Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 256: เหตุผลที่เข้าร่วม
ยังไม่ทันสิ้นประโยคดี กำปั้นบรรจุสายฟ้าของเรย์ก็ถลุงเข้าใส่ท้องของกริมเซฟแบบเต็มหมัด เกราะหนาและหนักอึ้งของอีกฝ่ายแทบไม่ช่วยลดทอนความเสียหาย มันแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยหมัดเดียวนี้
แต่ตรงกันข้ามกับเกราะที่กระจุยไป ร่างกายของกริมเซฟเกือบจะไม่สะดุ้งสะเทือน ในพริบตาหนึ่งเรย์สังเกตเห็นว่ากริมเซฟแยกเขี้ยวยิ้มอย่างสะใจที่ถูกหมัดนั้นเข้าไปด้วยซ้ำ
ที่เรย์หนักใจยิ่งกว่านั้นคือมีแค่การโจมตีของเขาที่เห็นผลอยู่บ้าง
แม้จะถูกหางของเรกซ์ฟาดใส่ โดนลมหายใจที่สามารถสาปให้กลายเป็นหินของสเตรกอส ถูกเขาของไตรเซอรากระแทกจนกระเด็น แต่มันแทบสร้างความเสียหายให้กับชายคนนี้ไม่ได้เลย
เพื่อเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับมิเนอร์วา เรย์และแอนทิสตาตัดสินใจเปลี่ยนเวทีต่อสู้ เรย์กลายร่างเป็นมังกรสายฟ้าและพยายามผลักกริมเซฟไปให้พ้นจากดาดฟ้าของยาน
“ไม่ใช่แกคนเดียวที่กลายร่างได้หรอกน่า”
กริมเซฟกลายร่างเป็นมังกรสีดำเข้าตอบโต้ เป็นครั้งแรกที่เรย์ในร่างมังกรรู้สึกพ่ายแพ้ด้านพละกำลัง เขาถูกมังกรที่ตัวใหญ่กว่าตนเองกดดันกลับมาที่เดิม
ด้านเซกัน ฟรีโอนิเอลและริแลนท์ต่างก็ดวลดาบไปมาด้วยลีลาที่น่าตื่นตาตื่นใจ ต่างคนต่างฟันใส่กันในทิศทางต่าง ๆ และผลัดกันเบี่ยงหลบคมดาบในระยะที่แม้จะหลบได้แต่ความเจ็บปวดจากรอยกรีดของสายลมยังรู้สึกได้ที่ผิวหนัง
ริแลนท์ประหลาดใจที่เซกันแข็งแกร่งกว่าครั้งล่าสุดที่เคยประดาบ เขาเคยคิดว่าโลกนี้จะไม่มีนักดาบคนใดที่เข้าใกล้ตนได้ แต่เซกันกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่ามันไม่จริง
ฟรีโอนิเอลเองยังไม่เอาจริงเช่นกัน เขาเพียงแค่ใช้เวทมนตร์แรงดึงดูดทำให้ร่างกายตนเองเบาขึ้นเท่านั้น เขากำลังหารอจังหวะให้ศัตรูเผยช่องโหว่ก่อนที่จะลงมืออย่างเต็มที่
แต่ริแลนท์ไม่มีจุดอ่อน วิชาดาบของเขาสมบูรณ์จนเหมือนกับเป็นศาสตร์อีกชนิดที่ไม่ใช่แค่วิชาดาบอีกแล้ว ราวกับการโจมตีทุกอย่างถูกลบหายไปโดย “สีขาว” ที่คมดาบของเขาสร้างขึ้น
“อย่าถูกดาบของผู้ชายคนนี้นะครับ แผลที่เขาสร้างขึ้นไม่มีทางรักษา”
“ใครจะไปอยากถูกดาบฟันเล่า” ฟรีโอนิเอลหัวเราะแห้ง ๆ ต่อให้ความเร็วระดับเขาก็คงยากที่จะหลบได้ไปตลอด
“ถ้าถูกฟันเข้า ต้องคว้านแผลออก ถึงจะใช้เวทมนตร์รักษาได้ครับ แต่ผมไม่มีเวทรักษานะครับ”
