Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 221: ล่าอสูรอัญเชิญ
พวกเรย์ได้รับคำทำนายตามที่ต้องการแล้ว แต่ก่อนที่จะออกเดินทางเพื่อตามหาอสูรอัญเชิญที่เหลือพวกเขายังมีสิ่งที่ต้องทำก่อนที่จะขึ้นเรือ
“ว่าไงนะ ไม่ใช่แค่ได้ผลึกนี่มาก็จบเหรอ” ลาโตรร้องเสียงดัง
“ขอโทษคะ ข้าลืมบอกไป” แอนทิสตาก้มหัวหงึก ๆ หงัก ๆ เธอมักจะตกหล่นลืมบอกข้อมูลสำคัญเสมอ
“แล้วจะต้องทำยังไงล่ะ” ไกราเอียงคอถาม
“ไม่ยากเลย ข้าก็แค่ต้องเรียกมันออกมาจากอัญมณีนี่ แล้วพวกเราก็ช่วยกันปราบมันสักรอบ ถ้าทำสำเร็จมันก็จะยอมรับข้าเป็นนายแล้วค่ะ”
“มันเก่งสินะ” เรย์ถามแบบคาดหวังว่าเธอจะตอบว่า “โอ้ย ก็ไม่เก่งเท่าไรหรอกค่ะ”
“โอ้ย ก็ไม่เก่งเท่าไรหรอกค่ะ ไม่ถึงระดับจอมดาบที่เจอเมื่อกี้แน่นอน”
เรย์ ลาโตรและไกราถอนหายใจพร้อมกับอยากจะโกรธแอนทิสตาที่ปล่อยให้พวกเขารับงานโดยลืมข้อมูลสำคัญเช่นนี้
แต่พอเห็นสายตาใสซื่อที่ส่งมาก็รู้สึกโกรธไม่ลง ก็นั่นสินะ ถ้ามันง่ายมันก็คงไม่ถูกประเมินว่าเป็นภารกิจระดับสูงสุดหรอก
“เรียกออกมาเลย ถ้าช่วยกันก็คงไม่มีใครตายหรอก” เรย์พูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนปลงตกแล้ว
“ไตรเซอราจงมา” ก่อนที่จะเรียกตัวปัญหาออกมาปราบ แอนทิสตาเรียกอสูรอัญเชิญที่อยู่ในการควบคุมของเธอออกมาก่อน ชื่อของมันคือไตรเซอรา
ผิวหนังของมันทั้งหยาบ แข็งและขรุขระคล้ายสิ่งมีชีวิตจำพวกสัตว์เลื้อยคลาน รูปร่างใหญ่โตกว่าช้าง แทนที่จะมีงาสองข้าง มันกลับมีเขาแหลมโง้งยื่นไปข้างหน้าถึงสามเขา
พวกโซนาตาได้ฟังคำบรรยายถึงไตรเซอราก็นึกภาพตามออก มันคล้ายกับสิ่งที่เขารู้จัก
“ไทรเซราทอปส์” อลินาชิงพูดออกมาก่อนใคร
“ทำไมอสูรอัญเชิญหน้าตาเหมือนไดโนเสาร์” อัลโตถามแบบไม่เจาะจงว่าถามใคร
“ไม่มีกฎห้ามว่าเหมือนไดโนเสาร์ไม่ได้นี่” กาเรนไม่ได้ตั้งใจจะกวนประสาท
ผู้ใช้เวทอัญเชิญจะถูกแบ่งออกเป็นสามสายหลัก ๆ สายแรกจะอัญเชิญอสูรออกมาและให้ร่างกายชั่วคราวกับมัน วิธีการนี้เหมือนกับที่ซีวีอัญเชิญมังกรแสงลูเซนต์ของเธอ หรือโซนาตาอัญเชิญไข่แห่งความโกลาหล สายต่อมาคือพวกที่อัญเชิญมาเพื่อผสานกับอาวุธหรือเครื่องป้องกัน สายนี้เป็นสายที่หาได้ยากกว่า และสายสุดท้ายที่หายากพอ ๆ กันก็คือแบบแอนทิสตา สายรวมร่าง!
