Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 237: ไว้เป็นหน้าที่ของพวกเราเอง
“เจ้าหมอนี่ก็พยายามดีนะ ไม่น่าสนใจเหรอ” อลินาหันไปถามโซนาตา อีกฝ่ายหันมาชักสีหน้าเคร่งเครียดใส่พร้อมกับส่ายหน้ารัว ๆ
“เอามาก็เปลืองยา เปลืองเวทรักษา”
“จะใช้ผงปีกแฟรีรักษายังเสียดายเลย” เวเนเองก็คัดค้านด้วยเช่นกัน
“มะ… ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอคะ” โซลิเนทำหน้าสงสารคนที่ถูกนินทา
การต่อสู้ถูกยืดออกไปเป็นหลายวัน สำหรับพวกเรย์เขาเริ่มชินชากับการรบแบบไม่มีโอกาสได้หลับได้นอนแบบนี้แล้ว และเนื่องจากชาโดว์ปลายแถวถูกกำจัดหมดแล้วพวกเขาจึงกลายเป็นฝ่ายที่มีกำลังพลมากกว่า หากจำเป็นก็สามารถสลับตัวคนเพื่อหลบออกไปพักได้
งานหนักจึงตกลงที่มีทีเออร์ไนท์ พวกชาโดว์แทบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแต่เขาไม่ใช่
ด้านเรย์ เขาพัฒนาตัวขึ้นในระหว่างต่อสู้จนเวทมนตร์แรงดึงดูดเกือบจะใช้กับเขาไม่ได้ผลแล้ว
เอปไซลอนถูกพวกเวิร์นรุมเล่นงานจนเจ็บหนัก เวทมนตร์ไพ่ช่วยพลิกสถานการณ์และทำให้เอาตัวรอดมาได้หลายครั้ง แต่มันก็ยังมีขีดจำกัดอยู่ดี เดิมทีการรับมือกับคนอย่างเวิร์น โซแลน และเรเซอร์พร้อมกันก็เป็นเรื่องที่ฝืนจนเกินไปอยู่แล้ว
เธตานั้นมีพลังสะท้อนเวทอย่างสมบูรณ์ มันมีคุณสมบัติคล้ายกับโล่แห่งซิลเวอร์ที่เวิร์นครอบครองอยู่ ในช่วงแรกของการต่อสู้กับแอนทิสตา จูเดสปา และรีนาที่มีอาวุธหลักคือเวทมนตร์ เธตาจึงเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างมาก แต่เมื่อทุกคนแน่ใจแล้วว่าคาถาที่ใช้ไม่ได้ผล แอนทิสตาและรีนาก็เปลี่ยนกลยุทธ์ คนหนึ่งรวมร่างกับสเตรกอส ใช้ประโยชน์จากควันและเรี่ยวแรงมหาศาลไล่ต้อนศัตรู ส่วนอีกคนเลิกใช้เวทมนตร์และหันมาใช้ถุงมือสร้างอาวุธมาสู้แทน
เดลตาถูกซิกมาและไกราช่วยกันตัดหัวจนขาดไปหลายครั้ง แม้จะงอกหัวใหม่ได้ในพริบตาแต่มันไม่ได้เป็นอมตะ ทุกครั้งที่ต้องทำเช่นนั้นมันจะอ่อนแอลงทีละน้อย
ในที่สุดฝ่ายมีทีเออร์ไนท์ก็ใกล้ถึงขีดจำกัด เขารู้สึกพลาดที่เข้ามาในระยะที่โดนบีบให้ใช้เวทมนตร์เรียกดาวตกไม่ได้ ที่แย่กว่านั้นคือไม่คิดว่าพวกเวิร์นจะอยู่ที่นี่มาก่อน และคอยสนับสนุนด้านกำลังแก่พวกเรย์ด้วย
“พวกนายจะต้องเสียใจที่ปฏิเสธความเมตตาของท่านโอเปรา” มีทีเออร์ไนท์พูดทิ้งท้าย
พวกเรย์ไม่ได้ตามไปเมื่ออีกฝ่ายถอย หรือถ้าพูดให้ถูกคือพวกเขาเองก็ถึงขีดจำกัดแล้วเช่นกัน การต่อสู้กับศัตรูระดับนี้โดยที่ยังอยู่รอดกันครบถ้วน ควรจะถือว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว
