Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 252: เรือเหาะมูนไลท์
เรื่องวุ่นวายในบ่อน้ำร้อนเป็นแค่ปฐมบทของเรื่องวุ่นที่กำลังตามมา ในห้องอาหารลูนาร์โวยวายขึ้นมาเมื่อพบว่ากลุ่มอะบีสมีอาหารมากมายที่ไม่ได้อยู่ในรายการอาหารวางอยู่บนโต๊ะ
“ต้องขอโทษด้วยครับ อาหารส่วนใหญ่ของลูกค้าโต๊ะนั้นเป็นอาหารที่พวกเขาทำกันเองครับ พวกเขามาขอยืมครัวแถมยังจ่ายทั้งค่ายืมใช้ให้ด้วย…” หัวหน้าบริกรอธิบาย
ลูนาร์ถูกกลิ่นของอาหารดึงดูดจนอดใจไว้ไม่ได้ เธอแอบด้อม ๆ มอง ๆ ดูโต๊ะของที่พวกเซเลนอสจับจองไว้เพื่อสำรวจว่าโต๊ะของอีกฝ่ายมีอะไรบ้าง
“เอ่อ ท่านลูนาร์ มันเสียมารยาทนะคะ”
“หืมมม ลูนาร์… ใครเหรอ” เอ็ดวานยังตกข่าวอยู่
“แค่ดูเฉย ๆ น่า” ลูนาร์ไม่ยอมให้ฮาจาห้ามเธอไว้ “หืมม เนื้อนั่นดูแปลกจัง”
แม้จะใช้เสียงที่เบาลงแต่เวเนก็ได้ยินคำพูดของลูนาร์อย่างชัดเจน เธอหันมาส่งยิ้มให้พร้อมกับอธิบายอาหารที่เกิดจากฝีมือของเธอเอง
“เนื้อของไชนิงอาร์เมอร์แบร์ เดวัลหายากที่มีเฉพาะที่เกาะนีมอส”
“เดวัลหมีที่มีเกล็ดงั้นเรอะ ไม่เหม็นคาวแย่เหรอ”
“ไม่มีทาง” เวเนหัวเราะ “เมนูนี้เรย์เป็นคนสอนข้าเอง วิธีการหมัก เครื่องเทศชนิดพิเศษกว่าสิบเจ็ดชนิด การผ่านความร้อนที่สมบูรณ์แบบ ไม่เพียงแค่กลิ่นสาบจะไม่กลายเป็นปัญหา แต่เมนูนี้คือเมนูที่ดึงกลิ่นเฉพาะตัวที่มีในเนื้อของไชนิงอาร์เมอร์แบร์ออกมาอย่างเต็มที่”
“พูดน่ะใครก็พูดได้ อร่อยจริงรึเปล่าก็ไม่รู้”
“งั้นชิมดูสิ” เจเนวีฟบรรจงตัดแบ่งเนื้อชิ้นหนึ่งส่งให้
ลูนาร์รับมาด้วยท่าทางอย่างเสียมิได้ เธอตักเนื้อชิ้นนั้นเข้าปากแล้วก็เงียบไป
“อร่อยไหม” เอ็ดวานกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่
“ก็ใช้ได้” ลูนาร์กัดฟันตอบ รู้สึกเจ็บใจที่เมดของเธอฝีมือการทำอาหารสู้ไม่ได้แม้แต่น้อย
“แค่ใช้ได้เองเหรอ” เวเนแสยะยิ้ม “ขอบอกไว้ก่อนนะว่า เรย์ของกลุ่มเราน่ะยิ่งกว่านี้อีก”
“อร่อยแค่ไหนก็ไม่มีผลหรอกค่ะ พวกเราไม่ถูกล่อด้วยของกินหรอก” ฮาจาตอบอย่างลังเลเมื่อเห็นสีหน้าของลูนาร์
“อย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่องสิ ใครคือลูนาร์”
“ลูนาร์คือชื่อจริงของข้าเอง” เธอตอบเอ็ดวานอย่างเหนื่อยใจ
“อ้อ… โซลาร์เป็นชื่อปลอมงั้นเหรอ ถ้าเป็นแบบนั้นต่อไปนี้ข้าเรียกเจ้าว่าลูนาร์เลยดีกว่า” เอ็ดวานจับประเด็นได้แค่นั้น เขาไม่ได้เฉลียวใจว่าชื่อลูนาร์ฟังดูเป็นชื่อของผู้หญิง
“เออ! ตามใจเจ้าเถอะ” ลูนาร์แว้ดเสียงใส่
