Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 225: กำเนิดไพร์มทั้งแปด
ขณะเดียวกัน ซิกมาก็กำลังดวลดาบกับพาดัสอย่างไม่มีใครยอมใคร ดาบของพาดัสถูกซิกมาทำลายไปแล้ว แต่เขากลับใช้พลังที่เรียกว่าสตาร์ฟอร์ซก่อรูปขึ้นเป็นดาบแทน
ด้วยรูปร่างปราดเปรียวที่ผสมระหว่างมนุษย์และเสือ พาดัสสามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งรวดเร็วและนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน เขาเคลื่อนไปรอบ ๆ ได้ราวกับพยัคฆ์ร้ายย่อง กระโจนเข้าใส่ราวกับไล่ตะครุบเหยื่อ ลักษณะการเคลื่อนไหวเช่นนี้ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็เหมือนสัตว์ร้ายมากกว่ามนุษย์
ซิกมารับมือได้ดีจนอีกฝ่ายแปลกใจ
การเคลื่อนไหวแบบกึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์นี้ซิกมาคุ้นชินมาจากการเคลื่อนไหวของไกรา ที่เขาหนักใจกว่าคือแสงสีน้ำเงินที่เรียกว่าสตาร์ฟอร์ซ มันไม่ได้ทำได้แค่ก่อรูปเป็นดาบ
พาดัสหายตัวไป และเสี้ยววินาทีต่อมาก็ปรากฏตัวอยู่ด้านหลังซิกมา ชายแก่รู้ตัวจึงหันกลับมารับดาบได้ทัน พลังของพาดัสสามารถใช้แบบนี้ได้ด้วย
บางอย่างย่องออกมาจากมุมมืดของถนน ทั้งที่มีร่างใหญ่ยักษ์แต่ฝีเท้าของมันกลับเงียบกริบจนซิกมาและพาดัสไม่รู้สึกตัว พวกเขาเห็นมันในวินาทีที่มันกระโจนมาจนเกือบถึงตัวแล้ว
ซิกมาใช้ดาบคู่ยันเอาไว้ ผลคือร่างผอมแห้งของเขากระเด็นปลิวไปจากแรงตบมหาศาล ดาบคู่ช่วยหยุดความเสียหายส่วนหนึ่งเอาไว้ได้แต่ที่เหลือก็รุนแรงพอทำให้เขากระอักเลือดกลางอากาศ
พาดัสใช้วิชาประหลาดหลบการโจมตีแรกได้ทัน ขณะที่กำลังสงสัยว่าผู้ที่เล่นงานตนคือใคร อีกฝ่ายก็หมุนตัวมาพร้อมกับตะบบซ้ำอีกครั้ง เพดัสไม่สามารถใช้วิชาเดิมได้ในทันทีครั้งนี้เขาจึงจำเป็นต้องตั้งรับ
สภาพของมนุษย์เสือดำ ไม่ต่างจากซิกมานัก ดาบที่เกิดจากสตาร์ฟอร์ซหยุดความเสียหายไว้ไม่ได้ทั้งหมด เขากระเด็นไปหลายสิบก้าวกว่าที่จะตั้งหลักยืนได้ใหม่
มันคือเบตา ไพร์มชาโดว์ที่เกิดจากไกรานั่นเอง ซิกมาไม่แปลกใจที่เจอมัน เขาและพวกเรย์ทุกคนคาดไว้แล้วว่าโอเปรากับชาโดว์อาจปรากฏตัวได้ทุกเมื่อ
ที่น่าตกใจคือเบตาตรงหน้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าในความทรงจำของซิกมา
ชาโดว์สิงโตสีดำตัวใหญ่กว่าที่เรย์เล่าให้ฟัง พลังเวทมนตร์ที่รู้สึกจากมันได้ก็แตกต่างจากเดวัลที่เคยพบเห็น มันไม่ใช่แค่ชาโดว์จากเจ้าหนูตัวกะเปี๊ยกอย่างไกรา แต่ถือเป็นเดวัลที่มีระดับเทียบเท่ากับสาวกเทพปีศาจ
เบตายังไม่ได้มาตัวเดียวด้วย ซิกมาสังเกตเห็นเงาจำนวนนับไม่ถ้วนวิ่งเลียดมาตามพื้น
