Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 23: นครศักดิ์สิทธิ์อัลกราด
เมื่อป้อมปราการที่ขวางอยู่หน้าเมืองกลายเป็นป้อมร้าง โซนาตาและเจเนวีฟจึงสามารถเดินอาด ๆ ผ่านเข้าไปได้จนถึงกำแพงเมืองอย่างไร้ปัญหา พวกเขามาหยุดยืนอยู่หน้าเมืองอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกับดักอื่นใดซ่อนอยู่
“พอมาดูใกล้ ๆ ถึงได้เห็นว่าเหมือนมีสนามพลังบางอย่างคุ้มครองเมืองอยู่”
“สนามพลัง…”
“เป็นความรู้สึกแบบเดียวกับที่พวกพาลาดินหรือนักบวชใช้ ไอ้ที่เรียกว่าเวทศักดิ์สิทธิ์น่ะ”
“นี่สินะคะ เหตุผลที่เมืองนี้ยังอยู่รอดทั้งที่ถูกล้อมด้วยพื้นที่ของเรวาเรนท์”
“เข้าไปกันเถอะ”
สิ้นคำเอ่ยชวน โซนาตาตรงไปผลักประตูเมืองให้เปิดออก เพียงย่างก้าวแรกที่เหยียบเข้าเมืองได้ พวกเขาก็ทำให้เกิดความโกลาหล ผู้คนทั้งเมืองต่างแตกตื่นตกใจกับอาคันตุกะที่ไม่เคยได้มีโอกาสต้อนรับมาตลอดหลายร้อยปี พวกทหารวิ่งกรูกันเข้ามาแต่ไม่ใช่ด้วยเจตนาคุกคาม พวกเขารู้ว่าแขกเหล่านี้ไม่ใช่ฝ่ายที่มาด้วยเจตนาร้าย เพราะพวกเขาสามารถผ่านสนามพลังศักดิ์สิทธิ์มาได้อย่างปลอดภัย
“พวกท่านคือใครกัน” นายกองที่วิ่งหน้าตื่นมาถามทั้งคู่
“พวกเรามาจากเอเทเซีย” เจเนวีฟตอบ
“ฉันรู้ว่าพวกนายคงมีอะไรอยากถามมากมาย แต่พวกเราก็มีเหมือนกัน ช่วยพาเราไปพบกับผู้รับผิดชอบที่นี่ได้ไหม” เป็นคำขอที่น้ำเสียงเหมือนคำสั่ง พวกทหารของอัลกราดได้ยินแล้วก็คิดว่าเขาต้องเป็นคนใหญ่คนโตที่ไหนแน่ เขาถูกขอให้รอสักครู่ในระหว่างที่มีคนกำลังไปแจ้งเรื่องให้กับผู้ดูแลเมืองนี้
ระหว่างรอ ทั้งสองฝ่ายต่างก็ซักถามแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน คนที่อัลกราดไม่รู้เรื่องโลกภายนอกเพราะถูกล้อมกรอบท่ามกลางเมืองของเรวาเรนท์ ส่วนโซนาตาก็ได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มว่าเมืองนี้รอดมาได้หลายร้อยปีเพราะมี “โฮลีไมเดน” เป็นผู้เสียสละแบ่งพลังชีวิตสร้างสนามพลังขึ้นมาต่อต้านผู้บุกรุก
“พวกเราโชคดีที่มีท่านอเล็กซานดราและโฮลีไมเดนรุ่นก่อน ๆ” นายกองพูดด้วยความรู้สึกภาคภูมิ “แม้ว่าการจะต้องอยู่แต่ในเมืองจะใช้ชีวิตลำบากมากก็เถอะ”
“ข้าจินตนาการไม่ออกเลย ถูกขังอยู่แต่ในเมือง อาหารการกินก็คงหายากสินะ” เจเนวีฟเสียงเศร้า เธอมองไปที่เด็ก ๆ ที่มายืนมุงดูคนแปลกหน้าอย่างพวกเธอ เด็กแต่ละคนดูตัวเล็ก ผอมบาง และเนื้อตัวไม่สะอาดสะอ้าน
