Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 24: ฝ่ากำแพงมหาเวท
วันที่สามแล้วหลังจากโซนาตามาถึงอัลกราด เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสนทนากับอเล็กซานดราและพูดคุยผ่านเครื่องมือสื่อสารกับพ่อบุญธรรมและอัลโต เจเนวีฟรู้สึกกังวลทุกครั้งที่เขาใช้เวลากับอเล็กซานดราด้วยเหตุผลที่เธอก็รู้สึกอายที่จะเผยให้คนอื่นรู้
อเล็กซานดราเป็นสาวงามผู้มากล้นด้วยเสน่ห์ นอกจากนั้นเธอยังฉลาดและมีฐานะสูงศักดิ์ ภาพลักษณ์ของเธอดูคล้ายกับเชอรีสที่อายุมากขึ้นอีกนิดแต่ดูอ่อนโยนกว่าซึ่งเจเนวีฟเข้าใจเองว่านั่นเป็นผู้หญิงแบบที่โซนาตาชอบ และพวกเขาก็ดูเหมาะสมกันมากเมื่อมองดูเวลาเดินเคียงข้างกันมา
เจเนวีฟที่เคยเบาใจลงหลังจากที่เชอรีสกลายเป็นราชินีไปแล้ว เธอเชื่อว่าต่อให้เชอรีสสนใจโซนาตา แต่ด้วยฐานะในตอนนี้เรื่องที่ทั้งคู่จะได้ลงเอยกันคงไม่ง่ายแน่ แต่พอมาเจออเล็กซานดราคนนี้ เธอไม่แน่ใจอะไรเลย เธอรู้สึกว่าทั้งสองสนิทสนมกันเร็วเกินไปจนน่าห่วง
“ท่านอเล็กซานดรายังไม่มีคู่หมายใช่ไหม” เจเนวีฟแอบถามเอาจากสาวใช้คนสนิทของอเล็กซานดรา
“ท่านคือสตรีศักดิ์สิทธิ์นะคะ แน่นอนว่าไม่สามารถแต่งงานหรือมีคู่หมั้นคู่หมายได้”
“ต้องถือพรหมจรรย์สินะ” เจเนวีฟเริ่มยิ้มออก
“อ๊ะ แต่ว่าอีกไม่กี่ปีก็จะครบวาระแล้ว ตอนนั้นก็จะลงจากตำแหน่งและสามารถมีครอบครัวได้ค่ะ” สาวใช้จอมพูดมากชี้แจง มันทำให้รอยยิ้มแรกในรอบหลายวันของเจเนวีฟต้องหุบลง
เรื่องที่เจเนวีฟไม่รู้ก็คือ อเล็กซานดราสนใจประวัติความเป็นมาของเจเนวีฟ เธอฝากให้โซนาตาช่วยสืบเรื่องนั้นและเขาก็ฝากเรื่องนี้กับด็อกมาอีกต่อหนึ่ง และหลังจากการสืบค้นที่ไม่ง่ายนัก พวกเขาก็มั่นใจว่าที่อเล็กซานดราและเจเนวีฟมีนามสกุลเดียวกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
“เธอมีพลังของสตรีศักดิ์สิทธิ์” อเล็กซานดราจับมือของเจเนวีฟเพื่อตรวจสอบให้มั่นใจ เจเนวีฟมีคุณสมบัติพิเศษที่หาได้ยากเพียงแค่ตัวเธอเองยังไม่รู้วิธีใช้พลังนั้น
“ท่านล้อข้าเล่นใช่ไหม ข้าก็แค่หญิงชาวบ้านธรรมดา แค่คนขายขนมปังเท่านั้น”
“พวกเราเป็นญาติห่าง ๆ กัน” พออเล็กซานดราพูดถึงตรงนี้โซนาตาก็นำหลักฐานมาให้ดูด้วย มันคือสำเนาเอกสารเก่า ๆ ของตระกูลสวอนส์และตระกูลญาติใกล้ชิด แม้ข้อมูลจะเรียกไม่ได้เต็มปากว่าครบถ้วนแต่ก็ค่อนข้างแน่ใจได้ว่าตระกูลของเธอทั้งคู่คือตระกูลเดียวกัน
