Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 236: ศึกที่มินิสเทรล
ในที่พักขนาดเล็กแต่สะดวกสบายดีที่พิพิคัสเตรียมไว้ให้พวกเรย์ เรื่องที่เกิดขึ้นจริง ขัดแย้งกับประวัติศาสตร์เดิม คือบัดนี้แขกสามรายที่ไม่น่าจะมาอยู่ตรงนั้นได้กำลังร่วมโต๊ะกับพวกเรย์ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน
“ก่อนอื่น…” ชายมีมีแผลกากบาทกลางใบหน้าเริ่ม “พวกเจ้ารู้ที่มาที่ไปและเหตุผลที่พวกเราต้องการผนึกเทพปีศาจแล้วหรือยัง”
เรย์ ลาโตร ไกราและแอนทิสตาส่ายหน้าดิก ๆ รีนาไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองแต่เดาได้เลยว่าเธอก็ไม่รู้เรื่องเช่นกัน
“พวกเราแต่เดิมคือคนที่ถูกรังเกียจจากสังคม เริ่มจากข้าที่ถูกประเทศตัวเองขับไล่หลังจากที่รับสืบทอดดาบต้องสาปมาจากอาจารย์ เวิร์นที่เลือกไม่ได้ที่เกิดมาเป็นลูกของโจรสลัด โซแลนที่บังเอิญได้เรียนวิชาดาบต้องห้าม พาดัสที่เผ่าของเขาถูกมนุษย์รังเกียจ และเซฟิลที่แม้จะเป็นถึงเจ้าชายผู้เก่งกาจแต่ไม่ได้รับการยอมรับจากตระกูลตนเอง…”
ไม่มีใครเอ่ยแทรกเรื่องที่เรเซอร์อารัมภบท แต่พวกเรย์ทุกคนต่างสงสัยในใจเพราะไม่คิดว่าเรเซอร์ที่ถ้าไม่เงียบขรึมก็จะบ้าคลั่งเพราะดาบ จะกลายเป็นคนพูดจาคล่องแคล่วแบบนี้
“เพราะถูกโลกหันหลังให้ พวกเราจึงคิดว่าหากพวกเหลือเดนแบบพวกเรา กลายเป็นวีรบุรุษผู้ปกป้องโลกขึ้นมา เหล่าราชาของแต่ละอาณาจักรที่เคยเหยียดหยามพวกเราจะทำหน้าเช่นไรนะ”
“ฟังดูเหมือนความรั้นอยากเอาชนะสินะ แต่นั่นคือเจตนาหลักของกลุ่มเซฟิลอย่างพวกเราเลยแหละ” โซแลนช่วยยืนยันอีกคน ส่วนเวิร์นเหมือนไม่ค่อยยอมรับความจริงข้อนี้แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยขัดขึ้นมา
“บอกตามตรง ตอนแรกข้าคิดว่าพวกเจ้าวางแผนเหมือนกิงคารอนด้วยซ้ำ แทนที่จะปิดผนึกเทพปีศาจ แต่หาทางจะใช้พลังของมันแทน” ซิกมาพูดแบบตรงไปตรงมา
“ฮึ ถ้ามันมีวิธีแบบนั้นจริง ก็น่าสนอยู่หรอก” เวิร์นกระตุกยิ้ม ดูไม่ออกว่าแกล้งพูดยั่วหรือคิดจริงจังกันแน่
“แก…” ลาโตรลุกพรวดขึ้นเตรียมหาเรื่องเต็มที่ แต่เรย์และไกราคว้าไหล่เขาไว้ได้ก่อนพร้อมกับส่งสายตาเหมือนจะบอกว่า “เบาได้เบานะลาโตร”
“พวกคุณกำลังจะบอกว่า ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกได้หรือเปล่าคะ” แอนทิสตาพยายามสรุปในแง่ดี
