Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 253: ความวุ่นวายที่เพิ่มขึ้น
“ความจริงเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ ซีนถูกแบ่งด้วยสนามพลัง ไม่รู้ว่าฝีมือใครและทำไปเพื่ออะไร แต่สนามพลังนี้ไม่เพียงแค่ทำให้ผ่านออกไปไม่ได้ มันยังรบกวนการรับรู้ทิศทางอีกด้วย คนที่พยายามฝ่าออกไปจึงพบว่าสุดท้ายเขาจะวกกลับมาที่เดิม และวิธีการเดินทางข้ามระหว่างเส้นแบ่งที่ง่ายที่สุดก็คือการบินที่สูงกว่าสนามพลัง”
“ถึงได้สร้างเรือเหาะลำนี้ขึ้นมาสินะ”
“ใช่ ด้วยเรือเหาะลำนี้ เราจะพยายามบรรลุภารกิจสองอย่างที่ข้าเคยบอกไปแล้ว หนึ่งคือตามหาวัตถุดิบ...”
จากนั้นลูนาร์จึงไล่รายชื่อของวัตถุดิบที่เธอรู้มา เริ่มจากดาบประจำตระกูลที่ถูกเธอใช้เพื่อผนึกเดสคารินกาไปแล้วเรียบร้อย ดาบดำอาวุธต้องสาปมีชีวิต รีซาเรียนหอกราชันย์ที่ตกทอดมาในราชวงศ์ของกิงคารอน โล่แห่งความวิบัติเฟนเดอร์โล่ที่มีประวัติความเป็นมาที่เต็มไปด้วยเลือด คทาศักดิ์สิทธิ์เนคเซสที่มีพลังในการลบล้างคำสาป ดาบแห่งซิลเวอร์ที่ว่ากันว่ามีเพียงทายาทของซิลเวอร์เท่านั้นที่ใช้มันได้ ดาบไอน์บริกาที่เคยเป็นอาวุธของเทพเช่นกัน และอันดับสุดท้ายไหยักษ์ที่อยู่ที่เกาะแห่งหนึ่ง
“ข้าได้ข้อมูลมาว่าดาบดำอยู่ที่เอเทเซีย ข้าเองก็ต้องทำธุระอื่นที่นั่นด้วยพอดี” ลูนาร์พูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะทิ้งกุญแจของห้องสมุดไว้ให้กับฮาจา “หนังสือประวัติศาสตร์ของห้องสมุดมีหลายเล่มและหลายเล่มก็มีข้อมูลที่ละเอียดกว่าเล่มที่ข้าเคยให้ดูก่อนหน้านี้ พวกเจ้าลองค่อย ๆ ใช้ศึกษาเพิ่มแล้วกัน”
“เจ้าจะไม่อธิบายเรื่องธุระอีกอย่างเหรอ” เอ็ดวานถามเสียงเครียด ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจลูนาร์แต่เขาจะสบายใจกว่านี้ถ้ารู้ต้นสายปลายเหตุทั้งหมด
“พวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องประตูนรกไหม”
ลูนาร์ขยายความให้ฟัง มันคือประตูเดียวกับที่โซนาตาพบใกล้กับป่าพรีวูด ประตูแบบเดียวกันนี้ยังมีอีกหลายแห่งทั่วทั้งซีน มันคือทางเข้าออกระหว่างโลกนี้และเนเธอร์เวิลด์
“ประตูที่ว่าเนี่ยมีแต่มนุษย์และปีศาจระดับสูงถึงจะเข้าออกได้ แต่แค่นั้นก็มากพอที่จะทำให้เกิดเรื่องยุ่ง ๆ ได้แล้ว อย่างในสงครามซีนครั้งที่สามถ้าไม่มีราชาปีศาจมาสอดมือล่ะก็ ผู้คนคงจะไม่ล้มตายมากมายขนาดนั้นหรอก”
ลูนาร์ชะงักไปเมื่อพูดถึงสงครามซีนครั้งที่สาม สาเหตุมาจากเซเลนอสที่พาพวกราชาปีศาจมาทำสงครามกับมนุษย์ ทั้งที่ทำเรื่องร้ายแรงขนาดนั้นเอาไว้ตอนนี้กลับย้ายข้างไปร่วมมือกับกลุ่มอะบีสหน้าตาเฉย