ชาโดว์สัตว์ป่าที่ขึ้นตรงกับเบตาผุดขึ้นจากเงาพวกนั้น นี่คือวิธีการที่โอเปรายกชาโดว์ทั้งกองทัพเข้ามาในอัลกราดได้
สมรภูมิสุดท้ายคือการต่อสู้ระหว่างเรเซอร์และฟรีโอนิเอลซึ่งเริ่มไปครู่ใหญ่แล้ว
เรเซอร์มีวิชาดาบที่สามารถดูดซับและสะท้อนการโจมตีกลับได้จนเกือบไร้ขีดจำกัด เขาใช้เพลงดาบที่ซับซ้อนควบคู่ไปกับดาบต้องสาปทะมะโนะมิ ความสงบและความบ้าคลั่ง สติปัญญาและสัญชาตญาณ ความงดงามของเพลงดาบและความน่าสยดสยองของจิตสังหาร เรเซอร์คือชายผู้มีสองด้านแตกต่างกันอย่างสุดขั้วในคนเดียว
ฟรีโอนิเอลรับมือกับอีกฝ่ายอย่างยากลำบาก ในแง่เพลงดาบแล้วทักษะของเขาลึกล้ำไม่แตกต่างกัน ต่างฝ่ายต่างก็มอบแผลฉกรรจ์ให้อีกฝ่ายได้ สิ่งที่เป็นข้อเสียเปรียบของฟรีโอนิเอลคืออีกฝ่ายมีทะมะโนะมิ
ดาบต้องสาปนี้ไม่ได้แค่ทำให้ผู้ใช้คลุ้มคลั่ง มันมีพลังในการดูดกลืนเลือดและพลังชีวิตของฝ่ายตรงข้ามและยังนำพลังนั้นไปฟื้นฟูให้กับผู้ใช้ แขนของเรเซอร์ที่ถูกฟรีโอนิเอลฟันขาดกระเด็น บัดนี้กลับมาต่อติดที่เดิมราวกับว่าไม่เคยมีเรื่องนั้นเกิดขึ้น
ฟรีโอนิเอลเก็บดาบเข้าฝัก เขาเปลี่ยนท่ายืนเป็นก้มต่ำลง เรเซอร์รู้จักวิธีการยืนและจับดาบแบบนั้น มันคือรูปแบบหนึ่งของวิชาดาบที่ใช้ในประเทศซิแปง
มันคือศิลปะการเก็บดาบและชักอย่างมีแบบแผน เป็นการฟันที่ใช้สมาธิระดับสูงในการออกดาบ ในโลกที่โซนาตาจากมาก็มีวิชาที่ชื่อเหมือนกันและใช้หลักการแบบเดียวกันนี้เช่นกัน
ฟรีโอนิเอลคือผู้ที่บรรลุวิชานี้ ดาบของเขาสามารถสร้างความเสียหายในระยะที่เกินกว่าระยะดาบออกไปไกล และยิ่งเมื่อผสมกับเทคนิคการควบแน่นกำลังจิตของตนใส่ในดาบด้วยแล้ว คลื่นดาบที่เกิดขึ้นก็ยิ่งทั้งพุ่งได้ไกลและอันตรายยิ่งกว่าเดิม
“นี่มันอิไอที่เขาร่ำลือกันสินะ”
“ใช่ ถึงได้บอกไงว่าอย่าเข้ามาอีก”
“คิดว่าการป้องกันอย่างเดียวจะทำให้เจ้าเอาชนะข้าได้อย่างนั้นหรือ”
“ก็คงงั้น เพราะหน้าที่ของข้าคือปกป้องลูกแก้วนี่ ไม่ใช่… ห๊ะ” ฟรีโอนิเอลชะงักเมื่อเห็นเงาเคลื่อนไหวมาจากอีกด้าน
“แกมมา” เรเซอร์จำมันได้ดี ชาโดว์ม้าสองหัว ที่หัวหนึ่งในนั้นคาบดาบยักษ์เอาไว้ด้วย ชาโดว์ของเขานั่นเอง
แกมมารวดเร็วยิ่งกว่าสายลม ชั่วพริบตาเดียวดาบของมันก็เกือบถึงคอของฟรีโอนิเอลแล้ว เขาขยับตัวช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีเพราะแผลที่ถูกเรเซอร์แทงจนทะลุท้อง
ขณะที่คิดว่าคอคงไม่แคล้วต้องกระเด็นออกจากบ่า ดาบยักษ์ของแกมมาก็ถูกหยุดไว้ได้ มันคือฝีมือของเรเซอร์นั่นเอง