อาจเป็นเพราะโรงแรมในช่วงนี้ไม่มีแขกรายอื่นเลย ไม่ว่าจะไปที่ไหน ห้องอาหาร บ่อน้ำพุร้อน ห้องนันทนาการ จุดชมทิวทัศน์ ไม่ว่าจะที่ไหนพวกเธอก็เจอกลุ่มอะบีสทั้งแปดวนเวียนอยู่ที่ใดที่หนึ่งอยู่เสมอ
เอ็ดวานและฮาจาย้ำบอกกับตัวเองตลอดเวลาว่าไม่ควรทำตัวสนิทสนมกับคนเหล่านี้ แต่ด้วยพื้นฐานนิสัยของทั้งคู่ที่เข้ากับคนง่าย การปฏิเสธไมตรีที่อีกฝ่ายยัดเยียดมาให้จึงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาทำได้ดี
“เล่นปิงปองไหม” เวเนชวนฮาจาและเอ็ดวานที่เดินผ่านเข้ามาพื้นที่สำหรับเล่นเกม เธอกำลังตื่นเต้นกับกีฬาชนิดใหม่ที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน
“ข้ากำลังจะพักอยู่พอดี” เจเนวีฟยื่นไม้ให้ฮาจา อีกฝ่ายทำหน้ากระอักกระอ่วนใจ
“เล่นปิงปองด้วยกันแค่นี้ ไม่ทำให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปหรอกมั้ง” อัลโตที่ยืนกอดอกพิงกำแพงพูดกับเอ็ดวาน
“จริงแน่เหรอ… ที่ว่าไม่กระทบน่ะ” ลูนาร์เดินตามเข้ามาอีกคน เธอรู้จักทฤษฎีเกี่ยวกับเวลาเป็นอย่างดี แม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการเด็ดดอกไม้ยังอาจส่งผลกระทบไปได้อย่างต่อเนื่อง “พูดตรง ๆ นะ ข้าว่าพวกเจ้าน่ะควรจะกลับไปที่ของตัวเองได้แล้ว”
“เซเลนอสเคยพูดแล้วนี่ พวกเราจะทำในสิ่งที่พวกเราเชื่อว่าถูกต้อง” อัลโตตอบเสียงนิ่ง คำพูดของเขาแฝงนัยยะว่าพวกเราจะไม่หยุดแม้ว่าจะต้องจบลงด้วยการต่อสู้กับพวกลูนาร์
ลูนาร์ได้แต่ถอนหายใจ เธอรู้ว่าการใช้กำลังไม่มีทางจบเรื่องนี้ได้
…หวังว่ามันจะไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นนะ…
วันสุดท้ายของการพัก เอ็ดวานนัดลูนาร์และฮาจาไปพบในบริเวณรกร้างแห่งหนึ่งที่ไม่ห่างจากโรงแรมมากนัก เขาตั้งใจว่าวันนี้อยากให้ทุกคนแสดงฝีมือการต่อสู้ออกมา เพื่อให้สามารถประเมินกำลังรบของกลุ่มได้อย่างถูกต้อง น่าเสียดายที่การลักลอบออกมาไม่สามารถหลุดรอดสายตาของแฟรีที่เวเนฝากเฝ้าระวังไว้ได้
“ตามมาจนได้” เอ็ดวานบ่นอุบอิบเมื่อเห็นบรรดากลุ่มอะบีสมารอดูพวกเขาอย่างเปิดเผย
“ช่างพวกนั้นเถอะ อย่าไปสนใจ ว่าแต่ลากข้าออกมานี่มีธุระอะไรกันแน่” ลูนาร์เองก็บ่นเช่นกัน
“ข้าอธิบายไปแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าจะรวมกลุ่มกัน พวกเราจำเป็นต้องเข้าใจพลังของทุกคน”
“ข้าด้วยเหรอ! ข้าเป็นช่างนะ เรื่องสู้มันหน้าที่ของเจ้ากับฮาจาต่างหาก”
“อย่างที่รู้ ข้าเป็นนักรบเวทมนตร์ นอกจากดาบก็ยังใช้เวทมนตร์สายโจมตีขั้นพื้นฐานได้หลายบท” เอ็ดวานทำเป็นไม่ได้ยินเสียงประท้วงของลูนาร์ เขาแสดงความสามารถเริ่มจากทักษะดาบที่ผสานกับเวทมนตร์ เอ็ดวานสามารถใช้เวทมนตร์โจมตีได้แทบทุกธาตุ นอกจากนั้นเขายังมีคาถารักษาเบื้องต้นอีกด้วย
