Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 26: กองทัพเรวาเรนท์

แทนที่จะรอให้ถูกโจมตี โซนาตาและเจเนวีฟตัดสินใจค้นหาเนโครโปลิสให้พบ เขาตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสก็จะชิง “กุญแจ” ดอกที่พวกนั้นครอบครองไว้ หรืออย่างน้อยก็ก่อความวุ่นวายโดยหวังว่ามันจะทำให้กองทัพเอเทเซียมีเวลาเตรียมพร้อมมากขึ้น
“ทางนั้นเป็นยังไงบ้าง” โซนาตาถามพ่อบุญธรรมผ่านภาพโฮโลแกรม อีกฝ่ายท่าทางกำลังยุ่งกับสารพัดงานที่แทบล้มทับใส่จนหัวที่กระเซิงอยู่แล้วดูจะยุ่งเหยิงยิ่งกว่าเดิม
“พวกที่ถือหางบาลดริกยังถูกกวาดล้างไม่หมด ในเมืองเลยยังมีความวุ่นวายอยู่บ้าง แต่อัลโตและคนของเราน่าจะเอาอยู่” ด็อกมาเปิดดูข้อมูลต่าง ๆ ไปด้วย งานซ่อมแซมและช่วยเหลือชาวบ้านส่วนใหญ่ลุล่วงไปหมดแล้ว แต่ปัญหาจากขโมย โจร และกลุ่มอำนาจเก่าน่าจะยังไม่หมดไปง่าย ๆ
“แล้วพาลาดินคนนั้นล่ะ เขากลับมารึยัง”
“ยังนะ พ่อได้ข่าวว่ามีคนพบเขาใกล้ชายแดนเรวาเรนท์ น่าจะยังทำธุระไม่เสร็จ”
“ถ้าได้คนเก่ง ๆ มาเพิ่มอีกสักหน่อยก็ดีสิ” โซนาตาบ่นด้วยความเสียดาย เขาไม่เคยประมือกับดีวานโดยตรง แต่ก็เคยดูคลิปการต่อสู้ที่ทหารตนถ่ายเอาไว้ได้ เขามองว่าดีวานจะสามารถมาเป็นกำลังสำคัญให้กับตนได้
“ถ้าซ่อมเครื่องโคลด์สลีป ก็จะปล่อยพวกที่จำศีลอยู่ออกมาได้นะ” ด็อกมาแกล้งแหย่แล้วก็อดขำไม่ได้เมื่อเห็นลูกชายตัวดีทำหน้าเหยเก
“ไม่เอาล่ะ ทำแบบนั้นอีริธก็จะได้ลูกน้องคืนด้วย คนแบบหมอนั่นถ้ามีกำลังพลเพิ่มก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร”
“แต่เราถ่วงเวลามาเยอะแล้วนะ”
“อีกสักนิดเถอะ อย่างน้อยก็จนกว่าเชอรีสจะพร้อมช่วยเราชิงกุญแจอีกดอกนึง”
เช่นเดียวกับการเดินทางตลอดมา ทั้งโซนาตาและเจเนวีฟหลีกเลี่ยงเมือง หมู่บ้าน หรือชุมชนใด ๆ ไม่ว่าจะของมนุษย์หรือของอมนุษย์ในการเดินทางต่อ เพราะในอาณาเขตของเรวาเรนท์ ที่ใดที่มีสิ่งมีชีวิตที่นั่นก็มักจะมีอันเดดอยู่เสมอ
“ซีนมีอมนุษย์กี่ชนิดเนี่ย” โซนาตามองไปทางบอร์แมนสองตัวที่กำลังนั่งหลับยามอยู่ มันคืออมนุษย์ที่มีศีรษะของหมูป่า รูปร่างเหมือนคนร่างใหญ่และมีขนปกคลุมจนทั่ว สองตัวที่โซนาตากำลังแอบมองอยู่ ตัวแรกมีขนสีน้ำตาลเข้มกลืนกับชุดที่มีสีเดียวกัน ส่วนอีกตัวที่อยู่ข้างกันนั้นมีขนสีดำเข้ม ทั้งคู่ถืออาวุธประเภทหอกที่ใหญ่กว่าปกติ