“โพสเซส” แอนทิสตาร่ายเวทต่อไปทันที มันทำให้เธอหลอมรวมร่างกายเข้ากับไตรเซอรา เขาสามเขาปรากฏขึ้นบนศีรษะ ร่างของเธอมีบางส่วนที่กลายเป็นผิวของไตรเซอรา เธอกลายเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งอสูรไปเสียแล้ว
“ใช้เวทมนตร์ได้ แถมร่วมร่างกับอสูรอัญเชิญกลายเป็นมนุษย์ไดโนเสาร์” โซนาตาตาเป็นประกาย
…อยากได้เป็นพวกชะมัด…
…หมอนี่อยากได้หล่อนเป็นพวกแน่นอน… ทุกคนในกลุ่มอะบีสคิดแบบเดียวกัน
“ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้นซะหน่อย” อลินาส่ายหน้า เธอกำลังจะบอกว่า อีกฝ่ายจะเก่งหรือไม่ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุด การจะดึงใครเข้ามาเป็นพวกมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากกว่านั้น
“ใช่… ว่าแต่รูปร่างหน้าตาแอนทิสตานี่เป็นยังไงเหรอ” กาเรนถามด้วยสีหน้าจริงจัง แต่ถึงจะจริงจังแค่ไหนทุกคนก็ดูออก หมอนี่สนใจแค่ใบหน้ากับขนาดหน้าอกเท่านั้นแหละ
แล้วก็มาถึงฝ่ายที่ต้องปราบบ้าง แอนทิสตานำอัญมณีชิ้นต่อไปออกมา
“จงปรากฏตัวสเตรกอส”
ชาอุลบรรยายรูปร่างของสเตรกอส มันเหมือนกับมังกรดิน ขาสั้น ปากเล็ก หลังโค้งและมีเกล็ดที่คล้ายครีบเรียงไปตามแนวกระดูดสันหลังจนถึงปลายหาง นอกจากนี้ยังมีหลามแหลมที่ปลายหางอีกด้วย สเตรกอสมาพร้อมกับควันที่สามารถสาปผู้คนให้กลายเป็นหินได้
“อืมมม สเตโกซอรัสที่มีพลังทำให้กลายเป็นหิน” โซนาตาอดไม่ได้ที่จะเทียบเจ้าตัวใหม่กับไดโนเสาร์อีกชนิด
การต่อสู้เป็นไปด้วยความยากลำบาก ศัตรูนอกจากแข็งแกร่งแล้วยังมีพลังพิเศษที่ทำให้หมดสภาพได้อย่างง่าย ๆ แต่พวกเรย์กลับตอบโต้ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
แอนทิสตาเข้าขากับทั้งสามเป็นอย่างดี เมื่อรวมร่างกับไตรเซอรา เธอก็ไม่ใช่แค่คอยสนับสนุนอย่างเดียวเท่านั้น ตอนนี้เธอมีเรี่ยวแรงมหาศาลราวกับสัตว์ร้าย ความเสียหายที่เธอสร้างรุนแรงไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเรย์เลย
“ลีโก” ไกราร่ายเวทเดวัลเพื่อใช้ค้นหาจุดอ่อน เขาพบว่าสเตรกอสอ่อนต่อธาตุลม
เมื่อรู้แบบนั้น การโจมตีประสานจึงเกิดขึ้น เวทมนตร์เวนตัสของไกรา เวทมนตร์เมกะวินด์ของแอนทิสตา และท่าคลื่นดาบของเรย์ โหมโจมตีใส่สเตรกอสจนมันอ่อนแรงลง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ มันปล่อยลมหายใจที่ทำให้กลายเป็นหินออกมามากขึ้น
พวกเรย์ไม่มีทางเลือกนอกจากอาศัยการโจมตีระยะไกลในการจัดการมันอย่างเดียว ที่แย่ที่สุดก็คือลาโตรที่มีหน้าที่อย่างการคอยเป็นโล่ให้กับคนอื่นไม่สามารถเข้าใกล้สเตรกอสได้ เขาจึงแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย
มันคือการแข่งความอึด สเตรกอสไม่ยอมล้มลงไปโดยง่าย แต่พวกเรย์ก็ไม่ยอมปล่อยให้มันมีโอกาสได้ฟื้นตัว เวทพายุและวิชาคลื่นดาบกระหน่ำจากทั้งสามทิศอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