“จริงๆ แล้วที่บริซาเนียก็มีอยู่นะคะ” ฮาจาเพิ่งนึกขึ้นได้ “ประตูนั่นอันตรายมากจึงถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนาโดยนักบวชระดับสูงของนิกายเรา แต่ไม่รู้ว่าทำไมเมื่อสองปีก่อนอยู่ ๆ ประตูก็ใช้การไม่ได้อีก”
“นั่นฝีมือข้าเองแหละ” ลูนาร์พูดพร้อมกับเสยผมอย่างน่าหมั่นไส้
“ว่าแล้ว” ฮาจาและเอ็ดวานประสานเสียง
“แปลกแฮะ รู้สึกเหมือนเล่นเจอมุกซ้ำยังไงก็ไม่รู้”
นั่นคือข้อสรุป ระหว่างการตามหาวัตถุดิบเพื่อนำมาสร้างอาวุธผนึกเทพปีศาจ ลูนาร์จะใช้เวลาที่เหลือจัดการกับประตูนรกทุกแห่งที่หาพบ เรื่องนี้เอ็ดวานและฮาจาไม่เพียงแค่มองว่าไม่ใช่ปัญหา พวกเธอยังออกปากจะช่วยลูนาร์อย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน
“ประตูพวกนั้นปล่อยไว้ก็รังแต่จะสร้างปัญหา ข้ากับฮาจาเองก็อยากจะช่วยเจ้าจัดการกับมัน”
“งั้นก็ตกลงตามนี้” ลูนาร์ฉีกยิ้ม “เป้าหมายแรกของพวกเราคือเอเทเซีย”
กลุ่มของเซเลนอสไม่ได้ตามลูนาร์ไปที่เอเทเซียเพราะเชื่อว่าภารกิจที่นั่นราบรื่นได้แม้ว่าพวกตนจะไม่เข้าไปแทรกแซง พวกเขามุ่งเป้าไปที่ทวีปซีโรเปียโดยหวังว่าจะหาข่าวเกี่ยวกับวัตถุดิบชิ้นต่อไป ช่วยให้ภารกิจของลูนาร์จบเร็วขึ้น
“เรื่องนี้คุณโซนาตาเคยบอกไปแล้ว แต่ผมอยากขอย้ำอีกรอบหนึ่ง แม้รายละเอียดของข้อมูลในยุคนี้จะไม่ครบถ้วนแต่เรายังสามารถยืนยันเหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดได้ อย่างที่ทุกคนทราบดีว่าคุณลูนาร์ได้ผนึกเทพปีศาจตนแรกในปี 9007 แต่ภารกิจสุดท้ายของเธอจะจบในปี 9011 ซึ่งพวกเราไม่มีเวลารอขนาดนั้นครับ”
“ไม่ต้องย้ำก็ได้ ไม่มีใครอยากใช้เวลาถึงสี่ปีหรอก” เจเนวีฟขัดขึ้น
“ที่ผมกำลังจะบอกคือ… ถ้าเราต้องทำเวลา การเล่นตามเกมอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีครับ”
“แล้วแผนคือ…” จูเดสปาขมวดคิ้ว
“เบื้องต้นไม่ต่างจากเดิมครับ เราจะใช้ข้อมูลเท่าที่มีมาขยายผล ผมเชื่อว่าอย่างน้อยเราสามารถไปถึงวัตถุดิบทั้งหมดได้โดยไม่ต้องกินเวลาถึงสี่ปีอย่างแน่นอน...”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ” ดีวานเดาได้ว่าเซเลนอสยังไม่จบ
“ปัญหาคือหลังจากนั้นแหละครับ… ถ้าเราต้องการความเร็ว ผมคิดว่าการใช้วิธีอ้อมไปอ้อมมาแบบเดียวกับพวกลูนาร์ทำมันจะไม่ทันการ”
“แย่งมา” โรมิเอลที่เงียบมานานพูดขึ้น เวเนตกใจเพราะเกือบลืมไปแล้วว่าเขาอยู่ตรงนั้นมาตลอด
“ครับ แย่งชิง ข่มขู่ ใช้กำลัง ผมคิดว่ามันจะทำให้เราประหยัดเวลาลงอีกมาก”