“มีอยู่หลายชนิดค่ะ บอร์แมน ฟาเกล ทรอน เงือก นากา แต่ว่าแยกเป็นคนละกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีจำนวนไม่มาก มีพวกบอร์แมนนี่แหละที่เพิ่มจำนวนขึ้นตั้งแต่มารวมกลุ่มกับพวกเรวาเรนท์”
“งั้นลดจำนวนลงหน่อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะสูญพันธุ์สินะ”
ยังไม่ทันที่เจเนวีฟจะห้ามปราม โซนาตาพุ่งออกจากพุ่มไม้ที่ทั้งสองใช้ซ่อนตัว บอร์แมนตัวแรกที่ร่างใหญ่กว่ามนุษย์อย่างเห็นได้ชัดถูกชกกระเด็นราวกับไร้น้ำหนัก มันตายกลางอากาศโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนตัวที่สองที่ไหวตัวทันพยายามใช้หอกแทงผู้บุกรุกแต่กลับถูกอีกฝ่ายคว้าจับอาวุธเอาไว้ได้ง่าย ๆ
“ดะ ดึงไม่ออก” บอร์แมนร้องโวยวาย มันออกแรงมากขึ้นแต่หอกไม่ขยับตามแม้แต่น้อย อีกฝ่ายที่เป็นแค่มนุษย์กลับมีเรี่ยวแรงมากกว่าตัวมันหลายเท่า
“เจ้าตัวนี้พูดภาษากลางได้ อย่าเพิ่งฆ่านะคะ” เจเนวีฟวิ่งตามมาสมทบ “เอาไว้สอบปากคำก่อน”
“รู้แล้วน่า ก็ตั้งใจแบบนั้นแหละ” โซนาตาถอนหายใจเหมือนเสียดาย เขาหายตัวไปต่อหน้าต่อตาบอร์แมนตัวนั้นและโผล่มาสับท้ายทอยจากด้านหลัง
บอร์แมนไม่รู้ตัวว่ามันสลบไปนานแค่ไหน มันได้สติเมื่อน้ำถูกสาดใส่เต็มหน้าด้วยฝีมือมนุษย์ผู้หญิงที่ติดตามคนซึ่งทำให้มันสลบไปในทีแรก มันพยายามดิ้นรน แต่พบว่ามือถูกมัดไว้อย่างแน่นหนา ชายที่น่ากลัวนั่งอยู่บนก้อนหินและจ้องมองมาด้วยสายตาของผู้ที่เหนือกว่า
“ฟังไว้ให้ดีนะ แกจะรอดไปได้หรือกลายเป็นเบคอนก็ขึ้นกับคำตอบของแก”
“ท่านผู้นี้น่ะ กินบอร์แมนแทนอาหารเช้าเลยนะ” เจเนวีฟพูดขู่ เธอรู้สึกว่ามันฟังดูพิลึกแต่ก็เผลอพูดออกไปซะแล้ว
“ว่าไงนะ แกกินบอร์แมนด้วยเหรอ”
“ไม่เคยได้ยินคำว่าห่วงโซ่อาหารเหรอ ผู้เข้มแข็งก็ต้องกินผู้ที่อ่อนแอสิ” โซนาตาแสยะยิ้มและเล่นตามเรื่องโกหกของเจเนวีฟ น่าตลกที่พอออกมาจากปากของเขาแล้วมันชวนให้คิดว่าเขาสามารถทำแบบนั้นได้จริง
“จะ… จะถามอะไร” บอร์แมนเลิ่กลั่กพูดตะกุกตะกัก
“เมืองนั่น… จะเข้าไปได้ยังไง”
โซนาตาเริ่มด้วยคำถามที่เขาไม่ได้คาดหวังมาก ก่อนหน้านี้เขาเคยจับเนโครแมนเซอร์มาสอบสวนและก็พบว่าพวกที่ไม่ใช่อันเดดมักจะถูกกันให้ห่างจากเนโครโปลิส พวกนี้ส่วนใหญ่แค่รู้ว่ามีจุดเชื่อมต่อเข้าไปสู่เมืองนั้นหลายแห่ง แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะเข้าเมืองด้วยวิธีไหน
“ข้าไม่ได้โกหกนะ นอกจากราชากับพวกองค์รักษ์แล้ว บอร์แมนคนอื่นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมือง”