“อย่ามาแย่งเหยื่อ เลือดทุกหยดของมันต้องเป็นของข้า” ไม่ใช่เสียงของเรเซอร์ แต่เสียงน่าสยดสยองนั้นมาจากดาบทะมะโนะมิ
จากนั้นก็เป็นการดวลกันระหว่างดาบต้องสาปกับดาบยักษ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของร่างแกมมา ดาบสองเล่มที่ขนาดแตกต่างกันจนไม่น่าจะนำมาใช้ประลองกันได้ ต่างก็ถูกหวดใส่กันไม่ยั้ง
แม้แรงปะทะระดับมหาศาลจนอากาศยังสั่นสะเทือน แต่ร่างเรเซอร์ที่เทียบกันแล้วเหลือแค่เล็กจิ๋ว ไม่ได้ปลิวไปตามแรง
เรเซอร์สามารถสลายพลังทำลายทั้งหมดสะท้อนกลับไปได้ แต่อีกฝ่ายก็ทำแบบเดียวกันดาบยักษ์กระเด้งกลับเพียงเล็กน้อยก่อนที่แรงสะท้อนนั้นจะถูกเปลี่ยนย้อนกลับไปในทิศตรงกันข้าม
“ให้ช่วยไหม” ฟรีโอนิเอลถามแบบทีเล่นทีจริง
“ถ้ายืนดูเฉย ๆ แล้วไม่รู้สึกอะไรก็เชิญ”
ฟรีโอนิเอลหัวเราะในลำคอ จากนั้นก็พุ่งตามเข้าไปร่วมวงด้วย
สถานการณ์ของฟรีโอนิเอลและเรเซอร์ไปได้ดีกว่าด้านอื่น ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นสู้กันเหมือนโกรธแค้นกันมาแต่เนิ่นนาน แต่เมื่อเห็นศัตรูร่วมพวกเขาก็หันมาจับมือกันได้
แกมมานอกจากดาบแล้วเวทมนตร์พายุก็อันตรายไม่ด้อยกว่ากัน ฟรีโอนิเอลเชื่อว่ามันรุนแรงระดับเดียวกับขั้นกิกะหรืออาจจะเหนือกว่านั้นอีก และเพราะมันมีหัวถึงสองหัว ขณะที่หัวหนึ่งรับมือกับเรเซอร์อีกหัวก็ระดมยิงเวทใส่ฟรีโอนิเอลได้อย่างไร้ปัญหา
เรเซอร์รับมือกับดาบยักษ์จนมือไม่ว่าง ฟรีโอนิเอลจึงต้องพึ่งพาทักษะการหลบของตนเอง แผลที่ท้องทำให้เขาเคลื่อนไหวไม่เหมือนเดิม แต่ทักษะในการอ่านกระแสลมไม่ได้ทื่อลงไปด้วย เขาพุ่งผ่านระหว่างพายุลูกใหญ่นับสิบลูกด้วยการมองหาช่องโหว่เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจากการปะทะกันของกระแสลม
แกมมาเองก็ใช่ว่าเคลื่อนไหวอิสระดังใจ ถึงมีสองหัวก็เคลื่อนไหวยากเมื่อต้องดวลดาบกับเรเซอร์ไปด้วย ในที่สุดฟรีโอนิเอลก็มองเห็นช่องว่าง เขาใช้อิไอในระยะประชิด ซึ่งแน่นอนว่าแกมมาต้องอยู่ในระยะดาบของเขาแน่นอน
ฉับบบ
ดาบถูกสะบัดออกจากฝักด้วยความเร็วสูง แรงพอที่จะตัดผ่านกำแพงเหล็กได้ราวกับตัดเนย เขาแน่ใจว่ามันแรงพอที่จะตัดหัวทั้งสองหัวของแกมมาได้พร้อมกัน แต่คมดาบกลับทำได้แค่รอยแผลลึกที่คอข้างเดียว
“บ้าจริง แข็งขนาดไหนกันเนี่ย”
ฟรีโอนิเอลเก็บดาบเข้าฝักเพื่อเตรียมใช้วิธีเดิมซ้ำ แต่ในจังหวะเดียวกันนั้นพายุที่รุนแรงกว่าเดิมก็โหมมาจากทุกด้าน
เขารู้ว่าถ้าถูกพายุโหมใส่จะต้องทำให้เจ็บจนเจียนตาย แต่ฟรีโอนิเอลก็ตัดสินใจสะบัดดาบออกไปอีกครั้ง คราวนี้ฟรีโอนิเอลรู้สึกได้อย่างชัดเจนตอนที่คมดาบกรีดผ่านลำคอของมัน