…มันจะง่ายแบบนั้นเร้อ… คนที่เหลือในกลุ่มต่างก็คิดแบบเดียวกัน
“ใช่แล้ว” เรเซอร์ตอบ
…อ้าว ใช่ซะงั้น…
“ถ้าเซฟิลและพาดัสยังอยู่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตอนนี้พวกเราไม่มีทางจัดการกับเทพปีศาจได้ด้วยคนแค่นี้” โซแลนพูดจบก็ถอนหายใจ
ห้าคนเหลือแค่สาม สำหรับพวกเรย์เป็นตัวเลขที่ไม่ได้แตกต่างกันมากมายนัก แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเรเซอร์พยายามอธิบาย
“อาจจะไม่ถึงขั้นรวมกลุ่มกันก็ได้ แต่อย่างน้อยพวกเรายินดีจะเป็นกองหนุนให้” เรเซอร์สรุปอีกครั้ง
“พวกเราคือกลุ่มที่ได้รับเลือกจากกษัตริย์ทั่วทั้งโลกอย่างเป็นทางการนะ” จูเดสปากดเสียงลงต่ำ “คิดเหรอว่าพวกเราจะ…”
“ข้ายินดี” ไม่ได้สนใจว่าจูเดสปากำลังทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลอง เรย์ลุกขึ้นและจับมือเรเซอร์หน้าตาเฉย
“เดี๋ยวก่อน!” จูเดสปาก็ลุกขึ้นเช่นกัน เพื่อจะห้าม แต่ไม่ทันแล้ว คนอื่น ๆ ก็ลุกขึ้นจังหวะเดียวกัน
“ฝากตัวด้วยนะคะ” แอสทิสตาโค้งให้กับเวิร์น อีกฝ่ายแกล้งหันไปมองทางอื่น
“ขอบอกไว้ก่อนนะ ถึงจะร่วมมือกันแต่ข้าก็ไม่เลิกคิดจะชิงตำแหน่งจอมดาบหรอก” ลาโตรชี้ไปที่โซแลน ส่วนอีกฝ่ายก็แสยะยิ้มส่งกลับมา
“เยี่ยมไปเลย ได้คนเก่ง ๆ มาช่วย แบบนี้ต้องฉลองสินะ” ไกรากระโดดโลดเต้นไปกับรีนา ในหัวของทั้งคู่มีแต่ภาพของอาหารเลิศรสจากฝีมือของเรย์
“จริงสิ ไม่ได้ฉลองมานานแล้วนี่นะ” เรย์เข้าใจท่าทีราวกับนัดกันมาของทั้งคู่ เขาเองก็เริ่มคันไม้คันมือเช่นกัน มีดทำครัวถูกหยิบออกมาพร้อมกับวัตถุดิบที่ตุนเอาไว้ จากนั้นสองขาก็ก้าวหายเข้าไปในห้องครัว
จูเดสปาจิปากอย่างขัดใจ ยิ่งมีคนเก่งมากเท่าไรผลงานของเขาก็ยิ่งดูน้อยลงเท่านั้น นอกจากนั้นโอกาสที่กลายมาเป็นผู้นำกลุ่มก็ยิ่งยากขึ้น แต่น่าเสียดายที่จูเดสปาหยุดไว้ไม่ทันแล้ว เรเซอร์ เวิร์น และโซแลน จะกลายมาเป็นกำลังหนุนให้กับพวกเรย์ แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเป็นช่วงสั้น ๆ หรือยาวนาน
กลุ่มอะบีสเมื่อฟังมาถึงจุดนี้ พวกเขาก็พบว่าเรื่องราวของเรย์ใกล้มาถึงช่วงเวลาที่เชื่อมกับปัจจุบันแล้ว ซีวีช่วยสรุปอีกครั้งว่าสิ่งใดแตกต่างจากประวัติศาสตร์ที่โซนาตารับรู้มาบ้าง
