิม แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นแค่ในพื้นที่ระหว่างเมืองและป้อมของเรวาเรนท์เท่านั้น ราวกับว่าปืนใหญ่และกองทัพอันเดดไม่สามารถแตะต้องตัวเมืองได้เลย
“ถ้าไม่ใช่กับดักก็เป็นเรื่องตลกทีเดียว” น้ำเสียงของชายหนุ่มดูตื่นเต้น เขากวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่ม เป็นโชคเหลือเกินที่ตำแหน่งที่อยู่ในตอนนี้สูงพอที่จะมองเห็นได้ทั่วโดยไม่ต้องเข้าใกล้ป้อมจนเกินไป
“จะฝ่าเข้าไปเหรอคะ” เจเนวีฟดูกังวล เธอมั่นใจว่าโซนาตาสามารถเอาตัวรอดได้ แต่ถ้ามีเธอเป็นตัวถ่วงมันก็เป็นอีกเรื่อง
เธออยากจะเก่งขึ้นกว่านี้ และกำลังคิดอยู่ตลอดว่าจะมีวิธีการไหนช่วยเธอได้อีก
ถ้าเธอไม่ได้เป็นแค่ตัวถ่วง คนเก่งอย่างเขาต้องหันมามองเธอมากกว่านี้
“งั้นก็กวาดป้อมให้หมดก่อน”
“จะดีเหรอคะ”
“ฉันพอมีวิธี”
เมื่อตัดสินใจไปแล้วโซนาตาก็ลงมือในทันที เขาแอบดูการเคลื่อนไหวในป้อมจนได้พบกับเป้าที่หมายหัวไว้ แล้วไม่กี่อึดใจต่อไปโซนาตาก็หายตัวไปและกลับมาพร้อมกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง
ชายดวงตาลึกโหลคนนี้ถูกมัดมือและมีผ้าปิดปากเอาไว้อย่างแน่นหนา เขาท่าทางตื่นตัวลนลานเพราะไม่รู้ว่ากำลังจะถูกทำอะไรต่อ โซนาตาพยักหน้าให้เจเนวีฟแล้วเธอก็เข้าใจในทันที เธอแก้ผ้าที่มัดปากและเอาผ้าอีกผืนที่อุดอยู่เต็มปากของชายแปลกหน้าออกให้
“ข้าเป็นเนโครแมนเซอร์ปลายแถว ถึงจับข้ามาก็ไม่มีค่าในฐานะเชลยหรอก” อีกฝ่ายรีบชิงพูดดัก แต่โซนาตารู้เรื่องนั้นอยู่แล้ว เขาไม่ได้เลือกพวกที่ดูน่าจะเป็นหัวหน้ามา
“ฉันอยากให้นายแสดงเวทของเนโครแมนเซอร์ให้ดู พวกเวทสร้างอันเดด ควบคุม หรือส่งพวกมันคืนสู่ซากศพ ทุกเวทมนตร์ที่นายรู้จัก”
“แก… อยากจะเป็นเนโครแมนเซอร์งั้นเหรอ” เขาไม่แน่ใจเจตนาอีกฝ่าย
“เค้าบอกให้ทำอะไรก็ทำเถอะ” เจเนวีฟข่มขู่ด้วยน้ำเสียงตะคอก หลายวันที่เดินทางกับโซนาตาทำให้เธอเรียนรู้ที่จะลดความอ่อนหวานลงต่อหน้าศัตรู และยามที่เธอแข็งกร้าวขึ้น ภาพเดิมของหญิงสาวเงียบ ๆ ราวกับหายวับไป เธอสามารถกลายเป็นคนละคนในช่วงเวลาหนึ่ง
“ข้าใช้เวทมนตร์เรสเดดสร้างซอมบีหรือสเกเลตันระดับต่ำได้ แต่เวทมนตร์ควบคุมหรือยกเลิกอันเดดของคนอื่นจะใช้ไม่ได้ผล ถ้าเนโครแมนเซอร์ที่สร้างอันเดดพวกนั้นมีระดับที่สูงกว่าข้า”
“ทำให้ดูก็พอ” เจเนวีฟกระแทกเสียงใส่พร้อมกับชักมีดออกมาจ่อคอหอย แค่งานข่มขู่ เธอไม่ต้องรอให้โซนาตาลงมือเอง “ขืนพล่ามเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก ข้าไม่รับประกันนะว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
