Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 228: เรื่องของโอเปรา
ช่วงเวลาเดียวกับที่เรย์และผองเพื่อนเดินทางสู่มินิสเทรลเพื่อพบเทพแห่งช่าง โอเปราได้หลบหนีไปกบดานอยู่ที่ประเทศโอรินอสที่เธอเข้าใจว่าข่าวสารยากจะที่หลุดออกไปภายนอก
พวกโซนาตารู้จักประเทศนี้ในยุคของซีวี โอรินอสคือประเทศปิดตั้งแต่ยุคเก่าก่อน กลุ่มของอลินาและกลุ่มของโซลิเนเพิ่งผ่านการต่อสู้กับพวกชาลูที่กวาดล้างผู้คนจนประเทศล่มสลายไปครั้งหนึ่ง แม้ว่าสำหรับยุคนี้มันจะผ่านมาเป็นร้อยปีแล้วแต่ประเทศโอรินอสก็กลายเป็นประเทศที่มีอัตราความหนาแน่นของประชากรต่ำจนน่าใจหาย
โอเปราจึงเลือกที่นั่นเป็นฐานที่มั่นแรกสุด แต่ไม่นานนักเธอก็รู้ว่าคิดผิด โดยไม่สนใจว่าประเทศนี้จะมีนโยบายต่อต้านคนต่างชาติแบบไหน ศัตรูของเธอยกพลขึ้นที่นั่น
พวกเขาคือเหล่าสมาชิกของกิลด์น้อยใหญ่ที่ถูกว่าจ้างมาจากทั่วโลก อาจจะเป็นการระดมพลครั้งใหญ่ที่สุดรองจากการรวมตัวเพื่อทำสงครามซีนเมื่อหนึ่งร้อยสี่สิบกว่าปีก่อน การกระตุกหนวดเสือของโอเปราที่งานประชุมกษัตริย์โลกเป็นการนำพาคนเหล่านี้มา
เหล่าองครักษ์และแม่ทัพในงานประชุมที่เจอมาก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยพวกยอดฝีมือ โอเปราเข้าใจว่าพวกเขาคือขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดที่โลกมีแล้ว เป็นอีกครั้งที่เธอเข้าใจคลาดเคลื่อน
กองทัพเฉพาะกิจนี้อาจจะน่ากลัวเสียยิ่งกว่า พวกเขามีประสบการณ์ในการล่า พวกเขามีกำลังรบที่ไม่ได้ถูกจำกัดจำนวนเอาไว้เหมือนการเข้าอัลกราด และที่สำคัญที่สุดโอเปราไม่ได้มีชาโดว์นับแสนแบบวันนั้น
แม้จะมีไพร์มถึงเจ็ดตัว แต่ชาโดว์อื่น ๆ ของเธอเหลือแค่หลักพัน และเธอก็ไม่มีดาร์คเนสคอร์หรือโซลคริสตัลเหลือที่จะสร้างไพร์มตัวใหม่ได้
ไม่เพียงแค่นั้นกองทัพนี้ยังเตรียมตัวมาอย่างดี พวกเขารู้เรื่องที่ไกราขโมยดาร์คเนสคอร์ไปได้สำเร็จและทำให้โอเปราไม่สามารถเพิ่มจำนวนไพร์มตัวใหม่ได้ นั่นคือสิ่งที่พวกเขาจะทำเช่นกัน หากไพร์มตัวใดตัวหนึ่งล้มลง โอเปราจะต้องไม่มีโอกาสเข้าถึงดาร์คเนสคอร์
กองทัพจากกิลด์ต่าง ๆ โจมตีอย่างไร้ความปรานี พวกเขาแบ่งหน้าที่มาแล้วอย่างมีระบบ มีทั้งกองหน้าที่เป็นพาลาดิน นักรบ นักดาบ และอีกสารพัดอาชีพที่เชี่ยวชาญการรบในแนวหน้า มีทั้งกลุ่มโจมตีสนับสนุนการโจมตีจากระยะไกลด้วยธนู หน้าไม้ เวทมนตร์ หรือแม้แต่ปืนใหญ่ หรือสนับสนุนด้วยเวทเสริมพลังและรักษา คอยช่วยเหลืออยู่วงนอก เป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากกว่าที่คาดไว้หลายเท่า ความรู้สึกที่โอเปราคิดว่าเธอจะลืมเลือนไปแล้วย้อนกลับมาอีกครั้ง เธอนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นที่เธอถูกเฟรย์ แลนดอนดึงตัวมาจากอีกจักรวาล