“บอกแล้วว่าไม่ได้อยากจะถูกฟันหรอกน่า เตือนตัวเองไปเถอะ”
ดาบสามเล่มจากนักดาบสามคนปะทะกันอีกครั้ง ความเร็วของเซกันและเพลงดาบเอเทเซีย เมื่อรวมกับวิชาดาบของฟรีโอนิเอล มันทำให้ทั้งคู่สูสีกับริแลนท์มากขึ้น พวกเขาผลัดกันโจมตีและป้องกันได้อย่างช่ำชอง
คนหนึ่งฟันอีกคนหนึ่งรับ คนหนึ่งก้มหลบอีกคนแทงสวน กระบวนท่าต่าง ๆ ถูกงัดออกมาใช้ด้วยความเร็วที่แม้แต่กล้องจับภาพความเร็วสูงยังจับได้ไม่ชัดเจน
พลังและความเร็วอาจสูสี แต่เซกันและฟรีโอนิเอลมีจุดที่ได้เปรียบกว่าแบบที่ริแลนท์ไม่อาจเทียบ ดาบดวงจันทร์แห่งฮาร์เบลคืออาวุธระดับสิบที่สร้างขึ้นโดยลูนาร์ ส่วนดาบของฟรีโอนิเอลเป็นดาบเลื่องชื่อที่ได้รับมาจากมือของจักพรรดิแห่งซิแปง พวกมันเหนือกว่าดาบที่ริแลนท์ใช้อยู่หลายขั้น แม้ว่าจะใช้ทักษะชั้นสูงของริแลนท์ลดทอดความเสียหายในการปะทะ แต่ริแลนท์ไม่สามารถยับยั้งความเสียหายทั้งหมดได้
นักดาบแข็งแกร่งแค่ไหน หากเสียอาวุธไปทุกอย่างก็อาจจบในพริบตา ริแลนท์เข้าใจในจุดนั้นดี เขาเร่งมือขึ้นเพื่อหวังปลิดลมหายใจศัตรูคนใดคนหนึ่งลงก่อน
ฟรีโอนิเอลคือตัวเลือกแรก ริแลนท์ตัดสินจากข้อมูลและสัญชาตญาณ เทียบกับเซกัน เขาด้อยกว่าในเรื่องความเร็ว พละกำลัง หรือแม้แต่ก้นบึ้งของพลัง พลังของเซกันนั้นมีแหล่งกำเนิดจากเทพปีศาจ
แต่มันไม่ง่ายเหมือนที่คิด กระบวนท่าที่มั่นใจว่าสามารถปลิดชีพศัตรูได้ถูกหยุดไว้ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนกระบวนท่าที่แน่ใจว่าต้องฝากแผลร้ายแรงก็จบลงที่แค่แผลตื้น ๆ
คู่ต่อสู้ของเขาไม่ใช่นักดาบสามัญทั่วไป แต่ฟรีโอนิเอลเป็นคนที่ถูกขนานนามว่าจอมดาบแห่งยุค
“ซวยล่ะสิ แผลนี่เลือดไม่หยุดด้วย”
ฟรีโอนิเอลเหลือบไปมองเซกัน อีกฝ่ายก็มีสภาพเดียวกันแต่เพื่อนร่วมรบยังใจเย็นอยู่ เขากรีดเฉือนเนื้อตัวเองทิ้งหน้าตาเฉย และพริบตาเดียวแผลเหวอะหวะก็หายไป
“รีบเฉือนเนื้อตัวเองออกสิครับ” เซกันหันมาเห็นฟรีโอนิเอลที่กำลังจ้องตนอยู่
“ตูไม่มีพลังฟื้นตัวแบบนั้นนะโว้ย”
ด้านซีวี ลามินาและโครินาเล การต่อสู้ทางนี้เห็นผลชัดเจนกว่าด้านอื่น โครินาเลไม่ใช่สายต่อสู้เหมือนกริมเซฟและริแลนท์ เมื่อถูกรุมเล่นงานจากซีวีที่คุ้นชินกับการต่อสู้กับเธออยู่แล้ว ประกบเข้ามาพร้อมกับจอมดาบฝีมือพระกาฬอย่างลามินา โครินาเลจึงถูกต้อนจนเกือบจนมุมตั้งแต่เพิ่งเริ่ม
“ไร้ที่ติ ทั้งความเร็วและพลังทำลายเหนือชั้นกว่าข้ามากนัก” ลามินาเปรยขึ้น เธอไม่ได้ชมโครินาเลแต่กำลังชมซีวีที่โจมตีต่อเนื่องจนอีกฝ่ายโต้กลับไม่ได้เลย
