Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 231: มีทีเออร์ไนท์
ในงานประชุมกษัตริย์โลกตามประวัติศาสตร์ดั้งเดิม เซฟิลและพวกสามารถแย่งชิงถูกแก้วศักดิ์สิทธิ์สามจากสี่ลูกไปได้ และในช่วงระหว่างที่เรย์สาละวนกับการค้นหาอาวุธใหม่ พวกเขาก็ได้ลูกแก้วลูกที่ห้าไปแล้ว
ในอดีต พวกเรย์ที่อับจนหนทาง จำต้องเดินทางกลับไปพบกับริเธียอีกครั้งเพื่อขอคำแนะนำ ในตอนนั้นเองคำทำนายเกี่ยวกับลูกแก้วลูกสุดท้ายจึงปรากฏออกมา
แต่โลกในตอนนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไป
เซฟิลและพาดัสตายเพราะโอเปรา
ลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ลูกยังอยู่ในมือของเหล่าพันธมิตร
และริเธียเองก็ไม่สามารถอยู่ที่เอลแลนได้อีกเพราะถูกชาโดว์รบกวน
เมื่อหนทางสู่ลูกแก้วสองลูกสุดท้ายถูกปิดจนหมดสิ้น ซิกมาจึงตัดสินใจย้อนกลับไปอัลกราดอีกครั้งเพื่อรายงานความคืบหน้า
การกลับอัลกราดครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนลิบลับ ตั้งแต่วินาทีที่เท้าเหยียบขึ้นทวีปเอเทเซียพวกเรย์ก็ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนในแบบที่ไม่เคยพบมาก่อน ข่าวลือเกี่ยวกับกลุ่มของเขาที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ และไม่เพียงแค่นั้น เพียงชั่วข้ามคืนหลังจากที่มาถึง อีกหนึ่งข่าวก็แพร่ไปราวกับไฟลามทุ่ง
มันคือข่าวลือเกี่ยวกับดาบแห่งเรย์ มันเป็นฝีมือของลาโตรนั่นเอง เขาคุยโม้ในทุกโอกาสที่ทำได้ ดาบที่ไม่มีวันถูกทำลาย ดาบที่สร้างโดยเทพแห่งช่าง ดาบที่มีพลังแฝงที่ต่อกรกับเทพปีศาจได้ ลาโตรปล่อยข่าวลือเหล่านั้นราวกับเป็นผลงานของเขาด้วย
ซิกมาไม่ได้ห้ามปรามเรื่องนี้อย่างจริงจัง เขาคิดว่าผู้คนอยู่กับความหวาดกลัวมานานจนเกินไปแล้ว พวกเขาจำเป็นต้องมีความหวังบ้าง แม้ว่าเรื่องนั้นมันจะเกินจริงไปสักหน่อย
พวกเรย์กลายเป็นคนมีชื่อเสียงไปแล้ว ตลอดเส้นทางตั้งแต่เมืองท่าจนถึงอัลกราดกลายเป็นเส้นทางที่วุ่นวายในแบบที่พวกเรย์ไม่เคยเจอมาก่อน แทนที่จะมีเดวัลหรือกลุ่มโจรดักเล่นงาน ไม่ว่าจะไปทางไหน เขาก็จะเจอชาวบ้านออกมาต้อนรับ
“น่าอายจังเลย” เรย์หน้าแดงราวกับผลไม้สุกเมื่อถูกสาวชาวบ้านนางหนึ่งขอบคุณ มอบช่อดอกไม้ให้ แถมยังแอบขโมยหอมแก้มเขาด้วย
“แหม ๆ ไม่ใช่ว่าชอบเหรอ” รีนาเบียดตัวเข้ามาใกล้เรย์ มันยิ่งทำให้เขาทำตัวไม่ถูก
“ฮึ” แอนทิสตาหัวเราะเหมือนไม่เต็มใจ เธอมองกลุ่มสาว ๆ อีกมากที่กำลังรอให้กำลังใจเรย์ ลาโตรและไกรา หรือแม้แต่ชายชราแบบซิกมาเองก็ไม่มียกเว้น
เรื่องราวลักษณะนี้กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่เว้นวัน พวกเรย์ต้องเปลี่ยนเส้นทางหลายต่อหลายครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชนแต่ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ไหนประชาชนจำนวนมากก็รู้ทันและไปดักรอต้อนรับอยู่เสมอ