หลายชั่วโมงผ่านไป ชายหาดที่เคยสวยงามมีสภาพเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความพยายามของทุกคน ในที่สุดร่างใหญ่ยักษ์ก็ล้มลงและเลือนหายไป สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงอัญมณีสีน้ำเงินสดใสที่เป็นที่สถิตสำหรับวิญญาณมัน
เอเทเซีย ป่าพรีวูด บริเวณที่ถูกเรียกว่าป่าภูต เป้าหมายรายต่อไปได้ปรากฏตัวขึ้นในขณะที่พวกเรย์กำลังเพลิดเพลินอยู่กับอาหารมื้อดึก
“ไทแรนโนซอรัส” โซนาตาพึมพำหลังจากได้ยินคำอธิบายเรื่องรูปร่างของเรกซ์อสูรอัญเชิญที่พวกเรย์กำลังเผชิญหน้าอยู่
“ชื่อก็เหมือนอยู่นะ เรกซ์กับที. เรกซ์” เคสเทรลพยายามบอกว่าหรือมันจะเป็นแค่ไดโนเสาร์หลงยุคจริง ๆ
“ว่าแต่เคยได้ยินมาว่าที. เรกซ์ของจริงคำรามไม่ได้เหมือนในหนังนะ แถมยังวิ่งแบบนั้นไม่…”
“เดี๋ยวก่อนสิ ไม่มีใครทักเลยเหรอ ป่าพรีวูดมันบ้านเดิมของข้านะ มันเคยมีตัวแบบนั้นด้วยเรอะ” เวเนโวยวายแต่ไม่ได้มีใครสนใจนัก
เรกซ์แข็งแกร่งยิ่งกว่าสเตรกอส กรามของมันใหญ่และมีพลังในการกัดมากกว่าสิบแปดตัน โซนาตาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไดโนเสาร์ เขาจึงบอกไม่ได้ว่าที-เรกซ์ตัวจริงเร็วและทรงพลังเท่ากับอสูรอัญเชิญตัวนี้หรือไม่ แต่ที่ชัดเจนคือไดโนเสาร์ไม่มีทางใช้เวทมนตร์ได้เหมือนกับเจ้าตัวนี้แน่
ไกราใช้ลีโกตรวจสอบธาตุที่ศัตรูรายนี้แพ้ทางเอาไว้แล้ว แต่ในระหว่างต่อสู้มันก็สลับเปลี่ยนจุดอ่อนไปมาได้
“ใจเย็น ๆ เจ้านี่ก็แค่เปลี่ยนจุดอ่อนไปมาเท่านั้น โจมตีมันพร้อม ๆ กันหลาย ๆ ธาตุเลย” ลาโตรตะโกนบอกทุกคน กลายเป็นว่าเขาเป็นคนที่ใจเย็นที่สุดเมื่อเห็นว่าเรกซ์เปลี่ยนธาตุได้
“ธาตุแสง น้ำ และ ดิน ข้าขอรับผิดชอบเองค่ะ”
“งั้นข้าก็สายฟ้า”
“ไกราลมเอง”
“ส่วนข้าใช้เวทมนตร์ไม่ได้ ขอโจมตีมันดื้อ ๆ นี่แหละ”
เป็นการต่อสู้ที่เฉียดความตายอย่างที่สุด หากพลาดแม้แต่นิดเดียวมันย่อมหมายถึงชีวิตของคนใดคนหนึ่ง แต่พวกเรย์ผ่านการต่อสู้ร่วมกันมายาวนาน แม้แต่แอนทิสตาที่เข้าร่วมกลุ่มชั่วคราวเองก็ฝึกร่วมกับพวกเขามาตลอดไม่เว้นสักวัน การฝึกหนักเหล่านั้นทำให้พวกเขาไม่พลาด
เช่นเดียวกับการต่อสู้กับสเตรกอส มันกินเวลานับชั่วโมง ร่างของเรกซ์ตอนนี้แตกต่างจากตอนแรก บัดนี้มันเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์จากทั้งดาบและเวทมนตร์จนโทรมไปทั้งร่าง
พวกเรย์เองก็ใกล้ถึงขีดจำกัดเช่นกัน สเตรกอสและไตรเซอราเลือนหายไปพร้อมกับพลังเวทของแอนทิสตาที่แห้งเหือด แต่ละคนเริ่มยืนกันไม่อยู่มีเพียงเรย์เท่านั้นที่หลงเหลือเป็นคนสุดท้าย
