Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 25: บทสรุปสงครามที่อัลกราด
“ฆ่าตัวตายชัด ๆ” สาวใช้ของอเล็กซานดราซุบซิบกับพวกสาวใช้ด้วยกัน เธอไม่ได้สังเกตสีหน้าของผู้เป็นนายว่ายิ่งเคร่งเครียดยิ่งกว่าเมื่อครู่นี้
เช่นเดียวกันอเล็กซานดรา โซนาตาก็เห็นสิ่งผิดปกติเช่นกัน อันเดดพวกนี้ทนทานต่อเวทศักดิ์สิทธิ์มากกว่าอันเดดทั่วไป เขาเดาว่าพวกนี้คือเหล่าพาลาดินที่ล้มตายไปมากมายในสงครามระหว่างเคออสและเอเทเซียในการปกครองของบาลดริค เรวาเรนท์คงขโมยศพคนพวกนี้เอามาทำเป็นอันเดด
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ ยิ่งกลุ่มใหม่ดาหน้ากันเข้ามาพวกมันก็ยิ่งต้านทานต่อสนามพลังได้มากขึ้น ในที่สุดโซนาตาก็ไขปริศนาทุกอย่างออก พวกนี้ไม่ได้แค่เพียงมีแรงต้านทานเวทศักดิ์สิทธิ์สูงเท่านั้น พวกมันยังถูกแฝงเวทมนตร์บางอย่างที่ทำงานคล้ายกับไวรัสมาด้วย
“สนามพลังกำลังเสื่อมลง” เจเนวีฟเตือนทุกคน แต่ว่าไม่ว่าใครได้แต่มองหน้ากันเหลอหลา พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะรับมือสถานการณ์แบบนี้อย่างไรดี
“โยนซากของพวกมันออกไปนอกเขตให้หมด” โซนาตาตะโกน ขณะที่ตัวเขาเองก็วิ่งนำไป เขากระโดดถีบอัศวินที่กำลังลุกไหม้รายหนึ่งจนกระเด็นลอยไปไกล จากนั้นก็เข้าไปเล่นงานอีกหลายตนในพริบตา
เวทมนตร์จากบรรดาจอมเวท แม่มดและอีกหลายอาชีพที่ถูกดาร์คเจสเตอร์พามาถูกร่ายใส่อัศวินดำเหล่านี้ มันกำลังทำให้สนามพลังศักดิ์สิทธิ์ของอเล็กซานดราแปดเปื้อน ยิ่งอัศวินดำหลุดเข้ามามากเท่าไหร่อายุขัยของดีไวน์ฮาเวนก็ยิ่งสั้นลง ทหารที่เข้าใจว่าโซนาตากำลังทำอะไร รีบกุลีกุจอเข้าไปช่วยส่งพวกมันออกไปนอกระยะตัวแล้วตัวเล่า แต่จำนวนที่ดันกลับเข้ามากลับยิ่งมากกว่า
สายตาของเจเนวีฟจับจ้องไปที่โซนาตาด้วยความกังวล เขาหลุดเข้าไปอยู่ในวงล้อมของอัศวินดำและกำลังปะทะกับไบรเดนที่ฝ่าดีไวน์ฮาเวนเข้ามาแล้ว ร่างของอดีตเจ้าชายได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย มันแสดงให้เห็นว่าเวทมนตร์ของอเล็กซานดราอ่อนกำลังลงจนใกล้จะไร้ผล
ห่างออกไปเล็กน้อย ซอมบีหลายร้อยตนที่นำโดยเออร์เฟซกำลังแทรกตัวผ่านสนามพลังเข้ามาเช่นกัน พวกนี้ไม่มีพลังต่อต้านธาตุศักดิ์สิทธิ์เหมือนอดีตพาลาดินบางส่วนจึงสลายไปแทบจะทันทีที่เหยียบย่างเข้ามา แต่มันก็เป็นเฉพาะกลุ่มที่วิ่งนำไปเป็นกลุ่มแรก ๆ เท่านั้น กลุ่มต่อมาเริ่มไหม้หลังจากผ่านไปหลายก้าว และกลุ่มถัดมาอีกก็หลังจากนั้นอีกหลายสิบก้าว จนเมื่อเออร์เฟซมั่นใจว่ามันน่าจะผ่านเข้าไปได้อย่างปลอดภัย มันจึงเริ่มเคลื่อนไหวบ้าง
เดธไนท์ไบรเดนแข็งแกร่งขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ ร่างกายใหม่ที่นำชิ้นส่วนของนักรบหลายคนมาประกอบขึ้นผสานเข้ากับศาสตร์มืดสุดชั่วร้ายของดาร์คเจสเตอร์ มันทำให้เขามีความอันตรายเพิ่มขึ้นทวีคูณจนทัดเทียมกับระดับของสามพาลาดินศักดิ์สิทธิ์ ไบรเดนที่ไม่เคยเป็นคู่มือโซนาตาได้โต้กลับ กำลังเป็นฝ่ายรุกไล่อย่างมันมือ