อันดับที่หนึ่ง แน่นอนว่ามันคือเรื่องของโอเปรา กองทัพของเธอ และความเสียหายร้ายแรงที่เธอทิ้งเอาไว้แก่นานาประเทศ
อันดับที่สอง การเสียชีวิตก่อนเวลาของฟรีโอนิเอลผู้ควรจะกลายเป็นกำลังสำคัญของกลุ่ม
อันดับที่สาม พรรคพวกที่น่าจะจากไปแต่กลับรอดมาได้ คนแรกคือลาโตรที่ตามเดิมจะต้องติดพิษและติดอยู่ในไหไปจนถึงหลายพันปีข้างหน้า และแอนทิสตาที่เสียชีวิตเพราะจูเดสปา แต่ทั้งคู่ยังรอดจนถึงจุดที่ชาดัสเล่าค้างไว้
อันดับสุดท้าย การให้ความร่วมมือของศัตรูอย่างเวิร์น เรเซอร์และโซแลน แม้ความจริงจะกระจ่างแล้วว่าพวกเขาไม่ใช่คนชั่วร้ายโดยสันดาน แต่มันก็เป็นความจริงอีกเช่นกันว่ากลุ่มเซฟิลเต็มไปด้วยพวกหัวแข็ง เอาแต่ใจ และรั้นเหมือนกับเด็ก ๆ ตามประวัติศาสตร์ทั้งสองฝ่ายจะเข้าใจกันมากขึ้นในช่วงท้าย แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้พวกเขามาร่วมมือกัน
สถานการณ์ของเรย์ไม่เลวร้าย แต่ดีผิดคาด เรย์กับเวิร์นมีฝีมือทัดเทียมกัน ส่วนเรเซอร์กับโซแลน ทั้งคู่มีทักษะดาบอยู่ระดับต้น ๆ ในฐานะจอมดาบของซีนในยุคนี้ มีพวกเขามาช่วยก็เหมือนได้กำลังเพิ่มเท่ากับประเทศใหญ่ ๆ ทั้งประเทศ
เรย์แทบจะอดใจรอไม่ได้ว่าหากได้ร่วมศึกพร้อมกันแล้วจะเป็นเช่นไร
เรย์ไม่ต้องรอนานที่จะได้ร่วมศึก เพราะศัตรูได้ตามมาหาถึงที่ในเช้าวันถัดมา
พิพิคัสกับลูกบ้านของเขาวิ่งหน้าตั้งมาหาพวกเรย์พร้อมกับข่าวร้าย
“เรือสีดำเต็มไปหมดเลย พวกมันผ่าหมอกเข้ามาได้ยังไงก็ไม่รู้” หัวหน้าชาวมินีสที่มีรูปร่างเหมือนกับเด็กผู้ชายโวยวายจนป่าแทบแตก
“ไม่แปลกหรอก เรือของพวกนายผ่านเข้าออกมากี่ครั้งแล้วรู้ไหม ถ้าเข้าออกบ่อยขนาดนี้มันก็ใช้เวทมนตร์แกะรอยตามได้” โซแลนเฉลย พวกเขาก็ตามเรือควีนอลิเซียมาด้วยวิธีเดียวกัน
“บ้าจริง นี่มันเหมือนเรื่องที่เกิดกับพวกเงือกเลย นี่พวกเราทำให้ชาวมินีสเดือดร้อนอีกแล้วเหรอ” เรย์เริ่มตื่นตระหนก
“ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเราหรอก เป้าหมายของเจ้าพวกนั้นไม่ใช่ชาวมินีส น่าจะเป็นพวกเรย์นั่นแหละ” พิพิคัสตอบอย่างมั่นใจ
จริงดังที่พิพิคัสกล่าวไว้ ศัตรูที่ยกพลขึ้นฝั่งไม่ได้เห็นชาวมินีสที่ดูไม่ต่างจากเด็กอยู่ในสายตา ชายที่นำกองทัพมาคือมีทีเออร์ไนท์ที่เรย์เคยปะทะมาแล้วหนหนึ่ง