“วิชาดาบ และวิชาที่ดึงดาบออกมาจากคลังมิตินั่นน่าสนใจมากเลย เห็นแล้วนึกถึงท่านกาดิออสเลยล่ะ”
“มันเป็นวิชาที่สืบทอดในตระกูลมาดารัส พวกเรามีสายเลือดของเทพสงครามลูซารัส ก็เลย…”
“หน้าไม่อาย!” โครินาเลพูดแทรก “สองรุมหนึ่งแล้วยังมายืนคุยยกยอกันเองอีก พวกเจ้าสองคนไม่อายกันบ้างเหรอไง”
ซีวีกับลามินาได้ฟังแล้วก็อึ้งไปเล็กน้อย “เธอเองก็เก่งนะ”
“ข้าไม่ได้อยากให้พวกเจ้ามาชม” โครินาเลดูฉุนเฉียวขึ้นกว่าเดิม
“จะว่าไป… ทำไมเธอถึงมาเข้าร่วมกับเจ้าพวกนี้ล่ะ” ซีวีรู้สึกข้องใจขึ้นมา เธอยังหาจุดเชื่อมโยงระหว่างทั้งสามและเฟรย์ไม่ได้
“เฟรย์การ์ด พวกเราเรียกตัวเองแบบนี้”
“ทำไมถึงเข้าร่วมกับเฟรย์การ์ด” ลามินาเองเกิดอยากรู้ขึ้นมาเช่นกัน
โครินาเลกรอกตาไปมา “หลังจากที่ท่านแรปโซดีจากไป สามขุนพลอย่างพวกเราก็จำเป็นต้องหาเป้าหมายใหม่ในชีวิต ในตอนนั้นท่านเฟรย์ก็…”
“โง่จริง นี่โดนชักจูงด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนั้นเหรอ”
ลามินาพูดแบบนั้น ซีวีจึงมองอย่างสงสัย นี่เธอกำลังเล่นมุกตลกอยู่หรือเปล่านะ ทั้งที่ตนเองเข้ากลุ่มอะบีสเพียงเพราะถูกนักพยากรณ์บอกให้เข้ากลุ่มแท้ ๆ
เหตุผลของโครินาเลยังฟังดูเข้าท่ากว่าเลย
“หุบปากซะ” โครินาเลตะคอกกลับมา “มันไม่ใช่เรื่องที่พวกเธอจะมาตั้งคำถาม”
“ทำไมจะไม่ใช่เรื่องของเรา” ซีวีตอบ “พวกเราอยากรู้ว่ามันมีเหตุผลจำเป็นแค่ไหนที่ต้องจัดการกับพวกเจ้า อย่างน้อยก็รู้แล้วว่าพวกเธอมาอยู่ตรงนี้ด้วยความสมัครใจ ไม่ได้ถูกบังคับข่มขู่ให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ”
“แน่นอน ไม่มีใครบังคับพวกเราได้” โครินาเลแสยะยิ้ม
เมื่อการต่อปากต่อคำจบ ทั้งสามจึงเริ่มการต่อสู้ยกที่สอง ซีวีไม่ได้เปลี่ยนวิธีการต่อสู้เพราะสำหรับเธอมันคือรูปแบบที่แข็งแกร่งที่สุด มือขวาคือดาบที่สร้างขึ้นจากแสง ส่วนคือซ้ายคือดวงอาทิตย์จำลองที่มีขนาดใหญ่ว่าศีรษะมนุษย์หนึ่งเท่าตัว
ลามินาเอาจริงขึ้นอีกขั้น ไม่ใช่แค่เปลี่ยนดาบสลับไปมาด้วยความเร็วสูงเท่านั้น คราวนี้เธอเรียกดาบทั้งสิบสี่เล่มออกมาพร้อมกัน
มือทั้งสองข้างจับดาบเหวี่ยงสะบัดบ้างเขวี้ยงมันออกไปบ้าง บางครั้งเธอจะกระโดดไปมาโดยเหยียบดาบที่ลอยอยู่ บางครั้งก็ฉวยดาบใหม่ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาแทน การเคลื่อนไหวที่ยากคาดเดาของลามินาทำให้โครินาเลหนักใจยิ่งขึ้นในทุกวินาที