“อาาา แบบนั้นไม่ดีมั้ง” ไกราส่ายหัวไปมา
“แต่ข้าเห็นด้วยนะ” จูเดสปายิ้มมุมปาก “พวกเรากำลังต่อสู้เพื่อโลกนี้ ใครที่มันลองดีมาขวางจะโดนดีบ้างก็ช่วยไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”
เวเนสังเกตสีหน้าของจูเดสปาว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น เธอหาพวกเพิ่มโดยมองไปที่เจเนวีฟ อัลโต แล้วก็มาหยุดที่ดีวานที่น่าจะเป็นคนที่รับกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ที่สุด
“ยิ่งจัดการเทพปีศาจได้เร็ว ผู้คนที่ต้องเสียสละก็ยิ่งลดลง” คำพูดของดีวานทำให้เวเนถึงกับอ้าปากค้าง
“เดี๋ยวสิ! แม้แต่ดีวานก็เอากับเขาด้วยเรอะ” เธอร้องโวยวาย
“ถ้ามองแบบผู้ใหญ่ก็ต้องตัดสินใจแบบนั้นแหละ” จูเดสปาราดน้ำมันลงบนกองเพลิงซ้ำ
“โซนาตาไม่มีทางยอมให้ทำแบบนั้นหรอก” เวเนหันไปถามอัลโตกับเจเนวีฟ “ใช่ไหม?”
ทั้งคู่ต่างกอดอกแล้วนิ่งเงียบ อยากช่วยเถียงให้แทนแต่กลับพูดไม่ได้เต็มปาก โดยเฉพาะอัลโตที่สนิทกับโซนาตามานานยิ่งไม่กล้ายืนยันอะไร โซนาตาน่ะคาดเดาได้ซะที่ไหน เรื่องหักหลังเพื่อนเท่านั้นที่หมอนั่นจะไม่มีวันทำอย่างแน่นอน
“ข้าคิดว่าไม่มีปัญหาอะไรหากถึงคราวจำเป็น แต่อยากให้แน่ใจว่ามันคือกรณีที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น” ดีวานชี้แจงความหมายของเขาเพิ่ม
“แน่นอนครับ ถ้าเจรจาได้พวกเราจะไม่ใช้ไม้แข็งหรอกครับ” เซเลนอสยิ้มบาง ๆ แต่ดูแล้วน่าขนลุก
ที่เมืองท่าแห่งหนึ่งในทวีปซีโรเปีย กลุ่มของเซเลนอสกระจายกันออกไปเพื่อสืบข่าวตามที่ตกลงกันไว้ ข้อมูลเดิมที่พวกเขามีอยู่ช่วยให้การสืบเสาะนั้นง่ายขึ้น
เวเนและเจเนวีฟได้เจอกับนักผจญภัยผู้มีเรือเหาะ ในช่วงแรกพวกเธอคิดว่าคงคว้าน้ำเหลว เนื่องจากข้อมูลที่ใช้เงินก้อนโตแลกมาส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่พวกเธอรู้อยู่แล้ว เช่นเรื่องของทวีปอื่น เรื่องของสนามพลังที่แบ่งโลก
“ให้ข่าวให้มันสมกับเงินหน่อยสิ พวกนั้นข้ารู้มานานแล้วล่ะ”
“แต่นี่เป็นข้อมูลที่เฉพาะคนที่มีเรือเหาะหรือคนใหญ่คนโตของประเทศเท่านั้นที่รู้นะ” กัปตันเรือเหาะร้องโอดโอยเมื่อถูกสองสาวตำหนิ
“เรื่องอาวุธในตำนานก็ไม่เห็นรู้เลยสักอย่าง”
“มันมีแต่ข่าวลือ ข้าไม่อยากเอาเรื่องที่รู้ไม่จริงมาบอกต่อ อย่างเรื่องโล่ที่พวกเจ้าถามถึง ข้าก็ไม่รู้ว่าอันที่อยู่ออสลัมคืออันเดียวกันรึเปล่า”
“ลองเล่าเพิ่มอีกทีสิ” เวเนพูดอย่างเอาเรื่อง ไม่ได้เกรงกลัวอีกฝ่ายที่ทั้งอายุและขนาดตัวมากกว่าเธอสามเท่าตัว