แล้วเนโครแมนเซอร์ที่พวกเขาไม่คิดแม้แต่จะถามชื่อก็ติดตามทั้งคู่ไปอย่างจนใจ เขาถูกบังคับให้ใช้เรสเดดกับซากสัตว์ที่หาได้ไม่ยากในแถวนั้น โซนาตาเห็นแล้วก็เลียนแบบทันทีซึ่งก็สำเร็จไปด้วยดี
“ทำไมกัน… แค่เห็นก็เลียนแบบได้แล้วเหรอ”
กระรอกซอมบีของโซนาตาจัดการกับซอมบีหนูที่เนโครแมนเซอร์สร้างขึ้นอย่างง่ายดาย ทั้งที่มันมีขนาดเล็กกว่าสองเท่า มันเป็นหลักฐานว่าระดับของอันเดดสูงกว่า สื่อถึงความสามารถของผู้ใช้เรสเดด
“ต่อไป… ลองใช้เวทควบคุมหรือยกเลิกอันเดดเจ้ากระรอกนี่”
คนถูกบังคับทำตามคำสั่ง แล้วก็เป็นอย่างที่คาด เวทมนตร์สำหรับควบคุมอันเดดใช้ไม่ได้ผลและแน่นอนว่าเวทมนตร์อื่น ๆ อย่างยกเลิกหรือทำให้อันเดดหนีไปก็ใช้กับกระรอกซอมบีไม่ได้ มันแข็งแกร่งยิ่งกว่าตัวเขาเองอีก
พวกโซนาตาย้ายที่ไปบริเวณที่ไม่ห่างกันมากเพื่อทดสอบเวทต่อไป เขาพบกับแมวใหญ่ที่คืนชีพขึ้นมาเป็นสเกเลตัน เจ้าแมวที่เหลือแต่โครงกระดูกเข้าจู่โจมพวกเขาทันทีที่บุกรุกเข้าไปในเขตของมัน แต่โซนาตาก็ใช้เวทควบคุมมันไว้ได้ในทันที
คราวนี้เนโครแมนเซอร์ผู้เป็นเชลยไม่ได้แปลกใจ เขาเข้าใจแล้วว่าโซนาตาแค่เห็นก็เลียนแบบเวทที่ตนใช้ได้ ที่ทำให้เขาขนลุกก็คือเวทมนตร์เดียวกันแท้ ๆ แต่ผลลัพธ์นั้นต่างกันหลายสิบหลายร้อยเท่า
“ระดับนี้ท่านคงควบคุมพวกอันเดดทั่วไปได้ทั้งหมดแน่” วาจาและน้ำเสียงของเขาดูนอบน้อมขึ้น
“แล้วพวกไม่ทั่วไปล่ะ” ราวกับอ่านใจได้ เจเนวีฟชิงถามแทนโซนาตา
“มันใช้กับแวมไพร์ไม่ได้ผล พวกนั้นเป็นอันเดดที่จะเชื่อฟังเฉพาะแวมไพร์ที่สร้างพวกมันขึ้น นอกจากนี้ก็ยังมีอันเดดพิเศษที่ท่านดาร์คเจสเตอร์สร้าง อย่างเช่นท่านเออร์เฟซ พวกนี้ถูกสร้างมาให้มีสติปัญญาค่อนข้างสูงจึงใช้เวทควบคุมไม่ได้”
เนโครแมนเซอร์ยังคงเล่าเรื่องราวอีกหลายเรื่องที่คิดว่าโซนาตาน่าจะสนใจ ต่อให้ไม่ต้องมีสัมผัสพิเศษแบบโซนาตาแต่เจเนวีฟก็รู้ได้ว่าเขาพูดออกรสอย่างไม่ปิดบัง เขารู้ว่าควรจะทำอย่างไรให้ตัวเองมีโอกาสรอด
“ดีมาก ข้อมูลของนายเป็นประโยชน์มาก”
“จะปล่อยข้าไปใช่ไหม”
“เอาไว้หลังจากเราทำลายป้อมเสร็จแล้วค่อยว่ากัน”
ถึงแม้ว่าภายในป้อมปราการจะมีเนโครแมนเซอร์คนอื่นให้โซนาตาเลียนแบบพลังพิเศษ แต่เขาก็เลือกเอาคนที่รู้ว่าควบคุมได้ไปแทน เขากำชับให้เจเนวีฟซ่อนตัวเอาไว้และรอจนกว่าเขาจะกลับมา
การจู่โจมสายฟ้าแลบเริ่มขึ้นในเวลาเกือบตีสามซึ่งเป็นเวลาที่เรวาเรนท์ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าบุก เหล่าอันเดดที่ได้พลังเกื้อหนุนจากความมืดจนแข็งแกร่งถึงขีดสุดถูกโซนาตาใช้เวทขโมยการควบคุมไปตนแล้วตนเล่า เพียงเริ่มเปิดฉากการโจมตีเขาก็ควบคุมอันเดดไปแล้วเกือบร้อยตน และกำลังเร่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