“บอกแล้วว่าให้จำหน้ากับชื่อข้าให้ดี แกจะได้เห็นอีกครั้งในวันตายของแก”
“บอกแล้วเหมือนกันว่า ฉันไม่จำหน้าพวกปลายแถว”
ระหว่างที่รับมือกับไบรเดนโซนาตาจัดการกับอัศวินเกราะดำคนอื่นไปด้วยพร้อมกัน ทหารของอัลกราดรู้งานเป็นอย่างดี คนที่ไม่สามารถต่อกรกับพวกเรวาเรนท์ไหวหันมาช่วยกันลากซากออกมันออกไปทิ้งนอกเขต เพื่อยื้อให้มหาเวทเสื่อมสลายช้าลงแม้เพียงนิดก็ยังดี
วิชาดาบเอเทเซียที่เดิมทีก็เป็นหนึ่งในวิชาดาบที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว กลายเป็นวิชาที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม ไบรเดนในตอนนี้มีพละกำลังและความเร็วเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ถ้าเฉพาะความเร็วอย่างเดียวเขาเองเกือบจะไล่ทันโซนาตาด้วยซ้ำแต่ที่โซนาตายังสามารถต้านทานไว้ได้โดยดูไม่เดือดร้อนเพราะอาศัยความแข็งแกร่งจากประสบการณ์งานสงครามนับครั้งไม่ถ้วนที่เขาเคยผ่านมา
เจเนวีฟเองไม่ได้อยู่เฉยขณะที่โซนาตาออกไปต่อสู้ แม้เธอไม่มีทักษะการต่อสู้แต่ก็ยังมีมีดพิเศษที่ด็อกมามอบให้ ความกลัวว่าชายที่เธอหลงรักจะได้รับอันตรายหากมีทีเผลอ และความรู้สึกต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าต่อหน้าเขา ทำให้เธอพุ่งเข้าเล่นงานอันเดดอย่างไม่เกรงกลัว และเพียงพวกมันต้องแสงที่เกิดจากมีดเล่มนี้ อันเดดเหล่านั้นก็กลายเป็นผุยผง
หญิงสาวเห็นแบบนั้นก็ได้ใจ เธอหลงคิดไปว่ามีดที่สร้างแสงอาทิตย์เทียมจะใช้ได้ผลกับพวกเดธไนท์เหมือนกับที่เกิดกับซอมบีทั่วไป เธอวิ่งเข้าใส่อัศวินเกราะดำรายหนึ่งอย่างไม่ระมัดระวัง
โซนาตามองเห็นเหตุการณ์นั้นพอดี แต่เขาไม่สามารถผละจากคู่ต่อสู้และตรงดิ่งเข้าไปช่วยเจเนวีฟได้ ในวินาทีทั้งเขาทำในสิ่งที่ไม่ใครคาดคิด โซนาตาเลียนแบบทักษะของคนที่อยู่ที่นั่นและร่ายเวทบทหนึ่งออกมา
“ดีไวน์ฮาเวน”
แสงสว่างก่อขึ้นจากฝ่ามือที่เขาใช้สัมผัสพื้นและขยายวงกว้างออกไปจนครอบคลุมทั้งบริเวณ คลื่นแรงสั่นสะเทือนกระเพื่อมโดยมีมือของเขาเป็นศูนย์กลางของหายนะ
“เป็นไปไม่ได้หรอก” โฮลีไมเดนรุ่นก่อนร้องลั่น เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีผู้ที่ไม่ใช่โฮลีไมเดนใช้เวทมนตร์นี้ได้ ยังไม่นับที่ว่าคน ๆ นั้นดันเป็นผู้ชายเสียด้วย
แสงสว่างขยายวงออกไปและกลืนกินซ้อนทับกับขอบเขตของเวทมนตร์เดิมของอเล็กซานดรา ซอมบีทั่วไปที่อยู่ในรัศมีพลังสลายเป็นผุยผงไปในชั่วพริบตา ในขณะที่พวกที่แข็งแกร่งกว่าก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ไบรเดนร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด เขากำลังถูกย่างสดในขอบเขตเวทมนตร์แห่งแสง ความเจ็บปวดที่ไม่ควรจะมีเหลือในร่างไร้ชีวิตกลับมาอีกครั้งพร้อมกับความรู้สึกหวาดกลัวความตาย