โอเปราหวาดกลัวจนตัวสั่นทุกครั้งที่เธอนึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่กำลังใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อยในโลกที่เธอปกครองด้วยชาโดว์ ในชั่วพริบตาเธอก็ได้มาปรากฏตัวในสถานที่ที่ไม่ใช่ที่เดิมอีกแล้ว
โอเปราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่เธอก็ไม่สามารถอธิบายได้ ไม่ใช่แค่โลกที่แตกต่างออกไป แต่มันคือจักรวาลที่เธอไม่รู้จัก ส่วนชายแปลกหน้าอีกหลายชีวิตที่ได้พบในจักรวาลใหม่ เธอบอกได้อย่างมั่นใจ พวกเขาคือเธอนั่นเอง
ใช่แล้ว พวกเขาคือตัวตนของเธอ แต่ก็ไม่ใช่เธอ เมื่อคิดหาคำอธิบายมาจากขอบเขตที่โอเปรารู้จัก คำตอบของเธอมีอย่างเดียวคือพวกเขาก็ถูกลากตัวมาจากจักรวาลของพวกเขาด้วยวิธีการแบบเดียวกับที่ใช้กับเธอ
เฟรย์ แลนดอน ชายหนุ่มที่แม้แต่ตอนนี้โอเปราก็ยังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามคือเจ้าของพลังนี้
การถูกดึงตัวมาจากอีกจักรวาลหนึ่งโดยที่ปราศจากทางขัดขืน เป็นเรื่องน่าหวาดกลัวแล้ว แต่มันไม่ใช่สิ่งที่โอเปราหวาดกลัวเป็นที่สุด ราวกับมีใครบางคนกระซิบกฎใหม่ที่ข้างหู โอเปราตระหนักได้ว่าเธอได้หลงเข้ามาในเกมที่ชั่วร้ายของใครบางคนเข้าแล้ว มันคือเกมที่ถ้าไม่ฆ่าก็จะถูกฆ่า
ตัวตนของเธอจะถูกช่วงชิงไปหากถูกตนเองจากจักรวาลอื่นสังหาร นั่นคือกฏข้อแรกและข้อเดียวของเกมนี้
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้เรื่องนั้น แต่เธอเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง ยิ่งได้พบกับโซนาตาอีกครั้งหลังจากที่เขาได้ “ส่วนหนึ่ง” ของแรปโซดีมาแล้ว มันก็ยิ่งยืนยันได้
…ในนี้ เราคือคนที่อ่อนแอที่สุด พวกนี้จะต้องฆ่าเราก่อนแน่นอน… โอเปราเชื่อเช่นนั้น
โชคดีในโชคร้ายที่เหตุการณ์แบบนั้นไม่เกิดขึ้น โซนาตาตัดสินใจหนีไปเสียก่อนด้วยการเดินเครื่องไทม์แมชชีน ไม่เพียงแค่ทำให้เขาหนีจากเฟรย์ได้มันยังทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นถูกลูกหลงไปด้วย ตัวเธอ เฟรย์ แรปโซดี และตัวตนของโซนาตาอีกหลายคนถูกกระแสแห่งเวลาพัดปลิวหายไป
แล้วตัวเธอก็มาอยู่ตรงนี้ ในโลกที่ไม่มีตัวตนอื่นใดอีก