“โชคดีที่แต่เดิมเมืองเราก็มีคนไม่เยอะ ประชากรส่วนใหญ่คือผู้รับใช้ศาสนาและผู้คุ้มกัน พวกเรามีเด็กเกิดใหม่ต่อปีน้อยมาก”
ขณะที่กำลังคุยกันอย่างออกรส บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันทีเมื่อหญิงสาวนางหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เธอเป็นหญิงสาวหน้าตาดี อายุน่าจะราวยี่สิบปลายถึงสามสิบต้น ชุดสีขาวสว่างไสว เครื่องประดับสีทอง หลาย ๆ อย่างทำให้โซนาตาและเจเนวีฟรู้ได้ทันทีว่าเธอคือโฮลีไมเดนที่ทหารเกริ่นเอาไว้
“ข้าอเล็กซานดราผู้นำของอัลกราด”
“โซนาตา ดิอาลโน เอ่อ… ตัวแทนของเอเทเซีย” โซนาตาโมเมขึ้นมา แต่เขาคิดว่าถ้าไปถามเชอรีส เธอก็คงจะให้ตำแหน่งหน้าที่อะไรเขาสักอย่างนั่นแหละ
“ฉัน ไม่สิ เรา เอ้ย ข้าคือเจเนวีฟ สวอนส์เป็นผู้ติดตาม” เจเนวีฟเริ่มงงกับวิธีการพูดของตัวเอง นี่คงเป็นผลจากสำนวนแปลก ๆ ที่พวกโซนาตาใช้ได้ส่งผลมาถึงเธอด้วย
“สวอนส์งั้นหรือ” อเล็กซานดราเลิกคิ้วขึ้นแต่ยังไม่ทันทักถามโซนาตาก็ยิงคำถามมาก่อน
“คุณรู้หรือเปล่าว่าเมืองหลวงของเรวาเรนท์อยู่ที่ไหน”
เนโครโปลิสนครหลวงของเรวาเรนท์ เดิมทีที่แห่งนี้ไม่ใช่เมืองแต่เป็นสุสานของราชวงศ์เอเทเซียมาตั้งแต่ยุคโบราณ เพื่อป้องกันพวกโจรขโมยสมบัติที่มักถูกฝังไว้ด้วยกัน บรรพบุรุษของชาวเอเทเซียจึงซ่อนพื้นที่ลึกลับนี้ไว้ใต้ดินผ่านการลงอาคมไว้อย่างซับซ้อนจนไม่สามารถใช้เครื่องมือใด ๆ ตรวจหาได้
เมื่อครั้งที่เรวาเรนท์เข้ามาขยายอำนาจในทวีปนี้ พวกมันได้หาทางเข้าไปในสุสานราชวงศ์สำเร็จและพบว่าสุสานแห่งนี้มีพื้นที่ขนาดใหญ่และถูกปกป้องไว้อย่างดีจากโครงสร้างที่แข็งแรงและเวทมนตร์ พวกมันจึงได้ปรับปรุงครั้งใหญ่จนมันกลายเป็นเมืองขนาดยักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินลึก เรวาเรนท์ใช้ที่นั่นเป็นฐานทัพแรกและขยายอิทธิพลจนกินพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกทั้งหมด
“ถ้าพวกท่านอยากรู้ว่าเมืองอยู่ที่ไหน ข้าสามารถชี้จุดในแผนที่ได้ แต่วิธีการเข้าไปข้าเองก็จนใจ”
“วิธีการเข้า” เจเนวีฟทวนคำ
“อย่างที่เล่าไป เมืองอยู่ใต้ดิน ไม่มีทางเข้าออก พวกเรวาเรนท์เข้าออกที่นั่นด้วยเวทมนตร์ที่ข้าเองก็ไม่รู้จัก” “ไม่มีช่องทางเลยเหรอ ทางระบายอากาศ น้ำหรืออะไรสักอย่าง”
