Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 229: หญิงลึกลับบนเกาะลอยฟ้า

รีนา หญิงลึกลับบนจามิว
“ไม่ได้ไห แถมลาโตรก็ไม่ได้ถูกพิษ” โซนาตาพึมพำ
“อันนี้ก็ไม่เหมือนสินะ” เคสเทรลแปลกใจ เท่าที่ฟังเรื่องนี้ไม่มีโอเปราเข้ามาข้องเกี่ยวสักนิด
“เข้ามาป่วนไทม์ไลน์ขนาดนั้น หลังจากนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่แปลกหรอก” อลินาไม่ได้พูดโดยถึงแค่โอเปรา เธอมองไปทางเพื่อนตัวดีที่แกล้งนิ่งเฉย
“เท่าที่เคยฟังมา ลาโตรผู้นี้ควรถูกพิษที่รักษาไม่ได้ จนต้องถอนตัวออกจากกลุ่มเลยสินะครับ” เซเลนอสดึงกลับมาที่เรื่องของลาโตรซึ่งโซนาตาก็ช่วยยืนยันอีกครั้งว่าตามประวัติศาสตร์มันจะเป็นเช่นนั้น
“สรุปว่า… กลุ่มของเรย์ เสียฟรีโอนิเอลไปก่อนเวลา แต่ลาโตรที่ควรต้องหายไปกลับยังอยู่” เวเนสรุปอีกรอบ
“ลาโตรนี่จะอยู่หรือไม่อยู่ก็คงไม่มีผล” ดีวานว่าไปตามเนื้อผ้า ฟังดูใจร้ายไปหน่อยแต่ทุกคนก็เห็นตรงกัน
กลุ่มอะบีสถกกันอีกเล็กน้อยเรื่องความเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์ ชาอุลไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขากำลังคุยกัน แต่ก็ไม่ได้ถามหรือพูดแทรก
ชาอุลรู้จักพวกโซนาตาว่าเกี่ยวข้องกับการปะทะกับโอเปราเมื่อไม่กี่วันก่อน คนพวกนี้จะต้องช่วยให้สถานการณ์ที่ใกล้ถึงทางตันนี้ดีขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
“แล้วไหนั่นล่ะ” เฟอร์โรประหลาดใจที่เห็นพวกเรย์กลับมาแต่ไม่มีของที่สั่งกลับมาด้วย “พวกแกทำบ้าอะไรเนี่ย”
“มันมีเหตุขัดข้องเล็กน้อย” เรย์อธิบายต้นสายปลายเหตุทั้งหมด ไหที่เขาต้องการถูกทิ้งเอาไว้กับพวกเงือก เพราะลูกชายหัวหน้าหมู่บ้านจำเป็นต้องใช้จนกว่าจะหาวิธีจัดการกับพิษได้
เฟอร์โรกุมศีรษะด้วยความเหนื่อยใจ เขาอธิบายเช่นกันว่า ไหนั้นสำคัญกับการสร้างอาวุธเพียงใด ในอดีตเฟอร์โรเคยทำการทดลองคุณสมบัติของโลหะวิเศษที่เรียกว่า ธีออสคาลิวา ด้วยหลายวิธีการหนึ่งในนั้นคือการลองใช้เคลือบด้านในไหที่เป็นต้นเรื่อง
“ถ้าไม่มีธีออสคาลิวาหรือที่รู้จักในอีกชื่อว่าก็อดสตีลก็ยากที่จะสร้างอาวุธที่เหนือกว่าดาบแห่งซิลเวอร์ได้”
“แล้วท่านพอจะทราบไหมว่ามันมีอยู่ที่ใดอีก”
“ธีออสคาลิวาเกิดจากการผสมโลหะสองชนิด โฮลีสตีล และ ดาร์คสตีล ถ้าหาสองอย่างนี้มาได้ ข้าก็สามารถผสมมันเป็นธีออสคาลิวาได้ แต่โลหะทั้งสองชนิดก็เป็นของที่หาได้ยาก โฮลีสตีลมีอยู่เฉพาะในซีนเท่านั้น ส่วนดาร์คสตีลมีเฉพาะในเนเเธอร์เวิลด์ และทั้งคู่เองก็มีปริมาณเล็กน้อยมาก ส่วนใหญ่ที่ถูกค้นพบข้าก็นำมาใช้ตีเป็นอาวุธจนหมดแล้ว”