โอเปรารู้ว่าเธอจะได้พบกับพวกนั้นอีกไม่ช้าก็เร็ว แต่เธอจะไม่ยอมให้ตนเองตกอยู่ในสภาพหวาดกลัวและสิ้นหวังแบบวันนั้น ก่อนที่จะถูกกิน เธอจะเป็นกลายกลืนกินผู้อื่นทั้งหมด เธอสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะไม่ยอมแพ้ใครหน้าไหน ต่อให้คน ๆ นั้นจะเป็นตัวของเธอที่มาจากจักรวาลอื่น
เหล่าสมาชิกของแต่ละกิลด์ล้วนแต่แข็งแกร่ง มีบางคนในนั้นระดับสูงจนเกือบเทียบเท่ากับสมาชิกกลุ่มเซฟิลด้วยซ้ำ ถ้าเป็นโอเปราก่อนที่จะได้ไพร์มมาเพิ่มอีกสี่ตนเธอเองก็คงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่มันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว
เอปไซลอนที่เกิดจากเซฟิลคือหายนะที่มีชีวิต มันมีรูปร่างหน้าตาละม้ายกับเซฟิลตอนที่เขาอยู่ในร่างแปลงของปีศาจ หลังจากที่กลายเป็นไพร์มร่างของมันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก มันใหญ่โตขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไพร์มตนอื่นที่ราวกับขุนเขาขนาดย่อม
สิ่งที่เติบโตขึ้นจนน่าสยดสยองคือระดับพลังเวทของมัน และที่เห็นได้ชัดอีกสิ่งคือมันมีสติปัญญาสูงเหนือกว่าชาโดว์ทั่วไป
“ตรงนี้… ให้พวกข้า… จัดการเอง.. เถอะ นายท่าน...” เป็นเสียงที่ฟังดูติดขัดและไม่ค่อยเป็นคำนักแต่มันมาจากทางเอปไซลอนอย่างแน่นอน
ก่อนที่โอเปราจะตัดสินใจอะไรต่อ เอปไซลอนก็หยิบสิ่งหนึ่งออกมา มันคือไพ่จำนวนเจ็ดสิบแปดใบ สำหรับผู้คนในโลกนี้อาจจะมีแค่บางคนเท่านั้นที่รู้จักกับมัน แต่ถ้าเป็นในจักรวาลดั้งเดิมของโซนาตา เขาค่อนข้างคุ้นเคยกับสิ่งนี้ดี
เอปไซลอนหยิบไพ่ใบหนึ่งออกมาจากสำรับ เขายื่นมันออกไปให้ศัตรูได้เห็น พริบตาต่อมาดาบขนาดยักษ์หลายเล่มก็ร่วงตกลงมาจากท้องฟ้า ในวินาทีที่มันถึงพื้นก็เกิดระเบิดกัมปนาท
ดาบจำนวนมากมายและระเบิดที่เกิดตามมา สะท้อนกับภาพที่ปรากฏบนไพ่ มันคือภาพหายนะของดาบ
“เทนออฟซอร์ด” เอปไซลอนเอ่ยชื่อของมันออกมา
การโจมตีของเทนออฟซอร์ดแม้จะมีคนไหวตัวทันและสามารถป้องกันเอาไว้ได้แต่มันก็ยังหลงเหลือความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับกองทัพนักผจญภัย หลายคนทิ้งคู่ต่อสู้เดิมและเปลี่ยนเป้าไปที่เอปไซลอนแทน แต่ก็ไม่อาจหยุดเขาได้ ไพ่ใบต่อไปถูกใช้แล้ว
“เดอะเลิฟเวอร์”
ด้วยมนตร์สะกดของเดอะเลิฟเวอร์ คนนับร้อยจึงตกอยู่ในอาณัติของความลุ่มหลง ไม่เพียงแค่ไม่สามารถหันคมดาบเข้าใส่ชาโดว์ได้ คนเหล่านั้นถึงขั้นหันกลับไปเล่นงานพวกเดียวกันเอง