“ตระกูลสวอนส์เป็นตระกูลสำคัญในอัลกราดมาตั้งแต่ยุคโบราณ หญิงสาวในตระกูลที่เกิดมาพร้อมกับพลังศักดิ์สิทธิ์จะกลายเป็นผู้นำของตระกูลและมักจะได้รับเลือกให้ดูแลอัลกราด”
“ท่านย่าเคยบอกว่าพวกเราเป็นตระกูลเก่าแก่ แต่ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลย”
“ทหารเล่าให้ฟังว่าเวทมนตร์ที่ปกป้องเมืองนี้คือพลังของโฮลีไมเดน งั้นเธอเองก็อาจจะฝึกฝนมันได้สิ” โซนาตาหันไปทางเจเนวีฟ ดวงตาของเขาลุกวาวราวกับกำลังมองของเล่นใหม่
“โดยทฤษฎีก็น่าจะฝึกฝนได้ค่ะ”
อเล็กซานดราอธิบายเกี่ยวกับเงื่อนไขต่าง ๆ เธอแน่ใจว่าเจเนวีฟมีพรสวรรค์ซุกซ่อนอยู่อย่างแน่นอน แต่การใช้เวทพิเศษของโฮลีไมเดนเองก็มีเงื่อนไข ประการแรกหญิงที่อุทิศชีวิตให้กับหน้าที่นี้จะต้องผ่านพิธีกรรมที่ยุ่งยาก ต้องเสียสละอายุขัยส่วนหนึ่งของตน
นอกจากนั้นเวทมนตร์เองก็มีเงื่อนไขของมัน เวทมนตร์ “ดีไวน์ฮาเวน” ที่ปกป้องเมืองมาตลอดหลายร้อยปีไม่ได้ถูกใช้งานอย่างสะดวกสบายอย่างที่คิด อเล็กซานดราจำเป็นต้องอยู่ที่เมืองตลอดเวลาเพื่อให้มันยังทำงานได้ ที่เลวร้ายที่สุดคือเธอไม่สามารถรักษาสภาพของมันไว้ได้ตลอด เพราะขอบเขตเรื่องระยะเวลา
“ที่สาวใช้พูดว่าใกล้จะหมดวาระ… หรือว่า”
“มากาเร็ตสินะคะ เด็กคนนี้ไม่เคยระวังคำพูดเลย” อเล็กซานดราหัวเราะเบา ๆ “เป็นอย่างที่ว่านั่นแหละค่ะ ข้ากำลังจะหมดพลัง และกว่าจะกลับมาทำหน้าที่นี้ได้อีกก็คงต้องหลังจากนั้นอีกหลายสิบปี”
“ปัญหาก็คือไม่มีคนสืบทอดสินะ” โซนาตาเดาได้ถูกเผงจนอเล็กซานดราเกือบจะสะอึก เรื่องนี้แม้แต่คนในของอัลกราดก็ยังรู้ไม่กี่คน หลายปีที่ผ่านมาเธอพยายามฝึกฝนโฮลีไมเดนรุ่นใหม่มารับหน้าที่ ทั้งคนที่มีเชื้อสายเกี่ยวข้องกับโฮลีไมเดนรุ่นก่อน ๆ หรือเด็กใหม่ที่พร้อมเสียสละชีวิต แต่ว่ากลับไม่พบผู้ที่เหมาะสม
“ท่านคงไม่ได้จะบอกว่า…” เจเนวีฟตีสีหน้าไม่ถูก เธอกลัวเหลือเกินว่ากำลังถูกขอให้ทำในเรื่องที่ลำบากใจ
“ข้าขอโทษ แต่ข้าไม่เห็นใครเหมาะสมไปกว่าเจ้าแล้ว” อเล็กซานดราตอบแบบไม่อ้อมค้อม
เจเนวีฟไม่ได้เสียดายอายุขัยของตนหรือแม้แต่เสียดายเรื่องที่หากเธอรับหน้าที่นี้มันจะทำให้เธอต้องติดอยู่ในเมืองนี้ไปอีกหลายสิบปีจนกว่าจะหมดวาระ ตรงกันข้ามเธอกลับรู้สึกยินดีด้วยซ้ำที่หญิงสาวไร้กำลังอย่างเธอจะสามารถเป็นประโยชน์กับผู้คนมากมาย