“ราชา…”
“ท่านกริฟ ราชาของพวกเรา ท่านคือบอร์แมนที่แข็งแกร่งที่สุด” เจ้าบอร์แมนเปลี่ยนน้ำเสียงทันทีที่พูดถึงหัวหน้าของมัน มันคือน้ำเสียงที่แสดงถึงการยกย่องเชิดชู
“เก่งกว่าพวกเราอีกเหรอ” เจเนวีฟใช้คำว่าพวกเราแต่จริง ๆ เธอหมายถึงแค่โซนาตา
“ข้ามั่นใจว่าท่านกริฟเก่งกว่า” บอร์แมนหัวเราะในลำคออย่างน่าหมั่นไส้ โซนาตาเลยจัดการตบบ้องหูไปดอกหนึ่ง ซึ่งก็แรงพอทำให้เจเนวีฟถึงกับสะดุ้ง
“เล่าเกี่ยวกับสายบังคับบัญชามาให้หมด” โซนาตาถือโอกาสนี้เอาข้อมูลมาเปรียบเทียบกับที่เขาเคยได้มา เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่ตกหล่นอะไรไป
เรวาเรนท์ถูกปกครองโดยหัวหน้าทั้งสาม กองทัพแรกนำโดยดาร์คเจสเตอร์ที่เขาเคยพบไปแล้ว ดาร์คเจสเตอร์คนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาศาสตร์มืดหลากหลายรูปแบบ เขามีลูกน้องคนสำคัญคือ ซอมบีพิเศษเออร์เฟซ การ์กอยล์มอร์โด ปีศาจชุดเกราะฮาร์ทเลส และที่เพิ่งได้มาใหม่ล่าสุดก็คือไบรเดนและกองทัพเดธไนท์ของเขา
รายที่สองคือสเกเลตันคิงโครนอค เขาเป็นเจ้าแห่งโครงกระดูกผู้น่าหวาดหวั่น อันเดดที่ถูกเปลี่ยนเป็นสเกเลตันล้วนแต่อยู่ภายใต้การปกครองของเขา เขามีลูกน้องมากมายแต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือโกลเดนสเกเลตันแห่งน็อตติงวิลล์ บอร์แมนเชื่อว่าโครนอคผู้นี้สามารถเปลี่ยนกลางวันให้เป็นกลางคืนได้ มันจึงทำให้ทัพของเขาอันตรายมากที่สุดในสามทัพ
และกองทัพสุดท้าย กองทัพที่มีจำนวนน้อยที่สุดแต่ก็แข็งแกร่งที่สุดด้วยเช่นกัน ทัพของแวมไพร์ซึ่งเป็นอันเดดระดับสูงที่นำโดยแวมไพร์ลอร์ดมาร์เคล
“นอกจากนั้นก็ยังมีกองทัพบอร์แมนที่ขึ้นตรงกับท่านกริฟด้วย อย่างพวกข้า พวกเจ้าระวังเงาหัวตัวเองเอาไว้ให้ดีเถอะ”
“ตอนแรกก็ว่าจะปล่อยไปแล้วนะ” โซนาตาเกาหัวแกรก ๆ เช่นเดียวกับเจเนวีฟที่รู้สึกเหนื่อยใจกับเจ้าบอร์แมนตัวนี้ ท่าทางมันจะไม่รู้ตัวเลยว่าชีวิตกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
โซนาตาจับเจ้าบอร์แมนปากเสียมัดและฝังดินไว้จนเหลือแค่คอ พวกเขาคิดว่าต่อให้จับใครมาสอบปากคำเพิ่มก็คงไม่ได้อะไรมากไปกว่านี้แล้ว ที่ต้องทำในตอนนี้ก็เหลือแค่ไปดูจุดที่อเล็กซานดราบอกเอาไว้
พวกเขาต้องแข่งกับเวลาจึงตรงดิ่งไปที่เป้าหมายโดยไม่ได้แวะที่ไหนและหยุดพักแค่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เจเนวีฟเดินจนเริ่มมีบาดแผลที่เท้า แต่เธอไม่ปริปากบ่นสักนิด เธอไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองเป็นตัวถ่วงของโซนาตา