“พวกแกทำให้ยุ่งยากจริงนะ ถ้าตายไปตั้งแต่ครั้งก่อนก็จบเรื่องไปแล้ว” อัศวินเกราะแดงชี้ไปที่พวกเรย์
“เสียใจด้วยนะ ข้ายังไม่ได้ทำตามความฝันเลย คงด่วนตายไปไม่ได้หรอก” เรย์ตอบ เขาสังเกตว่ารอบข้างของมีทีเออร์ไนท์ไม่ได้มีแค่ชาโดว์ปลายแถว แต่มันมีไพร์มอยู่ด้วยถึงสามตน
โดยไม่จำเป็นต้องนัดหมายกันไว้ก่อน กลุ่มเรย์และกลุ่มของเวิร์นแบ่งหน้าที่ออกไปประกบกับศัตรูในทันที เรย์เลือกมีทีเออร์ไนท์ด้วยความตั้งใจว่าจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายมีโอกาสใช้เวทมนตร์เรียกดาวตกได้อีก
ซิกมา ลาโตรและไกราเลือกเดลตา ไพร์มที่มีรูปร่างคล้ายกับเซอร์เบอรัส สุนัขสามหัวในเทพปกรณัมกรีกและโรมัน
แอนทิสตา รีนาและจูเดสปาเลือกเธตาเป็นคู่ต่อสู้ ไพร์มตนนี้กำเนิดจากเงาของจูเดสปาเอง มันเป็นหนึ่งในไพร์มชาโดว์ที่รูปร่างพิลึกกึกกือที่สุด เพราะมันเหมือนกับหุ่นไล่กาที่น่าสยดสยอง
เวิร์น โซแลน และเรเซอร์จ้องไพร์มตัวสุดท้ายอย่างเคียดแค้น รูปร่างนั้นพวกเขาทั้งสามไม่มีทางลืมอย่างแน่นอน มันคือไพร์มชาโดว์ที่เหมือนกับร่างปีศาจของเซฟิล ผู้ที่ทั้งสามยอมยกย่องให้เป็นหัวหน้า ชาโดว์ที่กำเนิดจากเซฟิลเอปไซลอน
“ไม่คิดจะพูดคุยเจรจากันก่อนเลยเหรอ” ชายผู้สวมหน้ากากพูดพร้อมกับปัดป้องดาบของเรย์อย่างพัลวัน
“มาแบบนี้ยังคิดจะคุยอีกเหรอ” เรย์ถามกลับ ร่างกายยังเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง น่าเหลือเชื่อที่อีกฝ่ายยังปัดป้องไว้ได้
“ข้ามาพร้อมกับข้อเสนอ แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าถ้าคุยไม่ได้ก็จะฆ่าทิ้งนั่นแหละ”
“พูดแบบนั้นแล้วใครอยากจะคุยด้วยอีกล่ะ”
เรย์เอาจริงขึ้นอีกขั้น ประกายของไฟฟ้าแล่นแปลบปลาบขึ้นรอบกายเขาและส่วนหนึ่งก็ถูกดูดเข้าไปในดาบคู่กาย พริบตานั้นประกายไฟฟ้าก็ก่อตัวขึ้นเป็นคมดาบขนาดใหญ่
มีทีเออร์ไนท์หัวเราะในลำคอ เขาไม่ได้หวาดกลัวเรย์และสุดยอดแห่งดาบที่อีกฝ่ายครอบครอง ตรงกันข้ามกลับรู้สึกตื่นเต้นจนแทบระงับอารมณ์ไม่อยู่
เรย์รู้สึกว่าร่างของเขาหนักอึ้ง มันเป็นผลจากเวทมนตร์ควบคุมแรงดึงดูดอย่างแน่นอน ถ้าเป็นนักรบทั่วไปแรงดึงดูดขนาดนี้คงมากพอที่จะกดทับร่างทั้งร่างให้แหลกเหลวไปได้ในชั่วอึดใจ