พวกเขาเห็นพ้องตรงกันว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะตามบี้ไล่จนอีกฝ่ายจนตรอก
“เรื่องโอเปราน่ะช่างมันก่อนเถอะ” ซิกมาพูดกับทุกคน “ลูกแก้วก็พร้อมแล้ว ส่วนข่าวก็แจ้งไปแล้วด้วย”
เรย์พยักหน้า “งั้นก็ไปนอร์ธบริซาเนียกันเถอะ”
ณ ค่ายของชาอุล อดีตประเทศนอร์ธบริซาเนียที่ล่มสลายไปแล้ว
พวกเรย์ถึงกับใจหายเมื่อได้พบความจริงว่าขุมกำลังของมนุษย์เหลืออยู่น้อยนิดยิ่งกว่าที่พวกเขาคาดไว้
ระหว่างที่พวกเรย์เสียเวลาไปกับการสร้างดาบและต่อสู้กับมีทีเออร์ไนท์ กองทัพใหญ่ที่ควรจะเคลื่อนพลมาที่นี่ได้ถูกชาโดว์โจมตีจนแตกพ่าย และในเวลาเดียวกันนั้น อีกหลายประเทศได้ถูกชาโดว์รุกรานจนเหลือไว้แต่เพียงชื่อ
“ข้าคือชาอุล เซเลสไทน์ ข้าเคยได้ยินเรื่องของพวกท่านมาบ้าง ท่านคือเรย์ ลีออนและพวกพ้องสินะครับ” ชาอุลแนะนำตัว
“รัชทายาทแห่งกิงคารอน บุตรชายคนโตของจักรพรรดิชาดัส” ลาโตรเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
“อดีตรัชทายาท” ชาอุลแก้ไขอย่างถ่อมตน “ตอนนี้ไม่มีกิงคารอนอีกแล้ว เหมือน ๆ กับอีกหลายประเทศที่หายไปในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้”
“ที่ลือกันว่าถูกชาโดว์โจมตีเกือบจะพร้อมกัน” เรย์ถามด้วยความกังวล
“ไม่ใช่ข่าวลือหรอกครับ โอเปราซ่องสุมกำลังไว้มากกว่าที่พวกเราเคยคาดไว้ หลังจากย้ายฐานทัพจากโอรินอสไปกิงคารอนได้สำเร็จก็ไม่มีใครหยุดพวกมันได้อีกแล้ว ข้าเองก็รอดมาได้ฉิวเฉียดเพราะก่อนหน้านั้นได้นำกองกำลังส่วนตัวมาเตรียมต่อสู้กับเทพปีศาจที่ทวีปนี้”
“ทั้งโลกเลยเหรอ” ซิกมายังกังขา ทุกอย่างมันเร็วเกินกว่าที่ทุกคนคิดไว้จนเกินไป
“อาจมีประเทศเล็ก ๆ เหลือรอดอยู่บ้าง แต่ก็คงไม่มีผลอะไรแล้วครับ ประเทศที่มีกำลังรบขนาดใหญ่พ่ายแพ้จนหมดแล้ว ไม่ว่าจะพามิลเลส เอเทเซีย เรมเนส ลีโอตาร์ ซิแปง กิงคารอน...” คนสนิทของชาอุลช่วยยืนยันเพิ่มด้วยชื่อของประเทศทั้งหลาย เขาน่าจะพูดชื่อทั้งหมดออกมาด้วยซ้ำถ้าชาอุลไม่ยกมือขึ้นห้ามซะก่อน
แอนทิสตาหน้ามืดจนต้องรีบหาเก้าอี้นั่ง สภาพของเธอดีกว่าจูเดสปาแค่นิดเดียว เขายังไม่ยอมเชื่อว่าพามิลเลสจะแหลกลาญไปแล้ว และไม่ใช่แค่แพ้สงครามแต่มันอาจจะหมายความว่าคนทั้งประเทศถูกแทนที่ด้วยชาโดว์อีกด้วย
“โซดาเรียก็คง…” เรย์รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกราวกับถูกมีดเฉือน เขาพยายามอย่างมากที่จะไม่แสดงออกจนเกินไป เพราะรู้ว่าตอนนี้ทุกคนเองก็อยู่ในสภาพเดียวกัน ถ้าเขาแสดงออกว่าสิ้นหวังชัดเจนจะส่งผลถึงขวัญกำลังใจของทุกคนไปด้วย