“ทำไมกัน” อดีตเจ้าชายคำรามอย่างเกรี้ยวกราด เขามั่นใจอย่างเต็มที่ว่ากำลังจะไล่ต้อนโซนาตาได้แล้ว แต่พอชะล่าใจเพียงพริบตา สถานการณ์ก็พลิกผันในทันที
“อย่าเพิ่งรีบตกใจสิ” โซนาตาแสยะยิ้ม เขาสูดหายใจเฮือกใหญ่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีระลอกที่สอง
ไบรเดนถอยกรูดอย่างสุดชีวิตในขณะที่อัศวินเกราะดำตนอื่นต่างวิ่งสวนออกไป พวกมันถูกกำแพงแสงที่เข้มแข็งขึ้นดันกลับจนล้มระเนระนาด
“ดีไวน์ฮาเวน” โซนาตาร่ายมหาเวทอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่เพราะเวทแรกหมดฤทธิ์ไปแล้ว มือขวาของเขายังคงใช้เวทมนตร์เก่าอยู่ ส่วนมือซ้ายก็เริ่มใช้ซ้ำเข้าไปอีก
ดาร์คเจสเตอร์ที่ยืนอยู่นอกขอบเขตเวทจ้องโซนาตาด้วยความรู้สึกทั้งประทับใจและหวั่นใจไปพร้อมกัน เขาไม่เคยเจอใครทำเรื่องฝืนกฎบ้อบอแบบนี้ได้มาก่อน เวทมนตร์โดยเฉพาะระดับมหาเวทมักจะมีกฎและข้อแม้ที่ไม่สามารถฝ่าฝืนได้ หรือต่อให้ทำได้ก็มักจะต้องแลกมาด้วยสิ่งสำคัญเช่นชีวิตของผู้ใช้ แต่เขาไม่รู้สึกว่าโซนาตากำลังรับผลย้อนกลับใด ๆ เขามีพลังจากก้นบึ้งที่เหนือว่าทุกคนที่ดาร์คเจสเตอร์รู้จัก
“เจ้าหมอนี่พลังยิ่งกว่าเชื้อสายเทพซะอีก มันเป็นใครกันเนี่ย ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ”
เวทดีไวน์ฮาเวนถูกร่ายซ้อนทับหลายครั้งทำให้ไม่มีอันเดดตนใดสามารถย่างกรายเข้ามาในอาณาเขตได้อีก พวกมันถูกบังคับให้ต้องถอยไปตั้งหลักอยู่ข้างนอก แม้แต่ไบรเดนที่เกือบคลั่งยังได้สติคืนมาและเข้าใจว่าโอกาสของพวกมันหมดไปแล้ว
“อีกนิดเดียวเท่านั้น” อดีตเจ้าชายคำรามด้วยความเสียดาย เขามั่นใจว่าอีกเพียงไม่เท่าไรโซนาตาก็จะเสียท่าแล้ว ใครจะไปคิดว่าเจ้านั่นสามารถเลียนแบบได้กระทั่งเวทแบบนี้
“น่าเสียดาย แต่วันนี้คงต้องถอยไปก่อน” ตัวตลกชุดดำหัวเราะลั่น สำหรับเขาอัลกราดไม่ใช่เมืองเจ้าปัญหาอีกต่อไป ครั้งหน้าที่กลับมาที่นี่เขามั่นใจว่าจะจัดการได้
เจ้าตัวตลกชุดดำโบกเคียวยักษ์ในมือเป็นรูปทรงกลม หมอกหนาค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจนครอบคลุมทั่วบริเวณ จากนั้นกองทัพอันเดดหลายพันตนก็ค่อย ๆ อันตรธานหายไปในม่านหมอก ฝันร้ายในคืนนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและหายไปอย่างรวดเร็วราวกับเรื่องโกหก
“โชคดีที่คาถานั่นแหกตาพวกนั้นได้ ไม่งั้นคงแย่” โซนาตาพูดทิ้งท้ายเอาไว้โดยไม่ให้รายละเอียดใด ๆ
การต่อสู้ยุติลงแต่ความตึงเครียดไม่ได้หายไป คนเจ็บถูกนำตัวไปรักษาโดยเร่งด่วนส่วนคนที่ตายก็ถูกนำร่างกลับไปให้ครอบครัวทำพิธีกรรมทางศาสนา ก่อนจะรีบเผาศพทิ้งเพื่อไม่ให้พวกเรวาเรนท์ฉวยโอกาสเปลี่ยนพวกเขาเป็นอันเดด