“พวกอันเดดไม่ต้องหายใจ… ถึงจะมีชนิดที่ต้องกินอาหารด้วย แต่ข้างบนก็มีอาหารเหลือเฟือ”
เมื่อลองนึกดูโซนาตาก็พบว่ามันน่าจะเป็นแบบนั้น พวกเรวาเรนท์ไม่ได้ทำลายหมู่บ้านของมนุษย์เพียงแค่ยึดเอาไว้ ระหว่างการเดินทางมาถึงที่นี่ก็มีหลายครั้งที่เขาเห็นผู้คนถูกพาออกจากเมืองแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เพื่อสอบถามเรื่องราวอีกมากมาย อเล็กซานดราจึงเชิญทั้งคู่เป็นแขกในปราสาทของเธอ ทั้งสองรอนแรมอยู่ข้างนอกหลายวันจึงตอบรับคำเชิญโดยไม่เสียเวลาคิดมาก พวกเขาคิดว่าเมื่อมีโอกาสได้พักก็ควรพักให้เต็มที่
การปรากฏตัวของโซนาตาทำให้ทั้งเมืองมีความหวังขึ้นมา พวกเขาเคยคิดด้วยซ้ำว่าเอเทเซียเองก็อาจจะล่มสลายไปแล้ว แม้จะต้องอยู่อย่างระมัดระวังเรื่องเสบียงแต่อเล็กซานดราก็อนุญาตให้ทั้งเมืองจัดงานเฉลิมฉลองที่ไม่ได้จัดมานาน
ไม่เพียงแค่ที่อัลกราดเท่านั้นที่กลายเป็นเรื่องใหญ่โต เมื่อด็อกมารีบนำเรื่องที่โซนาตาพบไปรายงานกับราชินีเชอรีส เธอก็เรียกประชุมขุนนางทั้งหมดเช่นกัน
“พวกเราไม่สามารถใช้เวทมนตร์ติดต่อกับอัลกราดได้ตั้งแต่เริ่มการรุกรานของเรวาเรนท์ ไม่มีใครคิดว่าที่นั่นยังรอดอยู่ได้ทั้งที่ถูกล้อมมาเป็นร้อย ๆ ปี” ขุนนางรายหนึ่งอธิบายสาเหตุที่เอเทเซียไม่เคยพยายามส่งสายสืบไปจนถึงที่นั่น
“ดูจากพฤติกรรมของราชาองค์ก่อน ข้าก็ไม่แปลกใจหรอก” ทาเลซพูดกระแทกเสียง เขาจำได้ดีว่ายุคของบาลดริกมันแย่ขนาดไหน บางทีต่อให้รู้ว่าอัลกราดยังรอดอยู่แต่คนรักตัวกลัวตายแบบเขาอาจจะนิ่งเฉยไม่คิดจะทำอะไรก็ได้
“จากข้อมูลที่ท่านโซนาตาส่งมา พวกเราคาดหวังกับกำลังรบของอัลกราดมากไม่ได้” อัลไคเซอร์รีบดับฝันขุนนางหลายคนที่หวังจะใช้อัลกราดเป็นกำลังเสริม
“แค่พวกนั้นอยู่รอดมาได้ก็น่ายินดีแล้ว” เชอรีสยิ่มกริ่ม “มันคือหลักฐานว่าพวกเราสู้ได้… ขนาดอัลกราดที่ถูกโดดเดี่ยวกลางดงพวกอันเดดยังอยู่มาได้ถึงตอนนี้”
“ทรงหลักแหลมยิ่งนัก เป็นโชคของจากเอเทเซียที่ได้ราชินีองค์ใหม่…” ขุนนางรายหนึ่งรีบสอพลอ แต่ก็ต้องลดเสียงลงเมื่อเห็นสายตาไม่เป็นมิตรส่งมาจาทาเลซที่ไม่เห็นตรรกะในคำพูดบ้าบอนั่น แม้เทเลซจะชื่นชมเชอรีส แต่เขาก็ไม่คิดว่าเธอควรมารับฟังคำพูดขยะ ๆ ที่ดูระรื่นหูแต่ไร้ประโยชน์