แต่สิ่งที่ทำให้เธอลังเลก็คือโซนาตา หากติดอยู่ในเมืองนี้เธอก็คงต้องแยกจากเขา เธอกลัวว่ามันอาจจะเป็นการพบกันเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้
พอถึงวันหมดวาระของเธอ โซนาตาอาจจะจากไปแล้ว
ทางอเล็กซานดราไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบเพราะเธอรู้ดีว่านี่คือการตัดสินใจครั้งสำคัญ หน้าที่แบบนี้จะไร้ประโยชน์ทันทีหากว่ามันเกิดจากการบังคับฝืนใจ เธอได้แต่ฝากความหวังไว้กับโชคชะตาที่อุตส่าห์นำพาความหวังสุดท้ายอย่างเจเนวีฟให้ดั้งด้นมาจนถึงอัลกราดได้
ไม่มีใครที่จะคิดว่าเจเนวีฟไม่มีโอกาสตัดสินใจ ในคืนนั้นได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมาก่อน
ทหารหลายนายวิ่งมารายงานอเล็กซานดราเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของเรวาเรนท์ เธอรีบรุดออกไปดูที่เกิดเหตุ มันน่ากังวลใจจนเธอคิดว่าอาจจะรับมือไม่ไหว
โซนาตาและเจเนวีฟถูกตามตัวมาในภายหลัง ทั้งคู่เห็นอเล็กซานดราและบรรดาผู้อาวุโสกำลังถกกันเครียดในห้องประชุม อเล็กซานดราแนะนำตัวทั้งสองฝ่ายเสร็จก็รีบเชิญมาร่วมวงด้วย โซนาตาเห็นท่าทีร้อนรนก็รู้ได้ทันทีว่านี่ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่
“กองทัพเรวาเรนท์มาตั้งทัพอยู่หน้าเมือง” หญิงชรารายหนึ่งเริ่มเรื่อง เธอคือโฮลีไมเดนยุคก่อน ๆ ที่ตอนนี้หมดพลังอย่างถาวรไปแล้ว
“ตรงนั้นไม่ใช่ปัญหา พวกเรวาเรนท์เคยพยายามจะบุกเข้ามาหลายครั้งแล้ว” แม่ทัพอาวุโสผู้ที่แนะนำตัวว่าเขาคือพ่อของอเล็กซานดรากล่าวเสียงเครียด “ปัญหาคือดาร์คเจสเตอร์กำลังทำอะไรบางอย่าง”
“ดาร์คเจสเตอร์ เจ้านั่นอีกแล้วเหรอ” โซนาตาส่งเสียงคล้ายฉงน แต่ใบหน้าเรียบเฉย ใจจริงของเขากำลังแสยะยิ้มเพราะรู้สึกสนุกเหลือเกินที่จะได้เจอเจ้านั่น เจ้าเผ่าปีศาจที่ชื่อดาร์คเจสเตอร์ตนนี้คือตัวการที่สร้างการ์กอยล์มอร์โด และ ซอมบีพิเศษอย่างเออร์เฟซ โซนาตาหวังว่าจะได้เจอเจ้าหมอนี่สักครั้งอยู่แล้ว
บริเวณหน้าเมืองอัลกราด สถานที่ที่อันเคยเป็นป้อมปราการของเรวาเรนท์ เนโครแมนเซอร์ แม่มดและจอมเวทจำนวนมากถูกเกณฑ์มาเพื่อใช้ในพิธีกรรมลึกลับ พวกเขารวมตัวกันร่ายเวทที่คนในอัลกราดก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร ที่พวกเขารู้ก็มีเพียงว่าดาร์คเจสเตอร์กำลังใช้คนพวกนั้นเจาะเข้ามาในสนามพลังศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้มครองเมืองอยู่