ชาอุลไม่ได้เล่ารายละเอียดลงลึกมาก แต่โซนาตาสามารถปะติดปะต่อได้จากเรื่องที่เขาอ่านมา ชายผู้หนึ่งที่เห็นเรื่องราวส่วนนี้ไม่ใช่เรื่องตลกก็คือจูเดสปา อาเบอร์ดีน
จูเดสปาเคยเป็นความหวังของพามิลเลส เขาคือจอมเวทที่เก่งที่สุดในรุ่นและสามารถไต่เต้าขึ้นเป็นจอมเวทระดับสูงได้ตั้งแต่ยังอายุน้อย เขามีทั้งพรสวรรค์ รูปทรัพย์ ฐานะ ชาติตระกูล เป็นคนที่เกิดมาเพื่อจะกลายเป็นชนชั้นสูงสุดที่ไม่ใช่แค่เพียงอาณาจักรพามิลเลส แต่ยังเป็นคนพิเศษของทั้งซีน
แต่เหตุการณ์ในวันประชุมกษัตริย์โลกได้สร้างรอยบาดแผลร้ายแรงให้กับชื่อเสียงของจูเดสปา เขาเกือบจะพ่ายแพ้ให้กับโซแลน แม้จะพยายามลอบกัดอีกฝ่ายโดยใช้ประโยชน์จากชาโดว์ แต่มันก็ล้มเหลว เขาปล่อยให้ทั้งโซแลนและชาโดว์ของเขาหนีไปได้
ในทางตรงกันข้าม พวกเรย์กลับเจิดจรัสขึ้นในงานนั้น เด็กหนุ่มไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป ก็เพียงคำอ้างว่าตนเองมีสายเลือดของประเทศเชสนาที่ล่มสลายไปแล้ว เด็กหนุ่มแบบนั้นกลายเป็นจุดสนใจของโลกไปแทน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จูเดสปาไม่อาจยอมรับได้
จูเดสปาคาดเดาได้ว่าเป้าหมายต่อไปของพวกเรย์คือกิงคารอน อาณาจักรนี้คืออาณาจักรขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวที่ไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมในงานครั้งก่อน พวกเขามีแผนในการรวบรวมลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ด้วยตนเองและบางทีพวกเขาอาจจะได้มันมาอยู่ในมือแล้วด้วยซ้ำ
“กิงคารอนเหรอคะ” โซลิเนถามย้ำกับชาอุล
“ใช่ กิงคารอน… อาณาจักรของข้าเอง” ชาอุลตอบด้วยความรู้สึกละอายใจ “ท่านพ่อของข้า จักรพรรดิชาดัส เซเลสไทน์เป็นตาแก่หัวดื้อ ท่านเชื่อว่าวิทยาการของกิงคารอนล้ำหน้าจนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาประเทศอื่น”
“เรื่องของจูเดสปา” อลินาดึงกลับมาประเด็นที่ค้างไว้อยู่ “เขาคนนั้นรู้ว่าเหล่ากษัตริย์จะมอบหมายให้พวกเรย์เดินทางไปเจรจากับกิงคารอนสินะ แล้วเขาทำยังไง เข้าไปขัดขวางหรือตัดหน้า”
“ข้าเองก็ไม่ทราบเป้าหมายที่แท้จริงของเขา” ชาอุลส่ายหน้าไปมา “ลือกันว่าเขาไม่พอใจที่ถูกมองข้าม แต่คนฉลาดอย่างท่านจูเดสปาคงไม่ทำอะไรที่ทำให้เสื่อมเสียอย่างการไปขัดขวางหรอกครับ”
“ก็เลยไปขอเข้าพวกแทน” แม้จะไม่ได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์มาก่อน เซเลนอสก็คาดเดาถูก
ชาอุลพยักหน้า “ถ้าเข้าร่วมกับพวกเรย์ ก็จะได้ผลงานไปด้วย ทั้งสองฝ่ายต่างก็ได้ประโยชน์”