โซนาตาดูอ่อนแรงลงหลังจากใช้มหาเวทถึงสองครั้งซ้อน เจ้าตัวยืนยันว่ามันไม่หนักหนาเท่ากับตอนที่เขาฝืนใช้พลังของดาบดำ แต่อเล็กซานดราก็ต้องบังคับให้เขากลับไปพักฟื้นเอาแรง เพราะเธอไม่รู้ว่าดาร์คเจสเตอร์จะย้อนกลับมาอีกครั้งเมื่อไร
โซนาตาหลับเป็นตายกว่าครึ่งวันถึงจะฟื้น เจเนวีฟยังคงไม่สามารถวางใจได้จึงคอยประคบประหงมดูแลไม่ยอมห่าง และไม่นานนักหลังจากที่เขาฟื้น อเล็กซานดราก็มาเยี่ยมจนถึงห้องพัก
“ท่านอาการดีขึ้นแล้วใช่ไหม” หญิงสูงศักดิ์ทักด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“ยังสบายดี การใช้เวทที่มีเงื่อนไขซับซ้อนกินแรงมากกว่าที่คิด”
“แถมยังฝืนใช้ตั้งสองครั้งติดกัน” เจเนวีฟตำหนิ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องทำขนาดนั้น
“ถ้าไม่ทำขนาดนั้นก็ไล่พวกมันไปไม่ได้หรอก” โซนาตายกมุมปากยิ้ม “ความน่ากลัวของดีไวน์ฮาเวน ไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงของเวท แต่มันอยู่ที่ระยะเวลาที่มันส่งผล”
“อย่างที่ท่านว่า เวทมนตร์ที่ท่านใช้มีผลอยู่ได้แค่ไม่กี่ชั่วโมง ระหว่างที่ท่านพักฟื้นอยู่นี่มันก็สลายไปแล้ว”
“…” เจเนวีฟขมวดคิ้ว เธอยังตามเรื่องไม่ทัน
“ฉันเลียนแบบดีไวน์ฮาเวนได้ก็จริง แต่ว่าการจะรักษาเวทมนตร์นี้ให้คงอยู่ตลอดข้ามเดือนข้ามปีแบบอเล็กซานดราเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”
“เดิมทีเวทนี้เองก็ไม่ได้ทำงานตลอดเวลาแต่จะทำงานเมื่อถูกกระตุ้น เมื่อมันจับได้ว่ามีสิ่งอันตรายเข้ามาในเขตแดน มันจะใช้พลังศักดิ์สิทธิ์โจมตีสิ่งนั้น” อเล็กซานดราอธิบายเพิ่ม “ดีไวน์ฮาเวนของท่านโซนาตาไม่สามารถทำตามเงื่อนไขครบ จึงเหลือแต่พลังทำลาย”
“ที่ว่าแหกตาพวกนั้นหมายถึงแบบนี้สินะคะ มีพลังมหาศาลแค่ไหนถ้าใช้ได้ไม่กี่ครั้งและยังอยู่ได้ไม่นานก็ไม่น่ากลัวเท่ากับของที่สมบูรณ์”
“ปัญหาคือเวทมนตร์ของข้าเองก็เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว”
แม้ว่าจะเสี่ยงที่จะทำให้ทุกคนสิ้นหวัง แต่อเล็กซานดราตัดสินใจเรียกประชาชนทุกผู้ทุกคนมารวมตัวกันที่ลานกว้างกลางเมือง เธออธิบายสถานการณ์ทุกอย่างให้ฟังอย่างละเอียดเพื่อให้ทุกคนได้เตรียมใจรับกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็วนี้
“อาจจะหนึ่งเดือน หนึ่งสัปดาห์หรืออาจจะไม่กี่วันข้างหน้านี้ อัลกราดจะไร้การปกป้องจากดีไวน์ฮาเวน” เธอเค้นคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก มันเป็นประโยคที่ราวกับคำตัดสินว่าพวกเขาจะเหลือเวลาบนโลกนี้อีกไม่เท่าไรแล้ว
“ไม่จริงใช่ไหม” เสียงอื้ออึงจากเหล่าคนที่สิ้นหวังดังขึ้นโดยทั่ว