แต่มันทำอะไรเรย์ไม่ได้มากไปกว่าถ่วงให้เขาช้าลง ร่างของเรย์ในตอนนี้แข็งแกร่งปานเหล็กกล้าโดยไม่จำเป็นต้องกลายร่างเป็นมังกรด้วยซ้ำ และแม้ว่าจะต้องฝืนแรงขึ้นอีกแต่เรย์ก็สามารถฝืนกลับมาเร็วเท่าเดิมได้
ในทางตรงกันข้าม มีทีเออร์ไนท์ที่เดิมทีก็รวดเร็วทัดเทียมกับพวกจอมดาบก็ยิ่งเร็วขึ้นอีกจากเวทมนตร์ต่อต้านแรงดึงดูด เขาเคลื่อนที่ได้ราวกับเหาะเหิน หลบดาบสายฟ้าของเรย์หลายครั้งหลายคราได้ในแบบที่คนปกติแทบไม่มีทาง
“เอาน่า ลองฟังข้อเสนอของข้าดูสักหน่อยจะเป็นไรไป”
“ข้อเสนอของนายหรือของโอเปราไม่มีทางเป็นเรื่องดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“บ๊ะ เจ้านี่หัวดื้อกว่าที่คิดนะเนี่ย”
“จะพูดอะไรก็รีบพูดให้จบก่อนที่จะถูกดาบนี่ก็แล้วกัน” เรย์ไม่ได้พูดขู่ เขารู้ว่ามีทีเออร์ไนท์อันตรายแค่ไหน ตั้งแต่เมื่อครู่เขาตั้งใจฟันใส่แบบที่ถ้าถึงฆาตก็ไม่แปลกใจ
มีทีเออร์ไนท์เริ่มเครียดขึ้นมาบ้าง คมดาบครั้งล่าสุดทำเอาเกราะที่อยู่ระหว่างไหล่กับคอของเขาแหว่งหายไป เรย์อ่านการเคลื่อนไหวของเขาได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หากสู้ยืดเยื้อลำดับต่อไป สิ่งที่ต้องขาดออกอาจจะเป็นคอของเขาก็ได้
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเวทมนตร์ราลูโซลมันทำให้เวลาเหลือน้อยลงแล้ว”
พอได้ยินชื่อราลูโซล เรย์ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง มีทีเออร์ไนท์รีบใช้จังหวะนั้นพูดต่อทันที
“เทพปีศาจถูกกระตุ้นเพราะแรงสั่นสะเทือนของมัน พวกมันจะหลุดออกจากผนึกเมื่อไรก็ไม่แปลกแล้ว”
เรย์จ้องใบหน้าของมีทีเออร์ไนท์เพื่อจะสำรวจว่าคำพูดของเขาน่าเชื่อถือแค่ไหน แต่มันไม่ได้อะไรเพราะอีกฝ่ายยังซ่อนหน้าอยู่ในหน้ากากสีขาว
“แล้วยังไง? เลยจะขอสงบศึกงั้นเหรอ”
“ข้าอยากให้พวกเจ้ายอมแพ้ มาเข้าร่วมกับเราแล้วก็หยุดเทพปีศาจซะ”
“ร่วมมือกับคนที่ทำให้มนุษย์ล้มตายไปไม่รู้กี่ล้านแล้วเนี่ยนะ”
“ใช่ อย่างน้อยก็จะได้ไม่มีใครต้องตายไปมากกว่านี้”