เหล่านักผจญภัยต่างก็เคยเจอกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ในโลกแห่งซีนมีเดวัลมากมายหลายชนิดที่มีทักษะลักษณะเดียวกัน ยาพิษที่ทำให้เกิดความสับสน มนตราที่ทำให้ลุ่มหลง และอีกหลายวิธีที่สามารถทำให้พวกพ้อง ญาติมิตร หรือแม้แต่คนรักลงมือฆ่าฟันกันเองได้ พวกเขาจึงได้เตรียมตัวมาแล้วในระดับหนึ่ง
โชคร้ายที่เวทมนตร์ของเดอะเลิฟเวอร์ทรงพลังกว่าวิธีการล้างสมองแบบทั่วไป แม้แต่เวทชำระล้างของพวกนักบวชก็ไม่สามารถคลายคำสาปนี้ได้
ตอนนั้นเองเหล่านักผจญภัยจึงพบความจริงว่ากองทัพของโอเปราไม่ได้มีดีเพียงแค่จำนวนหรือพละกำลังอย่างสัตว์ร้ายเท่านั้น พวกเธอยังเต็มไปด้วยเล่ห์กลที่ชั่วร้าย
ชาอุล อดีตรัชทายาทแห่งกิงคารอนหันกลับไปเล่าเรื่องราวของเรย์ต่อ
เมื่อเรย์ได้พบกับเทพแห่งช่าง เขาสามารถโน้มน้าวให้เฟอร์โรยอมช่วยพวกเขา
เฟอร์โรเอง คงด้วยเบื่อที่มาเก็บตัวอยู่ในที่ห่างไกลผู้คน ไม่เพียงแค่รับปากจะสร้างดาบให้เรย์ เขายังคิดจะสร้างอาวุธใหม่ให้กับทุกคนด้วย
“ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากเกาะนี้ไปจะมีเกาะของพวกเงือก ถ้าพวกเจ้ามาที่นี่ได้ก็น่าจะไปที่นั่นได้เช่นกัน จงนำของที่ข้าฝากไว้กับหัวหน้าเผ่าคืนมา แล้วข้าจะสร้างดาบที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมาให้” เฟอร์โรกล่าวกับพวกเรย์
เกาะที่เฟอร์โรพูดถึงถูกปกคลุมด้วยหมอกมายาแบบเดียวกัน เป็นดังเช่นที่เฟอร์โรว่าเหรียญตราแห่งความจริงช่วยเปิดทางสู่เกาะที่ว่าได้ไม่ยาก ที่นั่นคือโคราลูนาเกาะที่ชาวเงือกอยู่อาศัยมาตั้งแต่อดีตกาล
หมู่บ้านของเงือกไม่ได้อยู่ใต้น้ำอย่างที่เรย์เคยจินตนาการเอาไว้ พื้นที่กลางเกาะโคราลูนามีสภาพคล้ายกับทะเลสาบน้ำตื้นและหมู่บ้านที่อยู่ระหว่างพื้นที่บนบกและทะเลสาบก็เกิดขึ้นที่นั่น
ชาวเงือกไม่มีแขกมาเยื่ยมเยือนบ่อย พวกเขาและเธอจึงแตกตื่นกันพอสมควรเมื่อมีมนุษย์อย่างพวกเรย์มาจนถึงหมู่บ้าน เรย์คิดว่าเงือกพวกนี้น่าจะสนิทสนมกับเฟอร์โรพอสมควร ดังนั้นมันไม่น่าจะกลายเป็นปัญหายุ่งยาก
ทว่า มันมีเรื่องเกิดขึ้นจนได้…
เมื่อหมอกที่เคยเป็นปราการคุ้มกันเกาะนี้ถูกแหวกออกเพราะพวกเรย์มาถึง แม้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วเวลาสั้น ๆ แต่เผ่าพันธุ์หนึ่งได้จับตาดูอยู่ พวกนากาเป็นศัตรูคู่แค้นกับเผ่าเงือกมายาวนาน สองเผ่าพันธุ์รบราฆ่าฟันมาตลอดเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ใต้ท้องทะเล แม้ว่าปัจจุบันทั้งสองเผ่าพันธุ์จะลดจำนวนลงเพราะถูกคุกคามจากมนุษย์ แต่ความแค้นของพวกเขาไม่ได้จางหายไปง่าย ๆ