แต่ก็ได้เพียงแค่หัวเดียว ในขณะที่ร่างของเขาก็ถูกมหาพายุย่อส่วนบดขยี้จนราวกับผ้าขี้ริ้วเละ ๆ ในชั่วพริบตา
เลือดสาดกระจายไปทั่ว กระดูกนับสิบท่อนหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เป็นสภาพที่น่าจะตายไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ฟรีโอนิเอลไม่ได้ล้มลงไป
เขาเก็บดาบเข้าฝักอีกครั้งเพื่อจะใช้ดาบอีกครั้ง
เรเซอร์ตกใจเป็นที่สุด เขาตะโกนห้ามแต่อีกฟรีโอนิเอลไม่คิดจะฟัง
ในหัวของฟรีโอนิเอลคิดอยู่เพียงเรื่องเดียวในตอนนี้คือสังหารชาโดว์ที่เป็นภัยของมนุษยชาติ
ดาบกำลังจะชักออก แต่เสี้ยวพริบตานั้นฟรีโอนิเอลชะงักไป ร่างของแกมมาถูกแทนที่ด้วยร่างอีกร่าง หญิงสาวผมสีดำสนิทที่ทั้งสวยงามและน่าสยดสยองในคน ๆ เดียว
มือของหญิงสาวคว้าถึงตัวฟรีโอนิเอลก่อน มันทะลุเข้าไปในร่างของเขา จอมดาบวัยใกล้กลางคนรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันที แต่มันไม่ใช่ความเจ็บปวดในแบบที่เขารู้จัก เขารู้สึกเหมือนความมืดไหลทะลักเข้ามาในร่าง
“ชาโดว์ไม่ธรรมดาเลยนี่”
ทั้งเรเซอร์และฟรีโอนิเอลพยายามหยุดเธอแต่ไม่สำเร็จ เงาของฟรีโอนิเอลหลุดติดมือหญิงสาวออกไปก่อน และขณะที่มันกำลังก่อตัวเป็นรูปร่างทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณนั้นนอกจากโอเปราก็ถูกผลักกระเด็นออกไป
“เจ้านี่เป็นลำดับที่แปด ก็เป็นไอโอตาสินะ”
“แปดงั้นเหรอ” เรเซอร์ที่ล้มอยู่ไม่ห่างสังหรณ์ใจไม่ดี แต่ก่อนที่จะได้ถามไถ่ให้สิ้นสงสัยโอเปราก็ยิ้มอย่างผู้ชนะก่อนที่จะหายตัวไปพร้อมกับแกมมา
“อย่าหนีสิวะ” เรเซอร์คำรามไล่หลังไป แน่นอนว่าไร้ประโยชน์โอเปราไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว
ทั้งคู่สังหรณ์ใจไม่ดีว่าเรื่องอาจยังไม่จบสิ้น โดยไม่สนใจว่าหนึ่งในพวกเขากำลังเจ็บหนัก ทั้งคู่ตัดสินใจกลับไปรวมพลกับพวกของตัวเองที่อาคารประชุมซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น
เมื่อมาถึง มันก็เป็นอย่างที่พวกเขากังวลไว้ กลุ่มของเรย์ทั้งสี่คน ซิกมา เซฟิล เวิร์น พาดัสและจูเดสปามารวมตัวกันอยู่ที่นั่นในสภาพที่ต่างคนต่างก็ยับเยิน ส่วนกลุ่มก้อนความมืดขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขาจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากโอเปรากับเหล่าไพร์มของเธอ
เบตา แกมมา เดลตา เอปไซลอน เซตา เอตา เธตา และไอโอตา คือชาโดว์ขนาดใหญ่แปดตัวที่อยู่รอบกายของโอเปรา สัมผัสจากพวกมันเหนือกว่าชาโดว์ตัวอื่นลิบลับ พวกมันทุกตัวได้รับดาร์คเนสคอร์จนพัฒนากลายเป็นไพร์มหมดทุกตัวแล้ว