สถานการณ์ของโครินาเลว่าเลวร้ายแต่เทียบไม่ได้กับการต่อสู้ที่อยู่วงนอก ยานลูกของมิเนอร์วาและอะโพฟิสเคยมีจำนวนใกล้เคียงกันเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ ปัจจุบันมีจำนวนเหลือแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นด้วยการโจมตีอย่างต่อเนื่องของหน่วยอีเธอร์เกียร์
“คงไม่ได้คิดจะยืนดูอยู่เฉย ๆ หรอกใช่ไหม” โซนาตาถามเฟรย์และเซเรเนด
“พวกมันอยากเผยไพ่ในมือน้อยที่สุด ตั้งแต่เริ่มสู้จึงใช้แต่เทคโนโลยีที่พวกเรารู้จักและพวกสามขุนพลของแรปโซดีที่พวกเรารู้ฝีมือเป็นอย่างดี” จีดัสวิเคราะห์
“แต่ฉันคิดว่าไม่ได้มากันแค่เก็บข้อมูลหรอก” โซนาตายิ้มมุมปาก “นี่คงมีแผนอื่นอยู่ด้วยสินะ”
เฟรย์และเซเรเนดไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ ทั้งคู่ตีหน้านิ่งเหมือนไม่ได้ยินคำถาม แต่โซนาตากลับอ่านทุกอย่างออกด้วยพลังพิเศษที่ใช้อ่านความรู้สึกอีกฝ่ายได้
คำพูดของจีดัสนั้นไม่ผิด การโจมตีครั้งนี้เป็นแค่การหยั่งเชิงเท่านั้น เฟรย์ยังมีไพ่ตายอีกอย่างแน่นอน และเป็นไพ่ที่โซนาตาสังหรณ์ใจว่ามันจะสร้างความลำบากให้เขายิ่งกว่ากริมเซฟ ริแลนท์และโครินาเล
อีกสิ่งที่โซนาตาได้เรียนรู้จากศัตรูคือ แม้ว่าจะเป็นศึกเพื่อการเก็บข้อมูล หากเฟรย์และเซเรเนดมองเห็นช่วงโหว่ที่สามารถเล่นงานตนให้ถึงฆาตได้ สองคนนี้ก็พร้อมจะเปลี่ยนแผนเสมอ พวกเขาเป็นคนแบบนั้น
“นี่อลินานะ” อลินาติดต่อหาโซนาตาและจีดัสผ่านอุปกรณ์สื่อสาร “นิวทริโนสแกนเนอร์ของมิเนอร์วาตรวจพบการเคลื่อนไหวผิดปกติภายในยาน คาดว่าจะเป็นผู้บุกรุก”
“นี่สินะอีกหนึ่งแผนลับ” โซนาตาเชื่อว่ามันคือไพ่อีกใบของเฟรย์ แต่เขาไม่คิดว่านี่คือใบเด็ดที่สุด
“ผู้บุกรุกใช้โคลกกิงดีไวซ์ที่พัฒนากว่าที่เราใช้เลยตรวจจับไม่ได้ในตอนแรก ดูจากอัตลักษณ์ที่พบน่าจะเป็นพวกหน้าเก่าอย่าง อีวา บาร์เนส และไซริล รีฟ”
“ไซเลนเซอร์สองคนที่เราทิ้งไว้ในปี 4011 สินะ ทั้งที่ต่อต้านกลุ่มอะบีสจนถึงที่สุด แต่กลับไปเข้าร่วมกับเฟรย์การ์ดง่าย ๆ เลยแฮะ”
“ล้อมพวกมันไว้ได้แล้วล่ะ จัดการได้แล้วจะติดต่อกลับไป”
“ฝากด้วย อย่าประมาทล่ะ” โซนาตาทิ้งท้ายก่อนที่จะตัดสัญญาณ
ในยานมีไซเลนเซอร์ถึงหกคน นำโดยอลินาผู้มีพลังสลับที่ เคสเทรลพลังย่อยสลาย กาเรนผู้ใช้ภาพลวงตา ไคเลอร์ผู้เปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นของแข็งหรือเหลวได้ตามใจชอบ ฟิลิเซียผู้มีพลังสื่อเครื่องข่ายพลังจิต และโซลิเนอดีตไอดอลผู้มีพลังจากเสียงเพลง