ชาอุลกำลังบรรยายถึงรูปร่างของเรย์ที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ในขณะที่สติกำลังหายไป เรย์กลับแข็งแกร่งขึ้นเป็นทวีคูณ ร่างของเขาขยายขึ้นจนดันชุดเกราะปริแตก เกล็ดสีเหลืองทองเข้ามาแทนที่ผิวหนังสีขาว ปีกขนาดยักษ์งอกออกมาอวดโฉมจากด้านหลัง
เป็นภาพที่ดูเหลือเชื่อ แต่โซนาตาและซีวีเคยเห็นมาแล้ว และถ้าจีดัสอยู่ตรงนี้ด้วยเขาเองก็คงพูดแบบเดียวกัน มันเป็นร่างที่พวกเขาเคยเห็นมาก่อน ร่างมังกรที่ทำให้สายเลือดของเรย์ถูกเรียกว่าอัศวินมังกร
ลมหายใจสายฟ้าถูกพ่นออกมาจากปาก อานุภาพของมันเหนือชั้นกว่าตอนที่เรย์อยู่ในร่างมนุษย์อย่างเทียบกันไม่ได้ โดยไม่เกี่ยวกับว่าตอนนั้นจุดอ่อนของเรกซ์จะเป็นอะไร สายฟ้าที่มีพลังทำลายมหาศาลพุ่งทะลวงร่างของอีกฝ่ายจนกลายเป็นรูขนาดใหญ่ที่ไหม้เกรียม
เป็นการปิดฉากการต่อสู้กับอสูรอัญเชิญตัวที่สอง
เป้าหมายเหลือเพียงแค่ไลโอลและเทอราที่กลุ่มเรย์รู้จักเพียงแค่ชื่อ เพื่อให้แน่ใจในชัยชนะแบบไม่เฉียดใกล้ความตาย กลุ่มเรย์จึงหยุดพักการเดินทางเพื่อเตรียมความพร้อมให้มากขึ้น
พวกเขาฝึกจนแทบล้มประดาตาย เรย์ฝึกฝนเวทมนตร์เพิ่มเพื่อลดจุดอ่อนในการโจมตีระยะไกลที่เขายังอ่อนหัดอยู่ ไกราตระเวนไปทั่วป่าพรีวูดเพื่อเรียนรู้เวทมนตร์เดวัลที่เขายังไม่รู้จัก ส่วนแอนทิสตาก็พยายามฝึกการควบคุมเรกซ์ที่เพิ่งได้มาครอบครอง รวมถึงการใช้อสูรอัญเชิญสามตัวพร้อมกัน
ไม่ใช่ทุกคนที่ใช้สามารถใช้อสูรอัญเชิญได้มากกว่าหนึ่ง สำหรับแอนทิสตาแล้วการใช้สองตัวพร้อมกันก็นับว่าต้องใช้พรสวรรค์ในการควบคุมแล้ว ดังนั้นการควบคุมสามตัวพร้อมกันจึงหนักหนาไม่ต่างกับการเขียนหนังสือด้วยมือซ้ายและขวาพร้อมกันเลยทีเดียว
“ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็พวกเราอาจจะสู้กับลุงซิกมาได้แล้วก็ได้นะ” ลาโตรเอ่ยออกมาเมื่อเห็นความก้าวหน้าของเพื่อนทุกคน
“เป็นไปได้ แต่ก็หมายถึงต้องสี่ต่อหนึ่งนะ” เป็นประโยคที่ทุกคนไม่คิดว่าจะหลุดออกมาจากปากเรย์ แต่เขาเชื่อแบบนั้นจริง ไม่ใช่แค่ฝีมือที่เติบโตขึ้นแต่ความแข็งแกร่งของจิตใจก็เติบใหญ่ขึ้นเช่นกัน
นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้โอเปราสนใจในกลุ่มเรย์ตั้งแต่แรกเห็น เธอรู้สึกถึงสิ่งนี้ พวกเขาจะกลายเป็นความหวังของมวลมนุษย์ไม่ช้าก็เร็ว
ไลโอลคืออสูรอัญเชิญแห่งท้องทะเล มันมีรูปร่างก้ำกึ่งระหว่างวาฬและจระเข้ ขากรรไกรของมันเต็มไปด้วยฟันที่แหลมคม ไลโอลเป็นนักล่าขนาดยักษ์ที่มีลำตัวยาวเกือบยี่สิบเมตรหรืออาจจะยาวยิ่งกว่านั้น
“ไลโอพลัวเรอดอน” โซนาตาถามข้อมูลจากเอไอที่ฝังอยู่ในชุด จอโฮโลแกรมที่มีข้อมูลของไลโอพลัวเรอดอนจึงปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ชาอุลตกใจชั่วขณะหนึ่ง แต่โลกนี้มีอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ทำงานคล้ายกันเขาจึงเข้าใจได้ว่าภาพที่โซนาตาฉายออกมาเป็นก็เป็นแค่ภาพ
“เจ้านี่คล้ายกับไลโอลที่เรย์เคยเล่าให้ฟังมาก” ชาอุลช่วยยืนยันให้