“ขอบอกอีกทีว่าเรื่องนี้ข้าแค่ได้ยินมา ที่ประเทศออสลัมมีขุนพลรายหนึ่งไปได้โล่ประหลาดที่ไหนมาก็ไม่รู้ หลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยรบแพ้อีกเลย อืมมมม น่าจะชื่อฟีล ฟีม ไม่สิ… ฟีสล่ะมั้ง”
“ขุนพลฟีส ประเทศออสลัม” เวเนหันไปมองเจเนวีฟ อีกฝ่ายส่ายหน้าอย่างจนใจ เธอไม่คุ้นกับชื่อนี้
“เอาเถอะ ไปถึงก็รู้เอง”
ย้อนไปก่อนหน้านั้นเล็กน้อยกลุ่มลูนาร์ได้เดินทางถึงเอเทเซียแล้ว หลังจากซ่อนเรือเหาะมูนไลท์เสร็จสิ้นพวกเธอจึงแวะหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ระหว่างทาง
“เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมเมืองถึงเป็นแบบนี้” ฮาจาถามผู้คนที่วิ่งหน้าตื่นบนถนน
“เจ้ามาจากไหนกัน นี่ใกล้จะมืดค่ำ รีบหาที่พักได้แล้ว จะได้เวลาที่พวกมันออกมาแล้วนะ” ชายในชุดมอซอตอบแค่นั้นก่อนที่จะเร่งฝีเท้าเดินต่อไปและปล่อยให้คนทั้งสามมึนงงต่อไป
ทั้งสามเลือกโรงแรมได้หลังจากที่เดินวนหาโรงแรมที่ดีที่สุดเป็นเวลานาน เอ็ดวานเข้าใจว่าลูนาร์เรื่องมากเพราะเธอไม่อยากพักในโรงแรมเก่า ๆ ซึ่งครึ่งหนึ่งเขาเดาถูกต้อง
“เอาเถอะ อย่างน้อยที่นี่ก็สูงจนมองเห็นได้ทั่วเมืองล่ะน่ะ”
บริเวณโรงอาหารของโรงแรม ขณะที่ลูนาร์ เอ็ดวานและฮาจากำลังจัดการกับมื้อใหญ่พร้อมกับพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน เสียงของพนักงานโรงแรมและลูกค้าอีกกลุ่มดังขึ้นมาขัดการสนทนาของพวกเธอ
“ครับ อย่างที่เรียนไปแล้ว ตอนนี้ไม่ว่าที่ไหนก็มีพวกอันเดดปรากฏตัวขึ้นในหลาย ๆ เมือง ทางการเองก็กำลังหาต้นตออยู่ครับ แต่ข้ารับรองว่าที่นี่มีเวรยามตลอดเวลา รับรองความปลอดภัยได้ครับ”
“ข้าเพิ่มเงินอีกเท่านึงให้เจ้าจ้างเวรยามมาเฝ้าที่ห้องข้าด้วย” นักเดินทางพูดพร้อมกับยื่นถุงเงินให้
“ที่นี่เกิดอะไรขึ้นรึ” เอ็ดวานตัดสินใจลุกขึ้นมาถามหนึ่งนักเดินทางที่มุงออกันอยู่ตรงนั้น
“เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา ไม่รู้เรื่องหรือ”
“ก็มีคนถามในทำนองนี้ไปคนนึงแล้วล่ะนะ”
“อันเดดน่ะสิ” ชายอีกคนแย่งเฉลย ทำให้ชายคนแรกที่กำลังคิดจะอธิบายยาวยืดชะงักไป
“ไม่ใช่แค่เรื่องอันเดดนะ พระจันทร์นั่นด้วย จู่ ๆ ก็เพิ่มขึ้นมาอีกดวง มันใช่เรื่องปกติที่ไหนกัน”
เอ็ดวาน ลูนาร์และฮาจาผลัดกันมองใบหน้าของแต่ละคนสลับไปมา พวกเขาอาจไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเกี่ยวกับเรื่องของอันเดด แต่เรื่องพระจันทร์ที่โผล่ออกมาอีกดวงนั้นไม่ใช่ใครอื่น ฝีมือลูนาร์นั่นเอง
“แหม วุ่นวายกันจังเลยเนอะ” ลูนาร์หัวเราะพร้อมกับเกาหัวไปด้วยอย่างไม่รู้สึกผิด