อีกด้านหนึ่ง ร่างที่เกือบจะหมดลมหายใจของไบรเดนได้ถูกอันเดดพากลับฐานทัพในเนโครโปลิสแทนที่จะถูกกัดกิน ไบรเดนคิดว่าต่อให้เขารอดจากอาการบาดเจ็บได้แต่เขาก็คงต้องถูกลงโทษด้วยความตายอยู่ดี ที่แปลกคือเขาไม่ได้หวาดกลัวมากมายอย่างที่เคยคิด สิ่งเดียวที่รู้สึกในตอนนี้คือความเสียดายที่จะไม่มีโอกาสได้แก้แค้นอีกแล้ว
…ไอ้สารเลวนั่น ถ้าไม่มีมันสักคน ข้าก็จะยังเป็นเจ้าชายรัชทายาท…
“อะไรกัน กลิ่นของความแค้นนั่น” เสียงหัวเราะคิกคักดังมาแต่ไกล ไบรเดนจำได้เป็นอย่างดีมันคือเสียงของคนที่สั่งให้เขาไปเอาหัวของโซนาตามาให้
“ดะ… ดาร์คเจสเตอร์” ไบรเดนพูดออกมาอย่างลำบาก แค่พูดร่างของเขาก็รู้สึกราวกับจะปริแตกออก
“ท่านดาร์คเจสเตอร์ อย่าลืมใช้คำว่าท่านด้วย” อีกฝ่ายเข้ามากระซิบ หน้ากากที่มีใบหน้ายิ้มทำให้ไม่รู้ว่าชายพิลึกผู้นี้แสดงสีหน้าแบบไหน ไบรเดนรู้สึกขนลุกทุกครั้งที่เห็นเจ้าตัวตลกในชุดดำคนนี้
“ข้าทำงานพลาด จะฆ่าจะแกงยังไงก็เอาเถอะ” อดีตเจ้าชายหลับตาเหมือนปลงชีวิต เขาขอเพียงอย่างเดียวคือให้ทุกอย่างจบลงอย่างเร็วที่สุด
ดาร์คเจสเตอร์หัวเราะด้วยเสียงน่ารังเกียจ ในอดีตเขาเคยพบเห็นคนที่มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อแก้แค้นมาหลายคน เพียงปราดตามองเขาก็รู้ว่าไบรเดนคือหนึ่งในนั้น คนที่พร้อมจะสละทุกอย่างเพียงเพื่อให้ศัตรูได้พินาศย่อยยับไปด้วยกัน คนพวกนี้ไม่ได้คิดถึงราคาที่ต้องจ่าย เพราะหลงเข้าใจว่าสิ่งที่สูญเสียไปมันมากเกินพอแล้ว และสิ่งที่มีอยู่กลับไม่มีค่าอีกต่อไป
“ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง…” พูดจบเจ้าตัวตลกหัวเราะเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้
“หมายถึงจะไม่ฆ่าข้างั้นเหรอ” ไบรเดนเริ่มมีความหวังกลับมาแต่ก็แค่วูบเดียว
“ฮี่ ฮี่ ฮี่ ข้าบอกว่าจะให้โอกาส ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะไม่ฆ่า”
จากนั้นเสียงกรีดร้องโหยหวนน่าสยดสยองก็ดังขึ้น เวทมนตร์ของดาร์คเจสเตอร์กำลังเปลี่ยนเขาเป็นบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ เคียวอันใหญ่ถูกโบกสะบัดไปมา ร่างของไบรเดนถูกตัดและประกอบกันใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า นี่คือการผ่าตัดวิปริตที่แม้แต่พวกโรคจิตยังต้องเบือนหน้าหนี
…ไม่ต้องห่วง หลังจากข้าดัดแปลงเจ้าเสร็จ เจ้าจะได้พลังสำหรับแก้แค้น…