โซนาตาลองทดสอบว่าเขาจะควบคุมแวมไพร์ได้หรือไม่ แล้วก็พบว่าเป็นอย่างที่เนโครแมนเซอร์ว่าไว้ น่าเสียดายที่เขาดึงพวกนั้นมาใช้งานด้วยไม่ได้ โซนาตาจึงจำใจสังหารมันทั้งหมด
เวลาผ่านไปยังไม่ถึงชั่วโมงดี ป้อมปราการที่มีอันเดดหลายพันตัวถูกกวาดล้างจนเรียบ โซนาตาไม่อยากเสี่ยงให้อันเดดหลายร้อยตนที่เขาควบคุมอยู่ถูกแย่งกลับคืนไปภายหลัง เขาจึงส่งมันคืนสู่ความตายด้วยเวทมนตร์อีกบทหนึ่งซึ่งจะทำให้พวกมันไม่มีทางถูกคืนชีพขึ้นมาได้อีกแล้ว
เมื่อจบเรื่อง โซนาตาและเชลยจึงกลับไปหาเจเนวีฟที่ซ่อนตัวอยู่ตามคำสั่ง เธอไม่แปลกใจเลยที่เขากลับมาในสภาพไร้รอยขีดข่วน นอกจากนั้นหญิงสาวยังแอบเตรียมมื้อดึกไว้ให้เขาอีกด้วย
“ยินดีที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนนะคะ” เธอว่าพร้อมกับส่งซุปร้อน ๆ มาให้ โซนาตาอยากดุที่บอกให้ซ่อนตัวแท้ ๆ แต่เธอยังมีเวลามาทำของแบบนี้อีก แม้ว่ามันจะช่วยแก้หนาวในคืนแบบนี้ได้ดีก็เถอะ
“เอ่ออ… เรื่องของข้า” เนโครแมนเซอร์วัยกลางคนสะกิด เขาเห็นว่าทั้งสองคนไม่ได้พูดเกี่ยวกับชะตากรรมของตนเลย
“ฉันอยากปล่อยนะ แต่ช่วยคิดหน่อยสิว่าจะทำยังไงให้นายไม่ไปปากโป้ง” โซนาตาแหย่เล่น เขาคิดว่าต่อให้เจ้านี่ไปเล่าหรือทำอะไรมันก็ไม่ได้เป็นปัญหา ป่านนี้พวกเรวาเรนท์คงรู้จักทั้งใบหน้าและความสามารถของเขากันหมดแล้ว
“ข้าจะเลิกทุกอย่าง จะหนีไปเข้าป่าฟรีวู้ดแล้วก็ไม่ติดต่อกับเรวาเรนท์อีกเลย”
โซนาตาได้ฟังก็หัวเราะในลำคอ เรื่องนี้ก็ตรงกับที่เขาคาดไว้ ก่อนที่จะบุกป้อมปราการเขาติดต่อกับด็อกมาไว้แล้วเพราะเดาว่าเชลยคนนี้ไม่มีทางเลือกมากนัก
“ฉันบอกเพื่อนเอาไว้แล้ว… ถ้านายไปอยู่กับพวกเอเทเซียหรือเฮอร์มิต พวกฉันจะรับรองความปลอดภัยให้ แต่ถ้าไม่ใช่…”
“ข้าจะไม่ไปสร้างปัญหาให้ใครอีก ข้ามาเข้าพวกเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น พวกเรวาเรนท์ทำให้คนทั่วไปมองว่าพวกข้าเป็นพวกเดียวกับมัน จะอยู่ที่ไหนข้าก็ลำบาก แต่ถ้ามีทางเลือก ข้าไม่มาเข้าพวกกับพวกเรวาเรนท์หรอก” อีกฝ่ายสารภาพความในใจ และหลังจากพูดคุยรายละเอียดกันอีกเล็กน้อย เนโครแมนเซอร์คนนั้นก็รีบขอตัวจากไป เขาสัญญาว่าหลังจากไปรับครอบครัวมาแล้ว โซนาตาก็จะไม่ได้เห็นหน้าเขาในเรวาเรนท์อีก
“คุณนี่ใจดีจังเลยนะคะ” เจเนวีฟทิ้งตัวลงนั่งข้างเขา และจับจ้องเขาด้วยแววตาประหลาดที่ทำให้โซนาตาอึดอัดใจจนต้องมองซุปที่อยู่ในถ้วยแทนการมองหน้าเธอ
“ไม่หรอก ถ้าเจออยู่กับเรวาเรนท์อีกก็แค่ฆ่าทิ้งเท่านั้นแหละ” เขายักไหล่แบบไม่ใส่ใจ