“อ้าววว” ลาโตรและไกราต่างก็ร้องลากเสียงยาว
“ไม่สิ” เฟอร์โรทำท่าครุ่นคิด “อาจจะยังเหลืออยู่อีกที่ ตอนนี้ที่นั่นก็ไม่มีเจ้าของแล้วด้วย ปัญหาก็คือ…”
“บอกมาเถอะท่าน ไม่ว่าจะเป็นที่แห่งใด อันตรายแค่ไหนพวกเราก็จะไปนำมาให้ได้” ซิกมาแสดงการเตรียมใจให้เห็น
“จามิว…”
“เกาะลอยฟ้าจามิว” เรย์ทวนชื่อ “ข้ารู้จักเกาะนี้ มันลอยอยู่ไม่ห่างจากโซดาเรีย แต่เพราะมันอยู่สูงมากจึงไม่มีใครขึ้นไปบนนั้นได้”
“แต่ถ้าเป็นพวกเราในตอนนี้ก็ไม่แน่สินะ” ซิกมาพูดและหันไปมองทางแอนทิสตาที่ยังไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
จามิว ชื่อนี้โซนาตาและสมาชิกส่วนใหญ่ของกลุ่มอะบีสรู้จักมัน โดยเฉพาะเซกัน มันคือสถานที่ที่เขาเคยปะทะกับพี่ชายของตัวเองจนแทบเอาชีวิตไม่รอด สำหรับคนทั่วไปการขึ้นไปบนเกาะนี้มีสองทางหนึ่งคือการผ่านหอคอยสวรรค์ และสองคือการบินขึ้นไปโดยตรง
ซิกมาเป็นคนของอัลกราด เขารู้ดีว่าหอคอยสวรรค์ที่มีเทพทั้งสี่คุ้มกันอันตรายแค่ไหนหากเข้าไป อาจได้รับการทดสอบจากเทพ หากการทดสอบผิดพลาด ความหวังของโลกอาจจบสิ้นในหอคอยนั้นก็ได้ เขาจึงเลือกทางที่ปลอดภัยกว่าคืออาศัยปีกของเทอรา
คณะของพวกเขาต้องย้อนกลับไปที่โซดาเรีย ในตำแหน่งที่อยู่ใกล้กับจามิวที่สุด จากนั้นคนทั้งห้าก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยปีกของอสูรที่แอนทิสตาอัญเชิญออกมา
จามิวอยู่สูงกว่าที่มองเห็นด้วยสายตา มันจึงเป็นความลุ้นระทึกของพวกเรย์ว่าเวทของแอนทิสตาจะหมดลงกลางคันเมื่อใด แต่เรย์ก็เตรียมตัวพร้อมรอไว้แล้ว เขาถอดเกราะทั้งหมดทิ้งเพื่อว่าหากจำเป็นเขาก็จะกลายร่างเป็นมังกรสายฟ้าและพาทุกคนไปต่อในระยะทางที่เหลือ
โชคดีที่พลังเวทมนตร์ของแอนทิสตาสามารถประคับประคองไปได้จนถึงปลายทาง หลังจากใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ในที่สุดเทอราก็พาทุกคนมาจนถึงเกาะลอยฟ้าได้โดยสวัสดิภาพ
แม้จะห่างกันหลายพันปี แต่ภาพทิวทัศน์ของเกาะลอยฟ้าในยุคของเรย์และยุคของเซกันไม่ได้ต่างออกไปมาก เนื่องจากมันถูกทิ้งเอาไว้ให้ห่างไกลเกินกว่ามนุษย์หรือสัตว์ชนิดใดจะเข้าไปสัมผัส
จากคำบอกเล่าของเฟอร์โร พวกเรย์ได้ข้อมูลเพิ่มมาว่าจามิวแห่งนี้เคยเป็นที่พำนักของเทพีแห่งดวงอาทิตย์เซเวียรา ซึ่งคนที่ฟังเรื่องนี้แล้วรู้สึกสนอกสนใจขึ้นมาก็หนีไม่พ้นซีวีผู้ซึ่งเป็นทายาทสายตรงและคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของเซเวียรานั่นเอง