“ค่ายนี้ถูกซ่อนด้วยเวทมนตร์ ชาโดว์จึงยังหาพวกเราไม่เจอ แต่มันก็คงอีกไม่นานแล้ว ตอนนี้พวกมันกระจายไปทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ทวีปบริซาเนียนี่”
“นี่พวกเราคิดผิดที่จะจัดการกับเทพปีศาจก่อนหรือเปล่านะ” เรเซอร์แทรกขึ้นมา
เรย์และพวกตัดสินใจพักผ่อนเอาแรงกันให้เต็มที่ก่อนที่จะวางแผนใหม่อีกครั้ง แม้ว่าตอนแรกจะตัดสินใจไปแล้วว่าจะพักเรื่องของโอเปราเอาไว้ก่อน แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้องกลับมาปรึกษาเรื่องนี้กันอีกที
เรย์และชาอุลต่างก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างละเอียด ด้านเรย์ เขาเล่าเรื่องการเดินทางของตนตั้งแต่ต้นตามที่อีกฝ่ายร้องขอ ส่วนชาอุลเองให้ข้อมูลทุกอย่างที่เขารวบรวมมาได้ โดยหวังว่ามันอาจจะเป็นประโยชน์ในการรับมือกับทั้งเทพปีศาจและโอเปรา
ในคืนนั้นพายุหิมะก็โหมกระหน่ำแบบในวันนี้ ไม่มีใครเลยในค่ายที่รู้ว่าเวิร์นได้หายตัวไปแล้ว
เวิร์นอาจรู้สึกได้ว่าพายุหิมะนี้ไม่ใช่พายุหิมะธรรมดา มันเกิดจากพลังของเซตาไพร์มชาโดว์ที่เกิดจากด้านมืดของตนนั่นเอง
เวิร์นอาจเคลื่อนไหวเอาแต่ใจ แต่พวกเรย์ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ กลุ่มของเรย์ตัดสินใจออกตามหาเวิร์นท่ามกลางพายุหิมะ
โซนาตาพยักหน้าอย่างเข้าใจความหมาย “นั่นคือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนสินะ”
“ไม่ใช่ว่าแข็งตายอยู่ข้างนอกแล้วนะคะ” คำพูดของเจเนวีฟ ทำให้ชาอุลหน้าซีด
“ยังไม่ตายหรอก” เสียงของหญิงชราดังขึ้นก่อนที่ร่างเล็ก ๆ ของเธอจะเดินผ่านซุ้มประตูเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย
ไม่มีใครในกลุ่มของโซนาตาเคยเห็นหญิงชราผู้นี้ แต่จากลักษณะ พวกเขาบอกได้ทันทีว่าเธอไม่ใช่คนทั่วไป รูปร่างเล็ก หลังค่อม ดวงตาฝ้าฟาง แต่กลับเดินตรงดิ่งเข้ามาและทักทายโซนาตาได้ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเขาคือใคร
“โซนาตา ดิอาลโนแห่งกลุ่มอะบีส” เธอเป็นฝ่ายทักก่อน
“ยายคือ… ท่านริเธีย?” โซนาตากระตุกยิ้ม ยิ่งเมื่อเห็นหญิงสาวผู้มีตาสองสีเดินตามเธอเข้ามาด้วย เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าไม่มีทางผิดตัวอย่างแน่นอน
“ท่านริเธียมาถึงแล้วครับ อะ อ้าววว ทำไมถึงมาถึงก่อนได้” ทหารของชาอุลพอเห็นว่าคนที่ตนกำลังพูดถึง ดันมาถึงก่อน ก็จังงังไป
“ข้าจะบอกให้เองว่าพวกเรย์อยู่ที่ไหน พวกเจ้าไปเตรียมตัวให้พร้อมซะ”
โซนาตาพยักหน้าอย่างเข้าใจสถานการณ์
“ไว้ให้เป็นหน้าที่ของพวกเราเอง”