“นี่ก็ไดโนเสาร์เหรอ”
“น่าจะเรียกว่ากิ้งก่าทะเลมากกว่านะ แต่มันจะเป็นตัวอะไรก็ช่างมันเถอะ”
โซนาตาไม่ได้สนใจมันนัก ส่วนหนึ่งเพราะเขารู้ว่าเรื่องนี้จะจบลงยังไง ไลโอลแม้จะเป็นตัวอันตรายสำหรับใครก็ตามที่ล้ำถิ่นมัน แต่ระดับฝีมือของมันไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเรย์แล้ว
ไกราเกือบเป็นผู้เผด็จศึกศัตรูรายนี้ตามลำพัง เขาเสียอาวุธใหม่ไปพร้อมกับการโจมตีที่ทำให้ทั้งกระโหลกและขากรรไกรของไลโอลแหลกไปด้วยกัน แม้ว่ามันจะยังไม่ตายสนิททันที แต่ก็เจ็บหนักหลังถูกแอนทิสตาโจมตีด้วยศรสายฟ้า กับเรย์เล่นงานมันซ้ำด้วยดาบที่ผสานเวทสายฟ้าของเขา
ไลโอลไม่ได้อ่อนแอ มันแข็งแกร่งยิ่งกว่าสเตรกอสที่พวกเรย์ต้องล้มอย่างยากลำบาก แต่เรย์และพรรคพวกพัฒนาขึ้นจนมาถึงจุดที่จัดการกับมันได้แบบไม่ต้องเปลืองแรงแล้ว
ที่ทวีปน้ำแข็ง เบาะแสสุดท้ายได้นำพวกเรย์มาจนถึงที่นั่น บริเวณภูเขาหิมะที่พวกนักโบราณคดีเชื่อว่ารีสเลย์ ลีออนได้สละชีพลงที่นั่น มันคือจุดเดียวกับที่ริเธียบอกว่าเทอราอยู่
“ตามประวัติศาสตร์รีสเลย์ไม่ได้ตายที่ทวีปบริซาเนียเหรอ ทำไมรีสเลย์มอนติถึงได้ไปอยู่ที่ทวีปน้ำแข็ง” คำถามของซีวีไม่ได้คำตอบ แต่เธอแน่ใจว่ามันควรต้องเป็นแบบนั้น ในเมื่อประวัติศาสตร์เดิมรีสเลย์ต้องใช้ลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์จัดการกับเทพปีศาจที่อยู่ทวีปบริซาเนีย เขาก็ควรจะต้องเสียชีวิตที่นั่น
โซนาตายักไหล่ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ อะไรที่เขียนอยู่ในตำราไม่ได้หมายความว่ามันจะถูกต้อง
“ว่าแต่เทอราคือเจ้านั่นสินะ เทอราโนดอน”
ในโลกของโซนาตา มันคือสัตว์เลื้อยคลานในสกุลเทอโรซอร์ มันไม่ใช่ไดโนเสาร์แต่เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีปีก
สำหรับพวกเรย์สิ่งที่เป็นปัญหาไม่ใช่ศัตรู แต่กลับเป็นความหนาวติดลบของภูเขาหิมะ พวกเขาต้องแข่งกับเวลาเพื่อไม่ให้แข็งตายอยู่บนนั้น และยังต้องคอยระวังไม่ให้เกิดหิมะถล่มอีกด้วย
“มังกรคำราม!”
หลังจากที่เล่นงานปีกจนเทอราไม่สามารถบินได้เหมือนปกติ เรย์ก็จบการต่อสู้ด้วยท่าไม้ตายที่เกิดจากคลื่นเสียงของมังกร กระดูกทั่วร่างของเทอราแตกลั่น มันร่วงลงมาและสลายไปก่อนที่จะถึงพื้น เป็นการปิดฉากภารกิจที่ยาวนานของพวกเรย์และแอนทิสตา
ภารกิจมาถึงปลายทางแล้ว แต่แอนทิสตาไม่ได้ยินดีที่มันจบลง ระหว่างที่ได้เดินทางไปกับพวกเรย์ มันทำให้เธอรู้สึกกับพวกเขาไม่ใช่แค่นายจ้างกับลูกจ้าง เธอมองพวกเขาเป็นพรรคพวกไปแล้ว
แต่ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา
เรย์ ไกรา และลาโตรเองก็เสียดายที่การเดินทางด้วยกันต้องจบลง แต่พวกเขาไม่มีทางอื่นนอกจากพาแอนทิสตาและผลึกอสูรทั้งหมดไปส่งที่หมู่บ้านเคไซทัสของเธอ