“เกาะลอยฟ้า” ซีวีตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอจินตนาการนึกถึงเพื่อนสนิทอย่างอดอว์ตเตว่าหากอีกฝ่ายอยู่ตรงนี้ก็คงจะคิดแบบเดียวกันว่าอยากลองไปที่นั่นดูสักครั้ง
เกาะลอยฟ้ามีอากาศเบาบางกว่าพื้นโลก พวกเรย์ที่เพิ่งมาถึงได้รับประสบการณ์แบบที่พวกโซนาตาเคยเจอมาแล้ว มันทำให้พวกเขาหายใจอย่างลำบากโดยเฉพาะลาโตรที่เกือบจะหน้ามืดขาพับขาอ่อนไป
“ทิวทัศน์สวยงามจริง ๆ ถ้าคน ๆ นั้นยังอยู่ล่ะก็ เขาก็คงได้มาเห็นภาพนี้ด้วยกัน” เรย์พูดออกมาแบบนั้นเพราะเขายังจำได้ดี หากฟรีโอนิเอลยังอยู่ เขาจะเป็นสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มและได้มาเห็นที่นี่พร้อมกัน
บริเวณตรงกลางของเกาะลอยฟ้ามีวิหารตั้งตระหง่านอยู่ มันถูกล้อมด้วยพื้นที่ที่มองออกว่าเคยเป็นสวนหย่อมที่สวยงาม มีซากของอิฐหินที่เคยเป็นกำแพงเตี้ย ๆ ร่องรอยของเศษเหล็กขึ้นโครงที่เอาไว้สำหรับให้ไม้เลื้อยเกี่ยวพัน บริเวณที่เคยถูกแบ่งไว้เป็นแอ่งน้ำหรือน้ำพุที่เมื่อไร้ผู้คนดูแลก็กลายเป็นแค่บ่อโคลนตม
ตอนนั้นไกราได้เห็นสิ่งผิดปกติเป็นคนแรก เขาเห็นรอยเท้าย่ำไปทั่วสวนแห่งนั้น เป็นรอยใหม่ที่น่าจะเกิดขึ้นไม่นานมานี้ หลายรอยเป็นรอยของสัตว์ที่น่าจะเป็นของกวางหรือเดวัลที่มีลักษณะเดียวกัน แต่อีกหลายรอยทำให้เขาใจเต้นโครมคราม มันคือรอยเท้าของมนุษย์
ไกรากำลังจะชี้เตือนคนอื่น แต่ไม่มีความจำเป็นแล้ว เพราะเสียงป่าแตกดังขึ้นมาจากอีกด้านทำให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่กันตามลำพัง
ไกราได้กลิ่นอย่างชัดเจน เขาบอกได้ด้วยซ้ำว่านั่นเป็นกลิ่นของมนุษย์เพศหญิง ไกราวิ่งตามกลิ่นนั้นไปโดยไม่สนใจคำเตือนของซิกมา ไม่นานนักเขาก็เจอต้นตอของกลิ่นและเสียงที่ตามหา
หญิงสาวผู้มอมแมมล้มกลิ้งแนบพื้น ส่วนสัตว์ประหลาดที่กำลังขู่ข่มขวัญเธออยู่คือมังกรสีขาวที่มีดวงตาสีทอง
เป็นเหตุการณ์ที่คล้ายกับที่เรย์และลาโตรเคยพบเจอจนน่าขำ ครั้งแรกที่พวกเขาพบกับไกรามันก็เป็นแบบนี้ ตอนนั้นเจ้าเด็กผมแดงกำลังวิ่งหนีมังกรป่าหน้าตั้ง และทั้งคู่ก็ช่วยไกราเอาไว้
สถานการณ์มันแปลกกว่าตรงที่นี่คือเกาะลอยฟ้า สถานที่ที่คนทั่วไปไม่น่าจะพลัดหลงมาติดอยู่บนนี้ได้โดยง่าย เรย์คิดแบบติดตลกว่า หรือเธอจะเป็นคนดวงซวยที่ถูกพายุพัดขึ้นมาติดอยู่ที่นี่กันนะ
“มังกรแสงลูเซนต์” อีกครั้งที่ซีวีร้องขึ้น คำบรรยายรูปร่าง ลักษณะ ต่าง ๆ ที่ชาอุลพูดถึงมังกรตัวนี้ มันไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากอสูรอัญเชิญที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“มิเดลเลียเคยบอกว่าลูเซนต์เป็นสาวกของเซเวียรา บางทีมันอาจจะอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว”