โซนาตาไม่คิดว่าชาอุลพูดโกหก อดีตรัชทายาทผู้นี้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ทุกอย่าง เรื่องที่เขาได้ยินได้ฟังมาก็ล้วนแต่มาจากมุมมองของเรย์และผู้เกี่ยวข้อง
หนังสือประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าจูเดสปาผู้นี้ไม่ได้คิดจะทำผลงานร่วมกัน เขาตั้งใจจะฮุบผลงานทั้งหมดเป็นของตนเอง การเข้าร่วมกับพวกเรย์เป็นแค่วิธีการเพื่อให้เขาเข้าใกล้เป้าหมายนั้น
ปัญหาคือหนังสือเขียนไว้ถูกต้องแค่ไหน โซนาตาตัดสินใจว่าเรื่องนั้นเขาจะตัดสินอีกครั้งในภายหลัง
กิงคารอนคือชื่อของประเทศขนาดใหญ่และเป็นยังเป็นชื่อของทวีปอีกด้วย ในยุคของซีวีประเทศเชสนา โดนาเมสและประเทศขนาดเล็กในทวีปถูกทำลายลงเพราะการตื่นขึ้นของเทพปีศาจอัลกีโรอา
ท่ามกลางซากปรักหักพังของประเทศเก่า อาณาจักรใหม่ที่มาพร้อมกับวิทยาการลึกลับได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ เวลาเพียงร้อยกว่าปีพวกเขาก็ขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ในห้องประชุมขนาดเล็กของเรือควีนอลิเชีย เรย์และผองเพื่อนได้มารวมตัวกันเพื่อปรึกษาหารือแผนการในขั้นต่อไป
“พวกเจ้าคิดกันรึยังว่าจะเจรจากับทางกิงคารอนอย่างไร” จูเดสปาที่เพิ่งกลายมาเป็นสมาชิกใหม่ถามคาดคั้นเอาคำตอบกับพวกเรย์ “รู้ไหมว่าพวกนั้นเจรจาด้วยยากแค่ไหน ขนาดพามิลเลสของข้ายังติดต่ออย่างยากเย็น…”
พวกเรย์มองหน้ากันและกะพริบตาปริบ ๆ พวกเขาไม่ได้มีแผนการอะไรเป็นพิเศษ ที่คิดจะทำก็มีแค่ขอเข้าเฝ้าในฐานะตัวแทนของกองทัพพันธมิตรและหากถูกปฏิเสธก็ค่อยหารือกันอีกครั้ง
“กิงคารอนไม่เจรจากับสามัญชนหรอก แต่ไม่ต้องกังวลไปมีจูเดสปาผู้นี้…. เฮ้ย” จูเดสปาพูดไม่ทันจบดีก็ถูกขัดจังหวะด้วยแรงสั่นสะเทือนและเสียงดังที่เหมือนกับบางอย่างกระแทกเข้ากับเรือ
เรือทั้งลำโคลงเคลง
“เกิดอะไรขึ้น! โจรสลัดงั้นเหรอ” เสียงลูกเรือดังขึ้นจากภายนอก
พวกเรย์ทยอยออกมาจากห้องอย่างทุลักทุเล เรือที่เอียงไปมาทำให้แค่การเดินก็เป็นเรื่องยากลำบาก ก่อนที่จะเอ่ยปากถามว่าเกิดอะไรขึ้น ใครบางคนตะโกนตอบมาก่อน “ชาโดว์ มีชาโดว์อยู่ในทะเล”
ชาโดว์ในทะเลไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาด ก่อนหน้านี้เรย์เคยได้พบเจอชาโดว์ที่เกิดจากสัตว์น้ำมาก่อน แต่เขาไม่คิดว่ารูปร่างที่พบจะเหนือความคาดหมายขนาดนี้ ศัตรูคือชาโดว์ที่รูปร่างเหมือนกับเรือและยังมีผู้โดยสารมาด้วย
“ไม่ต้องกังวล มีแต่พวกชาโดว์กระจอก” จูเดสปาตะโกนบอกทั้งลูกเรือและพวกเรย์
“ชาโดว์อาจจะมีแต่พวกปลายแถว แต่ชายคนนั้นด้วยงั้นเหรอ” ซิกมาชี้ไปที่เงาตะคุ่ม ๆ ที่อยู่ท่ามกลางชาโดว์ บนเรือไม่ได้มีแค่สิ่งมีชีวิตสีดำเท่านั้น
“ใครน่ะ” แอนทิสตาตะโกนถามโดยที่ไม่ได้หวังจะรับคำตอบ
ชายลึกลับมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเสียงเรียก เขายืนขึ้นและเผยให้เห็นชุดเกราะสีแดง
“มีทีเออร์ไนท์” ชายเกราะแดงตอบ
พริบตาต่อมา เขาก็กระโจนจากเรือตัวเองลอยหวือมาถึงเรือควีนอลิเซีย เป็นระยะที่ไกลคนธรรมดายากที่จะทำได้โดยเฉพาะเมื่อสวมใส่เกราะหนาที่น่าจะหนักอึ้งแบบนั้น
จูเดสปาขมวดคิ้วเมื่อเห็นอีกฝ่ายแตะเท้าลงพื้นเรือโดยแทบจะไร้เสียง เขาพยายามสังเกตใบหน้าอีกฝ่ายที่ซุกซ่อนอยู่ในเงาของหมวกเกราะ แต่ไม่ได้ผลเพราะในเงามืดนั้นมีหน้ากากซ่อนอยู่อีกชั้น
“พวกของโอเปรางั้นเหรอ” ลาโตรพยายามยืนยัน แม้ว่าคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว เพราะคงไม่มีมนุษย์ที่ไหนหรอกจะเดินทางมาพร้อมกับชาโดว์ หากว่าเขาไม่ใช่พวกเดียวกับโอเปรา
“ใช่ ข้าคือพันธมิตรของท่านโอเปรา”
“งั้นก็ไม่ต้องเสียเวลาคุยแล้วล่ะ” ไกราพูดจบก็กระโจนออกไปก่อน
เรย์และรีนาตอบสนองตามอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ตามมาด้วยลาโตร ในขณะสี่คนแรกลงมืออย่างฉับไวโดยตอบสนองตามสัญชาตญาณ แอสทิสตา ซิกมา และจูเดสปาต่างก็ยังรอดูสถานการณ์ด้วยความเยือกเย็น
“อย่าประมาทนะ เจ้านั่นแข็งแกร่งมาก” ซิกมาตะโกนเตือน ไม่มีใครตอบแต่ทุกคนเข้าใจเป็นอย่างดี แรงกดดันจากมีทีเออร์ไนท์มีระดับไม่แตกต่างจากเวิร์น เขาไม่ใช่ศัตรูที่ประมาทได้
ชายเกราะแดงเคลื่อนไหวไปรอบ ๆ ด้วยความรวดเร็วพร้อมกับสังเกตท่าทางของพวกเรย์ไปด้วย แม้จะบ้าระห่ำถึงขนาดกระโดดขึ้นเรือศัตรูโดยไม่พาลูกน้องมาด้วย แต่ชายผู้นี้ไม่ใช่เสียสติพอที่จะสู้แบบสี่รุมหนึ่งโดยที่ยังปราศจากข้อมูล
มีทีเออร์ไนท์มีการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาด เขากระโดดไปมาราวกับร่างกายของเขาไม่มีน้ำหนัก ในบางครั้งเขาถึงกับกระโดดไปยืนอยู่บนปลายดาบของลาโตร ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเขาคล้ายกับพาดัสที่มีจุดเด่นด้านความรวดเร็วและเบาราวขนนก
“ทำไมร่างกายเบาได้ขนาดนั้น”
“สวยสิ เบาขนาดนี้ ดาบก็คงไร้น้ำหนักนั่นแหละ” ลาโตรย่ามใจ เขารอจังหวะให้เรย์พุ่งออกไปก่อนและเตรียมรอซ้ำ
แต่อีกฝ่ายมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เขาฟันเสยใส่ดาบลาโตรที่ใช้น้ำหนักทั้งหมดฟาดลงมา ทันทีที่อาวุธของทั้งสองฝ่ายสัมผัสกัน ลาโตรก็เข้าใจแจ่มแจ้งว่าเขาคาดผิด น้ำหนักดาบของอีกฝ่ายเหนือกว่าเขามาก มันทำให้ดาบของลาโตรถึงกับกระเด็นหลุดจากมือ
รีนามองออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา เธออยู่ใกล้ที่สุดและเธอก็เร็วยิ่งกว่าใคร หญิงสาวพุ่งเข้าไปขวางก่อนที่ดาบที่สองของมีทีเออร์ไนท์จะฟาดลงมาที่ร่างของลาโตร ถุงมือของเธอเปล่งแสงจากนั้นโล่ก็ปรากฏขึ้น
โครมมม