“เพ้อเจ้ออะไรเนี่ย โจมตีประเทศและชนเผ่าต่าง ๆ อย่างไร้เหตุผล ทำให้ผู้คนมากมายต้องล้มตาย สูญเสียญาติ เพื่อน คนรัก รวมถึงบ้านเมืองไปจนหมด แล้วตอนนี้กลับมาพูดเรื่องการร่วมมือ… คิดว่ากองทัพพันธมิตรจะยอมรับเรื่องแบบนี้ได้เหรอ”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” มีทีเออร์ไนท์หัวเราะลั่น “ประเทศที่ล่มสลายไปแล้ว หรือคนที่ตายไปแล้วจะเรียกร้องอะไรได้ ที่สำคัญคือคนที่ยังเหลือต่างหาก ถ้าร่วมมือกับกองทัพท่านโอเปรา เราก็ไม่ต้องแย่งชิงชาโดว์ และพวกเราก็มีกองทัพที่สามารถต่อกรกับเทพปีศาจได้”
“อย่าไปฟังมันเรย์” ซิกมาที่สู้อยู่ไม่ห่างออกไปและได้ยินทุกอย่างตะโกนแทรกเข้ามา “เจ้านั่นกำลังปั่นหัวพวกเราอยู่ ทำเรื่องขนาดนั้นไม่มีทางที่ประเทศอื่นจะยอมรับได้หรอก”
“ประเทศอื่นจะยอมรับหรือไม่ก็ไม่สำคัญหรอก คำตอบที่ข้าอยากได้คือคำตอบของพวกเจ้าต่างหาก ตอนนี้กลุ่มพวกเจ้าน่ะมีกำลังรบยิ่งกว่าประเทศใด ๆ ในโลกนี้แล้วรู้ตัวหรือไม่”
“เรย์” แอนทิสตาตะโกนมาจากอีกด้าน เธอเองก็ได้ยินทุกอย่างเดียวกับซิกมา
“ถ้าคำตอบมันอยู่ที่พวกเราก็ยิ่งง่ายเลย” เรย์หยุดมือลง มีทีเออร์ไนท์เห็นแบบนั้นก็เริ่มหัวเราะด้วยความยินดี
“โอเปรา… ถึงจนบัดนี้ข้าก็ยังไม่รู้ว่า เธอคนนั้นรวบรวมชาโดว์ทั้งหมดไปเพื่ออะไร แต่ผลลัพธ์ของมันนั้นชัดเจนอยู่แล้ว เธอทำให้คนมากมายต้องสูญเสียสิ่งสำคัญไป และเธอคนนั้นก็ไม่เคยแม้แต่สำนึกเสียใจด้วยซ้ำ”
เสียงหัวเราะของมีทีเออร์ไนท์หายไป “ตกลงเจรจาไม่ได้ผลสินะ”
“เอาไว้ไปคุกเข่าขอโทษทุกคนที่ตายทั้งหมดก่อน แล้วค่อยมาคุยกันใหม่” เรย์ตั้งท่าสู้อีกครั้ง
ต่างฝ่ายต่างสู้ด้วยความตั้งใจจะทำลายอีกฝ่ายให้ย่อยยับ แต่ทั้งสองฝ่ายกลับกินกันไม่ลง ในชั่วโมงแรกของการต่อสู้สิ่งเดียวที่ถูกกำจัดไปคือชาโดว์ปลายแถวจำนวนหลายพันตัวที่มีทีเออร์ไนท์มาพาด้วย
พวกไพร์มนั้นผิดกับพวกลิ่วล้อลิบลับ ไม่ว่าจะใช้กำลัง แผนการ หรือลูกเล่นแบบไหน พวกเรย์ก็ไม่สามารถกำจัดมันได้สักตัว แต่ในทางกลับกันมีทีเออร์ไนท์กับไพร์มเองก็ไม่สามารถล้มพวกเรย์ได้เช่นกัน
จะบอกว่าล้มไม่ได้เลยก็อาจจะผิดไปหน่อย ลาโตรคือคนที่ล้มเป็นคนแรก แต่เขาลุกขึ้นมาใหม่ได้เสมอ ลุกขึ้นมาบ่อยจนแม้แต่พวกเดียวกันก็แอบคิดว่าลาโตรคืออันเดดหรือมนุษย์กันแน่ กระดูกเขาหักไปหลายหน แทบจะทุกชิ้นเคยหักมาแล้ว เวทมนตร์รักษาของแอนทิสตาและยาสมุนไพรที่เตรียมมาถูกทยอยใช้ไปจนหมด แต่คนอย่างลาโตรยอมแพ้ไม่ได้
“จะเอาจริงแล้วนะ” เป็นรอบที่ร้อยแล้วที่ลาโตรพูดคำพูดทำนองนี้