“หรือไม่… มันก็ติดอยู่ที่โลกนี้หลังจากที่ข้า…” ซีวีหน้าเสียไปเล็กน้อย เธอนึกภาพว่าตามประวัติศาสตร์เธอจะต้องตายในสงครามซีนครั้งที่สาม และลูเซนต์ที่เธอเรียกออกมาก็ติดอยู่ที่โลกตั้งแต่นั้น
เดิมทีเรื่องแบบนี้มันไม่น่าจะเป็นไปได้ เมื่อผู้อัญเชิญเสียชีวิต สัญญาผูกมัดและพลังเวทที่มอบให้กับอสูรอัญเชิญก็จะถูกตัดขาด แต่กรณีของลูเซนต์เธอรู้สึกว่ามันอาจจะไม่เป็นเช่นกัน ลูเซนต์เชื่อมต่อกับซีนมากกว่าอสูรอัญเชิญทั่วไปและสถานที่อย่างเกาะจามิวที่นายเก่าของมันอย่างเซเวียราสร้างขึ้นก็ยังหลงเหลือพลังเวทของเธอเอาไว้
การต่อสู้ระหว่างลูเซนต์และพวกเรย์เป็นไปด้วยความยากลำบาก ไกราใช้เวทเพื่อค้นหาจุดอ่อนแล้วก็พบว่ามันไม่มีจุดอ่อนใด ๆ เลย มันไม่แพ้ทางเวทมนตร์ธาตุไหนสักธาตุ ส่วนด้านกายภาพนั้น มังกรเป็นสิ่งมีชีวิตสุดแกร่งที่โดดเด่นทั้งพลังโจมตี ความเร็ว และพลังป้องกัน มันคือหายนะอย่างแท้จริง
โชคดีที่เรย์คืออัศวินมังกร เช่นเดียวกับที่รีสเลย์เคยพยายามหยุดลูเซนต์ในอดีต เรย์มีพลังที่สามารถหยุดมังกรได้แม้จะเป็นแค่ชั่วคราว พวกเขาอาศัยโอกาสนั้นโต้ตอบกลับอย่างเต็มความสามารถ
ดาบของลาโตรแทบไม่มีผลกับลูเซนต์ หน้าที่ในการสร้างความเสียหายจึงตกอยู่กับคนที่เหลือ เรย์ใช้ดาบสายฟ้าฟันใส่อย่างจัง ซิกมาโจมตีต่อเนื่องด้วยดาบคู่ ไกราใช้ความเร็วผสมกับเวทมนตร์ของเดวัลโจมตีพร้อมกับแอนทิสตาที่รวมร่างกับไตรเซอรา ทั้งหมดนี้ถูกผลัดกันใช้ครั้งแล้วครั้งเล่าร่วมกับพลังในการสะกดมังกรของเรย์
มันเป็นอย่างที่ดีวานว่าเอาไว้ ลาโตรไม่สามารถแทนที่ฟรีโอนิเอลได้ หากมีความเสียหายระดับจอมดาบ การต่อสู้คงไม่ยืดเยื้อขนาดนี้ หลังจากการยื้อกันอยู่พักใหญ่พวกเขาก็จัดการกับลูเซนต์ได้
แทนที่จะตายลงอย่างสัตว์ทั่วไป ลูเซนต์กลายเป็นอณูลำแสงก่อนจะเลือนหายไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้พวกเขาแน่ใจว่ามันเป็นอสูรอัญเชิญ
เมื่อจบเรื่องของมังกร พวกเรย์จึงมีโอกาสได้พูดคุยกับหญิงสาวปริศนา
“เจ้าคือผู้ชายเหรอ” เธอถามเรย์อย่างสนอกสนใจ หญิงสาวลึกลับผู้ไม่เคยพบเจอมนุษย์คนอื่นมาก่อนแนะนำตัวหลังจากนั้น ชื่อของเธอคือรีนา
ยิ่งสนทนาซิกมาก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล แปลกประหลาดจนไม่รู้จะหยิบจุดใดมาพูดถึงก่อน ทำไมเด็กสาวถึงมาอยู่บนเกาะลอยฟ้าและเอาชีวิตรอดบนเกาะที่แทบไม่มีอะไรเลยแบบนี้ได้ และทำไมเขาถึงรู้สึกถึงพลังเวทที่ไม่ธรรมดาจากเธอ
“อื้อ เทวรูปสีดำกับสีขาวใช่ไหม รีนาเคยเห็นนะ”