ฮาจานั้นเป็นนักบวชแต่เธอไม่ใช่นักบวชที่หาได้ทั่วไป นอกจากมีประสาทสัมผัสพิเศษที่ไวต่อความมืดแล้วเธอยังมีพรสวรรค์ในการใช้เวทศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงเหนือคนทั่วไปลิบลับ นั่นทำให้เวทมนตร์รักษา เสริมการป้องกัน หรือแม้แต่เวทมนตร์ชั้นสูงอย่างชุบชีวิตเมื่อผ่านมือเธอแล้วมันก็ยิ่งทรงประสิทธิภาพ
เหนืออื่นใดคือไม้เท้ารุ่งอรุณที่ลูนาร์มอบให้ยิ่งทำให้เธอแกร่งขึ้นอีกขั้น ลูกแก้วสีทองที่ลอยออกมาจากไม้เท้าช่วยให้ฮาจาสามารถร่ายเวทหลายเวทได้พร้อมกัน สิ่งนี้เมื่อรวมเข้ากับพลังเดิมของฮาจา ผลลัพธ์ก็คือพวกลูนาร์เสมือนมีกองทัพนักบวชค่อยช่วยสนับสนุนนั่นเอง
เมื่อทั้งสองแสดงพลังจบ ลูนาร์จึงถูกคะยั้นคะยอให้แสดงฝีมืออย่างเลี่ยงไม่ได้
“ขอบอกไว้ก่อนนะว่าข้าน่ะไม่เคยเรียนวิชาการต่อสู้มาก่อน”
ลูนาร์หยิบเอาอาวุธหลายชนิดออกมาสาธิตการใช้โดยไม่ได้เน้นไปที่พลังพิเศษของอาวุธ เธอตั้งใจแสดงให้เห็นทักษะพื้นฐานเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นอาวุธชนิดไหนลูนาร์ก็สามารถใช้มันได้อย่างคล่องแคล่ว มีด ดาบ หอก เคียว พลอง และอาวุธอีกมากมายที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ถูกนำมาใช้ให้ดูทีละชิ้น ๆ
ไม่ใช่เพียงแค่เอ็ดวานหรือฮาจาที่ประทับใจกับฝีมือของลูนาร์ กลุ่มอะบีสทุกคนก็มองการแสดงอาวุธด้วยความรู้สึกทึ่ง
“แข็งแกร่งมากครับ” เซเลนอสอดไม่ได้ที่จะชื่นชม
“เทียบกับเซกันแล้วใครเก่งกว่า” เจเนวีฟถามเซเลนอสในลักษณะที่อยากลองภูมิ
“ถ้าวัดแค่ทักษะในการต่อสู้เท่านั้นเซกันเหนือกว่ามากครับ บางทีผมและคุณเรย์ก็น่าจะเหนือกว่าเธอเล็กน้อย แต่นั่นคือกรณีที่วัดกันที่ทักษะต่อสู้โดยไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยอื่นนะครับ”
“ปัจจัยอื่น…” ดีวานเปรยขึ้น
“จำที่เห็นในห้องของเธอได้ไหมครับ ผู้หญิงคนนี้สร้างอาวุธได้มากมายหลายแบบ เธออาจเป็นพวกที่พกข้าวของมากมายเพื่อเอาไว้ใช้ตามสถานการณ์ให้ได้เปรียบ ยกตัวอย่างเช่น เธออาจมีไอเท็มที่ทำให้ไฟของคุณใช้การไม่ได้”
“ถ้าข้าถูกผนึกการใช้ไฟ คงเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากแน่” ดีวานกุมคางครุ่นคิด
“นี่คือการยกตัวอย่างเท่านั้นนะครับ แต่อาจหมายถึงว่าเธอมีของที่อันตรายยิ่งกว่านั้นได้เช่นกัน สรุปคือต่อให้ไม่ใช้ลูกเล่นก็เก่งเหนือมนุษย์อยู่แล้ว แล้วยังมีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นพวกที่ไม่รังเกียจที่จะใช้เครื่องมือทุกชนิดช่วยให้ได้เปรียบยิ่งกว่าเดิมครับ”