นากากลุ่มหนึ่งมองเกาะโคราลูนาเป็นเสมือนขุมทรัพย์ที่พวกมันไม่มีทางเอื้อมถึง จนกระทั่งพวกเรย์กลายเป็นผู้มอบโอกาสให้อย่างไม่ตั้งใจ
แล้วการปะทะก็เกิดขึ้นแบบไม่ทันได้ตั้งตัว มันเกิดขึ้นก่อนที่เรย์จะเจอสิ่งที่เฟอร์โรฝากให้มารับเอากลับไปจากพวกเงือก
นากาฝูงใหญ่บุกขึ้นเกาะพร้อมกับสัตว์เลี้ยงที่ล้วนแล้วแต่เป็นอสรพิษ
“หนีเร็ว พวกนากา!” เงือกรายหนึ่งตะโกน
“เดวัลทะเลรึ เกิดอะไรขึ้นที่นี่กันแน่” เรย์ตะโกน ตอนนั้นเขาไม่รู้เลยว่าการมาถึงของตนเองเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความวุ่นวายนี้
แอนทิสตาร่ายเวทน้ำแข็งเพื่อตัดเส้นทางเข้าออกระหว่างหมู่บ้านและทะเลภายนอก จากนั้นก็ให้ไลโอลดูดน้ำในหมู่บ้านออกไปจนหมด ผลของมันทำให้พวกเงือกเคลื่อนไหวได้ลำบากแต่พวกนากาเองก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน
เวลาแห่งความชุลมุนหลายชั่วโมงผ่านพ้นไป นากาส่วนใหญ่ที่ยังยืนอยู่ได้ก็ไม่คิดที่จะสู้อีกต่อไป พวกเรย์ปล่อยพวกมันแบกเอาร่างเพื่อนๆ ที่ไม่ได้สติหนีกลับลงทะเลโดยไม่ขัดขวาง
ลาโตรเกือบถูกพิษของไฮดราสายพันธุ์โบราณเล่นงาน ในวินาทีแห่งความเป็นตายลาโตรกระโดดหลบจนสุดตัว โชคร้ายจึงไปตกอยู่ที่ลูกชายของหัวหน้าเงือกที่บังเอิญไปอยู่ข้างหลังพอดี
แอนทิสตาและไกราใช้คาถาช่วยแก้พิษแต่มันไม่ได้ผล เขามารู้จากเงือกชราในหมู่บ้านว่าพิษนี้ไม่ใช่พิษทั่วไป เวทมนตร์หรือยารักษาจึงไม่ได้ผล
วิธีแก้ปัญหาคือนำร่างของชายหนุ่มผู้โชคร้ายเก็บไว้ในไหขนาดใหญ่ เรย์ ลาโตร และพวกช่วยตามคำขอนั้นโดยที่ยังไม่เข้าใจความหมาย แต่วินาทีที่ลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านได้เข้าไปในไห ความเป็นจริงก็ปรากฏ สีหน้าของเขากลับมานิ่งสงบและมีสภาพที่คล้ายกับแค่หลับใหลไป
“ไหนี่คือไหแห่งความนิรันดร์” หัวหน้าเงือกอธิบาย “ไม่ว่าอะไรที่ถูกเก็บอยู่ในนี้จะคงทนไม่บุบสลาย หากเก็บอาหารไว้มันก็จะไม่มีทางเน่าเสีย หากนำสิ่งมีชีวิตใส่เอาไว้มันก็จะไม่แก่ไม่ตาย”
นั่นก็หมายความว่า ลูกชายของเขาจะยังไม่ตายในตอนนี้ และพวกเขาจะมีเวลาไม่จำกัดจนกว่าจะค้นหายาที่สามารถขจัดพิษได้
เรย์รู้สึกโล่งอกที่พวกเงือกไม่ได้ถือสาที่ตนบุกรุกเข้ามาและอาจจะเป็นปมหลักที่ทำให้พวกนากาตามเข้ามาด้วย และในทางตรงกันข้าม พวกเงือกกลับขอบคุณพวกเรย์ที่จัดการกับพวกนากาให้
ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือไหประหลาดที่ใช้ในการรักษาชีวิตของลูกชายหัวหน้าเงือกคือสิ่งที่เฟอร์โรฝากเอาไว้ เมื่อเหตุการณ์กลายเป็นเช่นนี้มันจึงลงเอยที่ว่าพวกเรย์ต้องกลับไปมือเปล่า