“เดี๋ยวฉันแบกเธอไปก็แล้วกัน” โซนาตาไม่ใช่ไม่สังเกต
เขาดึงให้เจเนวีฟนั่งลง และปฐมพยาบาลแผลที่เท้าของเธอโดยใช้ผ้าพันแผลที่เตรียมมาพันเท้าของเธอไว้อย่างอ่อนโยน เสร็จแล้วจึงเสนอให้เธอขี่หลังเขาไปก่อน เขาใช้อุปกรณ์รักษาที่ติดตัวมาจนเกือบหมดแล้วจึงไม่อยากเสี่ยงให้เธอบาดเจ็บเพิ่มอีก
“แต่ข้ายังไหวนะ” เจเนวีฟฝืนเดินให้ดู แผลของเธอดีขึ้นทันตาจากสเปรย์รักษาและผ้าพันแผล แม้จะยังเจ็บอยู่บ้าง แต่เธอบอกตัวเองว่าต้องอดทนไว้ เจ็บแค่นี้ไม่เท่าไร เธอไม่อยากให้โซนาตาเป็นห่วง
“เก็บแรงไว้ เราอาจจะต้องวิ่งหนีเมื่อไหร่ก็ได้” น้ำเสียงเด็ดขาดทำให้เจเนวีฟไม่กล้าต่อรองอีก
เธอมองเขาที่หันแผ่นหลังมาให้เธอ และทั้งที่ลังเล แต่เธอก็ค่อย ๆ ขยับไปกอดแผ่นหลังของเขาไว้ และปล่อยให้เขาดึงเธอไปขึ้นขี่หลังเขาขณะที่เขาลุกขึ้นยืน ตอนเขาแบกเธอเดินไปดูเหมือนเขาจะค่อย ๆ เดินช้าลง ทั้งที่เขาจะเดินเร็วกว่านั้นก็ได้ ทางเจเนวีฟพิงร่างกับแผ่นหลังของโซนาตา ร่างกายของเขาอบอุ่นและทำให้ใจของเธอรู้สึกสงบ
บริเวณเหมืองทองแดงร้างที่ถูกด็อกมาเปลี่ยนเป็นห้องวิจัย ทั้งห้องเต็มไปด้วยสายระโยงระยางที่ลากต่อมาจากซากหุ่นตัวใหญ่ไปยังเครื่องไม้เครื่องมือที่เขาย้ายมาจากเซคเตอร์วัน นักวิจัยผู้ช่วยทั้งหมดเพิ่งถูกไล่กลับไป หลังจากเขาจับได้ว่าพวกนั้นแอบส่งข้อมูลกลับไปให้อีริธ
ในห้องที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนเหลือเพียงแค่เขาและผู้คุ้มกันที่ไว้ใจได้เพียงไม่กี่ชีวิต ตอนนี้งานทั้งหมดที่นักวิจัยต้องทำตกมาเป็นหน้าที่ของเขาเพียงคนเดียว
“เจ้านี่มันสำคัญยังไงเหรอ” เวเนกระซิบถามอัลโต แต่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจตอบ เขารำคาญที่เธอคอยถามนู่นถามนี่เหมือนกับเด็กอยากรู้อยากเห็น ทั้งที่อธิบายไปก็ไม่ได้เข้าใจมากขึ้น
“ตอนนี้เราแน่ใจแล้วว่ามันคือเซอร์เรียน” ศาสตราจารย์เป็นคนตอบแทน “เราต้องรู้ว่ามีพวกมันอีกรึเปล่า และถ้าโชคดีอาจจะรู้เป้าหมายของมันด้วย”
ก่อนหน้านี้โซนาตาเคยเล่าเรื่องของเซอร์เรียนให้เธอฟังมาบ้าง เธอรู้ว่าพวกมันคือตัวอันตรายที่โซนาตาเคยสู้รบปรบมือมาหลายครั้ง แต่หญิงสาวยังไม่ปักใจเชื่อเรื่องที่ว่าซีนอาจจะถูกสร้างโดยจักรกลประหลาดพวกนี้ แค่คิดว่าโลกถูกครอบงำโดยพวกมันเธอก็รู้สึกหวาดกลัวแล้ว