เจเนวีฟรู้สึกทึ่งกับทั้งความแข็งแกร่งของลูนาร์และข้อมูลที่เซเลนอสวิเคราะห์จากข้อมูลน้อยนิดที่เขามี ถ้าเซเลนอสไม่ได้มั่วขึ้นมาเองเธอรู้สึกว่าต่อไปต้องระวังตัวจากคน ๆ นี้มากขึ้นซะแล้ว
ในวันรุ่งขึ้น ลูนาร์ เอ็ดวาน และฮาจาต่างก็เตรียมตัวสำหรับการออกเดินทางต่อ ลูนาร์พยายามไม่ใส่ใจกลุ่มอะบีสที่ได้ออกจากโรงแรมไปก่อนหน้านั้นเล็กน้อยราวกับว่าพวกเขารู้ว่ากลุ่มของเธอจะพักคืนที่แล้วเป็นคืนสุดท้าย
เป้าหมายของพวกเธอคือเรือเหาะมูนไลท์ที่ลูนาร์นำมาซ่อนเอาใต้ทะเลสาบ
“ขอแนะนำ เรือเหาะที่ทันสมัยที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา เรือเหาะมูนไลท์” ลูนาร์แนะนำเรือเหาะที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมาอย่างภูมิใจ ไม่เพียงแค่มันเป็นเรือเหาะที่ดีที่สุดลำหนึ่ง มูนไลท์ลำนี้ยังเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ลูนาร์สร้างขึ้นมากับมือ
จากนั้นก็เป็นการเดินเที่ยวชมเรือเหาะที่ดูใหญ่โตโอ่โถงกว่าที่เห็นจากภายนอก ลูนาร์แบ่งห้องไว้หลายห้องเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับตัวเธอเอง
สิ่งที่ทำให้เอ็ดวานและฮาจาอึ้งยิ่งกว่าเรือเหาะที่จมอยู่ใต้น้ำมาตลอดคือภายในเรือนั้นกลับมีลูกเรือด้วย พวกเขาพบว่าสาวใช้ที่คอยดูแลเรือเหาะคือมนุษย์กลที่ไม่สามารถมองแยกแยะด้วยตาเปล่าว่าเป็นสิ่งมีชีวิตหรือเครื่องจักร
“ยินดีต้อนรับกลับมาค่ะ ท่านลูนาร์” สาวใช้คนแรกเดินเข้ามาทักทายอย่างเป็นธรรมชาติ
“เอแคลร์คือหัวหน้าสาวใช้ ถ้ามีอะไรสงสัยเกี่ยวกับเรือเหาะลำนี้ก็ถามเธอได้”
“ยินดีรับใช้ค่ะ” เธอหันไปทักทายเอ็ดวานและฮาจาด้วยท่าทางสุภาพ
“นอกจากนี้ยังมีมาการองที่ดูแลบาร์ ช็อกโกพายดูแลห้องครัว ชูโรสดูแลห้องเครื่องกล และเจลาโตดูแลห้องพักทั้งหมด”
“ข้าอยากเห็นแผนที่นั่นแล้ว” เอ็ดวานมุ่งเข้าประเด็นที่ลูนาร์เคยทิ้งเอาไว้ก่อนหน้านี้ เรื่องที่โลกที่เอ็ดวานกับฮาจารู้จักเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ของโลกทั้งใบ
ตรงกลางห้องประชุม มีโต๊ะที่ลวดลายเป็นแผนที่ขนาดใหญ่ที่มีรายละเอียดมากกว่าที่เอ็ดวานและฮาจารับรู้มา ลูนาร์ได้อธิบายประกอบ เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น
“จำเรื่องเล่าของกลุ่มอะบีสได้ไหม ตอนที่พวกเขาตกลงบนทวีปเอเทเซีย คนที่นั่นเชื่อว่าโลกทั้งโลกล่มสลายไปและเหลือแค่ทวีปของพวกตน”
เอ็ดวานและฮาจาพยักหน้า “ผู้คนในทวีปบริซาเนียเชื่อแบบนั้นเหมือนกัน”