“เจาะเข้ามาไม่ได้หรอก ถ้าทำได้คงทำไปนานแล้ว” หัวหน้าทหารนายหนึ่งพูดปลอบใจเพื่อนทหารด้วยกัน
“ใช่… อยู่มาได้เป็นร้อย ๆ ปี คงไม่มาถูกจัดการได้ในตอนนี้หรอกครับ” ลูกน้องตอบ แต่สีหน้าของเขาไม่ได้มีความมั่นใจเลย ไม่ว่าใครที่อยู่ตรงนั้นก็คิดว่าครั้งนี้มันมีบางอย่างที่ต่างออกไป
คำพูดของพวกทหารถูกกลืนหายไปจนหมด เมื่อคนข้าศึกกลุ่มแรกตั้งขบวนเดินตรงดิ่งเข้ามา พวกนี้ไม่เหมือนกับอันเดดที่พวกเขาเคยเห็น ไม่ใช่โครงกระดูกผี วิญญาณไร้ร่าง ผีดิบ หรือแม้แต่แวมไพร์ พวกเขาคือทหารในชุดเกราะสีดำที่แยกแยะยากว่าเป็นอันเดดชนิดใด
“ชุดเกราะเหมือนของเอเทเซีย แต่เป็นสีดำ” ทหารคนหนึ่งพึมพำขึ้น แม้ว่าเขาจะไม่เคยออกจากพื้นที่นี้ตั้งแต่เกิดแต่เขาก็เคยเห็นชุดเกราะแบบนี้ในบันทึกโบราณ
“เกราะของพาลาดิน...” หัวหน้ากองบอกกับทหารคนสนิท “ไปรายงานท่านโฮลีไมเดนเดี๋ยวนี้”
โซนาตา เจเนวีฟ อเล็กซานดราและบรรดาคนสำคัญมองออกไปยังเขตของเวทดีไวน์ฮาเวนด้วยความกังวล กองทัพทหารชุดดำยืนนิ่งอยู่ด้านหน้าสนามพลังมาครู่ใหญ่แล้ว จากสีผิวที่ซีด ร่างกายที่มีกลิ่นเหม็นสาบ พวกเขาคืออันเดดอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ชุดเกราะที่สวมอยู่ทำให้ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจ
ผู้ที่อยู่ด้านหลังกองทัพพาลาดินคือคนที่โซนาตาและเจเนวีฟรู้จัก อดีตเจ้าชายที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้ตายอย่างน่าสมเพชกลับมาอีกครั้งในฐานะของอัศวินแห่งความตาย เขารอจนดาร์คเจสเตอร์ให้สัญญาณจากนั้นเขาก็ออกคำสั่งต่อไปยังกองทหารพาลาดินที่ถูกย้อมสีดำ เหล่าอันเดดผู้ไม่กลัวตายเดินเข้าหากำแพงแห่งแสงไปอย่างไม่กลัวตาย
“ไร้ประโยชน์ ผ่านเข้ามาไม่ได้หรอก” โฮลีไมเดนรุ่นก่อนว่าขึ้น
ร่างในชุดเกราะสีดำนับสิบนับร้อยกำลังลุกไหม้ อย่างที่หลายคนได้พูดไว้ มหาเวทนี้ยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยม อันเดดผู้ถูกสาปไม่สามารถเหยียบย่างเข้ามาในเขตแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ได้
พาลาดินเกราะดำคนแล้วคนเล่าล้มลง แต่คนใหม่ก็ยังสืบเท้าก้าวเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง พวกเขาลุกไหม้ ถูกดันจนถอยร่นออกไป แต่ก็ยังฝืนดันกลับมา บางคนยกโล่ขึ้นต้าน บางคนทำแม้จะต้องคลานต่อ แต่ไม่มีคนใดที่ยอมแพ้ คนเก่าล้มไปคนใหม่ก็เข้ามาแทนที่ราวกับไม่มีวันจบสิ้น