โซนาตายืนกอดอกและฟังอย่างใจเย็น เขาแจ้งเรื่องทุกอย่างให้เชอรีสรับรู้แล้วแต่ก็ไม่คิดว่ามันจะช่วยอะไรได้ กองทัพเอเทเซียต้องใช้เวลาแค่ไหนกว่าจะมาจนถึงที่นี่ก็บอกยาก ส่วนกองทัพที่เขาออกคำสั่งได้ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้โดยสะดวกในเวลานี้
“พวกเราจะเอายังไงต่อดีคะ” เจเนวีฟถามทั้งที่รู้ว่าเขาจะตอบอะไร โซนาตากำลังตรวจสอบสัมภาระเป็นครั้งสุดท้าย หนึ่งในนั้นคือแผนที่ทวีปเอเทเซียที่อเล็กซานดราช่วยลงรายละเอียดเพิ่มให้ ที่สำคัญที่สุดก็คือรอยกากบาทตำแหน่งที่เธอเชื่อว่ามันคือทางเข้านครใต้ดินของเรวาเรนท์
“วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการโจมตี…” เขาเห็นชุดใหม่ของเจเนวีฟที่ดูทะมัดทะแมงขึ้นแล้วก็มีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย
“คงไม่ได้จะปล่อยให้ข้ารออยู่ที่นี่ใช่ไหมคะ” เจเนวีฟว่าพร้อมกับเก็บมีดเข้าปลอก เธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับอะไรก็ตามที่โซนาตากำลังจะนำไป
โซนาตารู้สึกลังเลขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาไม่แน่ใจว่าควรห้ามเจเนวีฟไม่ให้ไปกับเขาไหม
แต่ดวงตาสุกใสเป็นประกายของเธอ ทำให้เขาเห็นความมุ่งมั่น และในฐานะคนเป็นผู้บัญชาการ ถ้าคนของเขาอยากลงมือเพื่อผลประโยชน์ของเขา และเขามั่นใจว่าจะปกป้องอีกฝ่ายไว้ได้ เขาเองไม่เคยหยุดพรรคพวกไว้ไม่ให้ติดตามเขาไป
“ไปกันเถอะ”
อีกด้านที่อยู่ห่างออกไป ช่วงเวลาเดียวกับที่โซนาตาและเจเนวีฟกำลังเดินทาง ในเหมืองร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ในเขตของเอเทเซีย ศาสตราจารย์ด็อกมา อัลโต เวเนและทหารอีกกลุ่มหนึ่งได้เดินทางไปที่นั่นเพื่อตรวจสอบอะไรบางอย่าง
“พอราชาเก่าถูกโค่นล้ม ความลับทั้งหลายก็โผล่ออกมาเต็มไปหมดเลยนะครับ” อัลโตจ้องมองวัตถุสีเงินที่มีขนาดใหญ่ ถึงจะบอกได้ทันทีว่ามันคือหุ่นยนต์แต่มันก็แตกต่างจากเทคโนโลยีที่เขาคุ้นชิน ผิวภายนอกของมันมีลักษณะคล้ายกับเนื้อเยื่อผสมกับเครื่องจักร
“เจ้านี่น่ะเหรอ เซอร์เรียนที่ทุกคนพูดถึง” เวเนรู้สึกขนลุก เธอไม่เคยคุ้นชินกับเครื่องจักรแม้ว่าจะเห็นของที่คล้ายกันในกองทัพของโซนาตามาหลายครั้งแล้ว แต่เจ้าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็ยังคงดูแตกต่างออกไป
“ยังบอกอะไรไม่ได้ จนกว่าจะได้ตรวจสอบให้แน่ชัด” ชายแก่ตอบ แม้ว่าเขาเองก็ไม่คิดว่าจะมีคำตอบอื่นได้อีก ภาษาที่ติดไว้ตรงอกของหุ่นยนต์ตัวนี้มันคือภาษาของเซอร์เรียนอย่างแน่นอน
“โปรโตไทป์ช็อคเวฟ” อัลโตอ่านสิ่งที่น่าจะเป็นชื่อของมัน
“นั่นชื่อมันเหรอ อย่าไปเรียกชื่อมันสิ” เวเนร้องโวยวาย “เดี๋ยวมันก็ตื่นขึ้นมาหรอก”
“ไม่ตื่นหรอกน่า คิดว่ามันอยู่ที่นี่มากี่ร้อยปีแล้ว” อัลโตหันไปดุใส่เวเน ขณะที่ทั้งสองกำลังแยกเขี้ยวใส่กันพวกเขาไม่สังเกตว่าดวงตากลมโตที่มีดวงเดียวของช็อคเวฟฉายแสงขึ้น